อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
พฤษภาคม 25, 2017, 19:23:54 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "อิกเราะอ์ฟอรั่ม" และ ขอความกรุณาอ่าน กติกาและข้อตกลงการใช้งาน ด้วยนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมฟัตวาอุละมาอ์ว่าด้วยการถือศีลอดและเดือนรอมฎอน  (อ่าน 5074 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2008, 15:34:30 »



อีกไม่นาน เดือนรอมฎอนอันประเสริฐก็จะกลับมาเยือนเราอีกครั้ง อินชาอัลลอฮฺ จึงอยากรวบรวมฟัตวา (การตอบคำถาม) ของบรรดาอุละมาอ์ผู้รู้ที่เป็นที่ยอมรับในโลกอิสลามพลางๆ จะได้เป็นการสะสมความรู้ไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะถึงเดือนรอมฎอน อินชาอัลลอฮฺ..

ทั้งนี้ เพื่อความต่อเนื่องและเป็นระเบียบในการนำเสนอ จึงขออนุญาตสงวนสิทธิ์การนำเสนอสำหรับเจ้าของกระทู้และทีมงานเท่านั้น พี่น้องท่านใด มีข้อซักถาม หรือต้องการความกระจ่างเพิ่มเติม สามารถตั้งกระทู้ขึ้นใหม่ได้ครับ..

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2017, 06:11:59 โดย Al Sulaiman » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2008, 15:42:56 »


(1) - จะทราบได้อย่างไรว่าเริ่มเข้าสู่เดือนรอมฎอน?

ถาม : เราจะทราบได้อย่างไรว่าเข้าสู่เดือนรอมฎอน?

ตอบ : ด้วย 2 วิธี คือ

1- มองเห็นเดือน ดังที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงตรัสไว้ว่า
(فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ)
“ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น” อัลบะเกาะเราะฮฺ : 185
ดังนั้น เมื่อมีการยืนยันจากผู้ที่เชื่อถือได้ ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

2- เดือนชะอฺบานครบ 30 วัน

(ฟัตวาเชค ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด)



(2) - นอนเยอะในช่วงกลางวันของเดือนรอมฎอน

ถาม : ในเดือนรอมฎอนนั้น หากว่าหลังจากที่เราทานอาหารสุหูรฺและละหมาดฟัจญรฺเสร็จ เรานอนยาวถึงเวลาละหมาดซุฮรฺ เมื่อละหมาดซุฮรฺเสร็จก็นอนต่อจนถึงอัศรฺก็ตื่นละหมาดแล้วนอนต่อถึงมักริบ กระทำเช่นนี้การถือศีลอดของเราถือว่าใช้ได้ไหม?

ตอบ : การถือศีลอดในกรณีนี้ถือว่าใช้ได้ แต่การที่คนเรานอนตลอดทั้งวันนั้นถือเป็นความบกพร่องประการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ซึ่งเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่มุสลิมจะกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองให้ มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านอัลกุรอาน หรือ การศึกษาหาความรู้ เป็นต้น

(ฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและชี้ขาดปัญหาศาสนา ซาอุฯ เล่ม 1 หน้า 129)



(3) - การทานอาหารสุหูรฺเป็นผลดีต่อการถือศีลอด

ถาม : คนที่ไม่ทานสุหูรฺนั้น การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้ไหม?

ตอบ : การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้ เพราะการทานสุหูรฺนั้นไม่ใช่เงื่อนไขในการทำให้การถือศีลอดนั้นใช้ได้ แต่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กระทำ (มุสตะหับ) เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :
( تَسَحَّرُوا فإنّ في السحُور بَركةً )
ความว่า “ พวกท่านจงทานสุหูรฺเถิด แท้จริงแล้วการทานสุหูรฺนั้นนำมาซึ่งบะเราะกะฮฺ (ความจำเริญ) ” บันทึกโดย บุคอรี และมุสลิม

(ฟัตวาเชคอับดุลอะซีซ บิน บาซ จากหนังสือรวมฟัตวาของท่าน)



(4) - กลืนน้ำลายขณะถือศีลอด

ถาม : อยากทราบหุก่มการกลืนน้ำลายในขณะถือศีลอด

ตอบ :
เป็นสิ่งที่กระทำได้ ฉันไม่พบว่ามีอุละมาอฺท่านใดเห็นต่างไปจากนี้ เนื่องจากเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการกลืนน้ำลาย ส่วนเสมหะและเสลดนั้นหากออกมาถึงช่องปากแล้วจำเป็นต้องคายออกมา และไม่อนุญาตให้กลืนเข้าไป เนื่องจากเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต่างจากน้ำลาย วะบิลลาฮิตเตาฟีก

(ฟัตวาเชค บินบาซ ในหนังสือรวมฟัตวาของท่าน เล่ม 3 หน้า 251)



(5) - การใช้ไม้สิวากขณะถือศีลอด

ถาม : มีบางคนพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ไม้สิวากขณะถือศีลอด เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เสียการถือศีลอด ไม่ทราบว่าเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? และเวลาใดที่เหมาะสำหรับการใช้สิวากในเดือนรอมฎอน?

ตอบ : การหลีกเลี่ยงการใช้สิวากในขณะถือศีลอดนั้นเป็นการกระทำที่ไม่มีหลักฐาน เนื่องจากการใช้สิวากนั้นถือเป็นสุนนะฮฺดังที่ปรากฎในหะดีษเศาะหีหฺ

(السواك مطهرة للفم ومرضاة للرب)
ความว่า “การใช้สิวากนั้น เป็นการทำให้เกิดความสะอาดในช่องปาก และทำให้เกิดความพอพระทัย ณ พระผู้เป็นเจ้า”

ซึ่ง ส่งเสริมให้กระทำทุกเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการอาบน้ำละหมาด,เมื่อจะทำ การละหมาด,ตื่นจากนอน หรือเข้าบ้าน เป็นต้น ไม่ว่าจะขณะถือศีลอดหรือไม่ก็ตาม และไม่เป็นการทำให้การถือศีลอดเสียแต่อย่างใด นอกเสียจากว่าไม้สิวากนั้นจะมีรสชาติและทิ้งร่องรอยในน้ำลาย หรือใช้แล้วเกิดมีเลือดไหลออกจากเหงือกหรือไรฟัน เช่นนี้แล้วก็ไม่อนุญาตให้กลืนกินสิ่งเหล่านั้น

(ฟัตวาเชค อิบนฺ อุษัยมีน ในฟิกฮุลอิบาดาต)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 22:21:12 »



(6) - การกินหรือดื่มโดยไม่ได้ตั้งใจ

ถาม : อะไรคือหุก่มของการกินหรือดื่มขณะถือศีลอดด้วยความลืมตัว?

ตอบ : ผู้ที่กินหรือดื่มขณะถือศีลอดโดยที่เขาไม่ได้เจตนานั้น การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้ แต่ทันทีที่เขานึกขึ้นได้จำเป็นต้องคายออกมาทันทีแม้ว่าจะเป็นเพียงอาหารแค่ คำเดียว ซึ่งหลักฐานที่ระบุว่าการถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้นั้น ได้แก่หะดีษซึ่งรายงานโดยท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
(من نسي وهو صائم فأكل أو شرب فليتم صومه فإنما أطعمه الله وسقاه)
ความ ว่า : “ผู้ใดเผลอกินหรือดื่มในขณะถือศีลอด ก็ให้เขาถือศีลอดต่อไปแท้จริงแล้วอัลลอฮฺได้ทรงประทานอาหารและเครื่องดื่ม แก่เขา” บันทึกโดย บุคอรี และมุสลิม

(ฟัตวาเชค อิบนฺ อุษัยมีน ในฟิกฮุลอิบาดาต)



(7) - การใช้ยาห้ามประจำเดือนในเดือนรอมฎอน

ถาม : อนุญาตให้ใช้ยาห้ามประจำเดือนเพื่อให้สามารถถือศีลอดได้ทั้งเดือนหรือไม่?

ตอบ : สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นการดีที่มุสลิมะฮฺจะได้ถือศีลอดพร้อมๆกับคนอื่นและไม่ต้องถือ ศีลอดชดภายหลัง ทั้งนี้ในกรณีที่ไม่มีผลข้างเคียงต่อตัวเธอ เนื่องจากสตรีบางคนเมื่อใช้ยาชนิดนี้แล้วจะทำให้เกิดอาการแพ้

(ฟัตวาเชคบินบาซ ในหนังสือรวมฟัตวาของท่าน เล่ม 15 หน้า 201)



(8 ) - การชิมอาหารขณะถือศีลอด

ถาม : การชิมรสชาติอาหารขณะถือศีลอดทำให้การถือศีลอดเสียหรือไม่?

ตอบ : อนุญาตให้ใช้ลิ้นทำการชิมรสชาติอาหารขณะถือศีลอดได้ แต่ชิมเสร็จแล้วต้องคายออกมาและไม่กลืนกินอาหารนั้นเข้าไป หากผู้ใดเจตนากลืนอาหารเข้าไปถือว่าการถือศีลอดของเขานั้นเสีย ทั้งนี้ ปากนั้นถือเป็นอวัยวะภายนอก การชิมอาหารจึงไม่ทำให้การถือศีลอดเสีย เปรียบได้กับการบ้วนปากในการอาบน้ำละหมาด

(ฟัตวาเชคศอลิหฺ อัลเฟาซาน จาก www.islamway.com)



(9) – การอาเจียน

ถาม : การอาเจียนทำให้เสียการถือศีลอดหรือไม่?

ตอบ : หากว่าเจตนาทำให้อาเจียนก็ถือว่าเสีย แต่ถ้าหากอาเจียนออกมาเองโดยไม่เจตนา เช่นนี้ก็ไม่เสีย ซึ่งหลักฐานที่ระบุถึงประเด็นนี้ได้แก่หะดีษอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :

"من ذرعه القيء فلا قضاء عليه، ومن استقاء عمداً فليقض"
ความ ว่า "ผู้ใดที่อาเจียนออกมาโดยไม่ได้เจตนานั้นไม่มีการชดสำหรับเขา และผู้ใดที่เจตนาทำให้อาเจียน เขาก็จงชดเสีย"  บันทึกโดย อบู ดาวุด และตัรมิซียฺ

หากรู้สึกเหมือนจะมีอะไรออกมา จำเป็นต้องพยายามกลั้นไว้ หรือ พยายามทำให้ออก? คำตอบคือ อย่าพยายามทำให้อาเจียนออกมา และอย่าพยายามกลั้น เพราะถ้าเจตนาให้อาเจียนออกมาการถือศีลอดก็เสีย และถ้าหากพยายามกลั้นก็อาจจะเกิดโทษได้ เพราะฉะนั้นให้ทำตัวตามสบาย หากอาเจียนออกมาโดยไม่ได้เจตนา ก็ไม่ทำให้การถือศีลอดเสียแต่อย่างใด

(ฟัตวาเชคอิบนุ อุษัยมีน)



(10) - ตัดผม ตัดเล็บ ขณะถือศีลอด

ถาม : อยากทราบว่าการตัดผม หรือตัดเล็บขณะถือศีลอดทำให้การถือศีลอดเสียหรือไม่?

ตอบ : การตัดผม ตัดเล็บ โกนขนรักแร้ หรือขนในที่ลับ ไม่ทำให้การถือศีลอดเสียแต่อย่างใด

(ฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยและชี้ขาดปัญหาศาสนา ซาอุฯ)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2008, 22:40:28 »


(11) - บ้วนปากหลังจากทานสุหูรฺ

ถาม : จำเป็นหรือไม่ที่ต้องบ้วนปากหลังการทานสุหูรฺ? ถ้าหากทานแล้วไม่ได้บ้วนปากจนถึงเช้าจะทำให้การถือศีลอดเสียหรือไม่?

ตอบ : การบ้วนปากหลังทานสุหูรฺไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องกระทำแต่อย่างใด เพียงแต่ส่งเสริมให้บ้วนปากเพื่อรักษาความสะอาดในช่องปาก

(ฟัตวาเชคอับดุรฺเราะหฺมาน อัลอัจญฺลาน)



(12) - หุก่มการอาบน้ำขณะถือศีลอด

ถาม : ขณะถือศีลอดหากเรารู้สึกเหนื่อยหรือร้อน สามารถอาบน้ำหรือใช้น้ำราดศีรษะหรือตัวได้หรือไม่?

ตอบ : สามารถกระทำได้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยใช้น้ำราดศีรษะเนื่องจากอากาศร้อน หรือกระหายขณะที่ท่านศีลอด ท่านอิบนุ อุมัรฺ ก็เคยทำให้ผ้าของท่านเปียกชุ่มขณะถือศีลอดเพื่อลดความร้อนหรือความกระหาย การที่เสื้อหรือตัวเปียกน้ำไม่มีผลต่อการถือศีลอด เนื่องจากน้ำไม่ได้เข้าไปในร่างกาย

(ฟัตวาเชคอิบนุ อุษัยมีน)



(13) - เลือดออกตามไรฟัน

ถาม : มีเลือดออกตามไรฟันหรือเหงือก ทำให้การถือศีลอดเสียหรือไม่?

ตอบ : เลือดที่ออกตามไรฟันไม่ทำให้การถือศีลอดเสียแต่อย่างใด แต่จำเป็นต้องระวังเท่าที่ทำได้ที่จะไม่กลืนเข้าไป เลือดกำเดาก็เช่นเดียวกัน

(ฟัตวาเชคอิบนุ อุษัยมีน)



(14) - กลืนเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน

ถาม : หากมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟันแล้วเรากลืนเข้าไป เช่นนี้ถือว่าทำให้การถือศีลอดเสียหรือไม่?

ตอบ : ในกรณีนี้จำเป็นต้องคายเศษอาหารเหล่านั้นออกมา และถ้าหากเขาเจตนากลืนมันเข้าไป เช่นนี้ทำให้การถือศีลอดของเขาเสีย แต่ถ้ากลืนกินเข้าไปด้วยความไม่รู้ หรือลืมตัว ก็ไม่เป็นไร อนึ่ง จำเป็นที่มุสลิมต้องรักษาความสะอาดในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นช่วงการถือศีลอดหรือไม่ก็ตาม

(ฟัตวาเชคศอลิหฺ อัลเฟาซาน)



(15) -  ใช้น้ำหอมขณะถือศีลอด

ถาม : อยากทราบหุก่มการฉีดน้ำหอมขณะถือศีลอด

ตอบ : ไม่เป็นไร เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้

(ฟัตวาเชคอิบนุ อุษัยมีน)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2008, 06:11:40 »


(16) – การเจาะเลือด

ถาม : การเจาะเลือดขณะถือศีลอดเพื่อนำไปตรวจ มีผลทำให้การถือศีลอดเสียหรือไม่?

ตอบ 1 : อัลหัมดุลิลลาฮฺ หากว่าเลือดที่เจาะไปนั้นโดยทั่วไปแล้วถือว่าเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็ไม่ทำให้การถือศีลอดเสีย แต่ถ้าหากว่าเป็นการเจาะเลือดในปริมาณมาก ก็ควรถือศีลอดชดสำหรับวันนั้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งระหว่างอุละมาอฺ และเป็นการเผื่อ

(ฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อวิจัยทางวิชาการและฟัตวา ซาอุฯ เล่ม 10 หน้า 263)

ตอบ 2 : การตรวจเลือดเช่นนี้ไม่ทำให้การถือศีลอดเสีย แต่เป็นสิ่งที่อนุโลมให้กระทำเพราะความจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เสียการถือศีลอดตามบทบัญญัติศาสนาแต่อย่างใด

(ฟัตวาเชคบินบาซ ในฟะตาวา อิสลามิยะฮฺ เล่ม 2 หน้า 133)



(17) – การถือศีลอดในวันที่สงสัยว่าเป็นวันที่ 1 รอมฎอนหรือไม่? (يوم الشك)

ถาม : อยากทราบหุก่มการถือศีลอดในวันที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นวันที่ 1 รอมฎอนหรือ 30 ชะอฺบาน?

ตอบ :
ผู้ที่ถือศีลอดในวันที่สงสัยว่าเป็นวันที่ 1 รอมฎอนหรือ 30 ชะอฺบาน โดยที่ไม่ได้ทราบว่ามีการเห็นเดือนอย่างถูกต้องตามหลักการ แล้วปรากฎว่าวันนั้นเป็นวันที่ 1 รอมฎอนพอดี เช่นนี้ การถือศีลอดของเขาในวันนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ เนื่องจากเขาไม่ได้ยึดหลักศาสนาในการเริ่มถือศีลอด (นั่นคือการมองเห็นเดือน) อีกทั้งยังเป็นวันที่กังขา (เยามุชชัก) ซึ่งมีหลักฐานที่ถูกต้องระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ถือศีลอดในวันนี้ [ เช่น รายงานจากท่านอัมมารฺ บิน ยาสิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า “ ผู้ใดถือศีลอดในวันซึ่งเป็นที่กังขา (เยามุชชัก) แท้จริงเขาได้ฝ่าฝืนคำสั่งของอบุล กอสิม (ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)” บันทึกโดยนักบันทึกทั้ง 4 ท่านอิบนุคุซัยมะฮฺกล่าวว่าเศาะหีหฺ

และ จำเป็นที่เขาต้องถือศีลอดชดสำหรับวันนี้  ซึ่งทัศนะนี้เป็นของอุละมาอฺส่วนใหญ่ เช่น ท่านอบูหะนีฟะฮฺ ท่านมาลิก ท่านชาฟิอียฺ และบรรดาสานุศิษย์ของท่านเหล่านั้น วะบิลลาฮิตเตาฟีก วะศ็อลลัลลอฮุอะลานะบิยินามุหัมมัด วะอาลิฮี วะเศาะหฺบิฮี วะสัลลัม

(ฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อวิจัยทางวิชาการและฟัตวา ซาอุฯ เล่ม 10 หน้า 117-118)



(18) - ประโยชน์ทางด้านสังคมของการถือศีลอด?

ถาม : การถือศีลอดมีประโยชน์ทางด้านสังคมหรือไม่?

ตอบ : การถือศีลอดมีประโยชน์ทางด้านสังคมหลายประการด้วยกัน เช่น ทำให้มุสลิมมีความรู้สึกว่าทั้งหมดเป็นประชาชาติเดียวกัน ทุกคนต่างถือศีลอดในช่วงเวลาเดียวกัน คนรวยจะสำนึกในเนียะมัตของอัลลอฮฺ รับรู้ถึงความรู้สึกของคนจน และสงสารพวกเขา และในเดือนรอมฎอนความชั่วร้ายในหนทางของชัยฏอนลดน้อยลง ความตักวายำเกรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีความตักวา สังคมก็จะสงบสุข

(ฟัตวาเชคอิบนุ อุษัยมีน ในหนังสือรวมฟัตวาของท่าน)



(19) – ในเดือนรอมฎอนชัยฏอนถูกล่าม แต่ทำไมเรายังเห็นคนทำบาป?

ถาม : เราต่างทราบกันดีว่าในเดือนรอมฎอนนั้นชัยฏอนจะถูกล่าม แต่ทำไมเราจึงยังเห็นผู้คนกระทำบาปกันอีก?

ตอบ : การกระทำบาปและมะศียัตที่เราเห็นในเดือนรอมฎอนนั้นไม่ได้ขัดแย้งกับตัวบทที่ ว่าชัยฏอนถูกมัดหรือล่ามแต่อย่างใด เนื่องจากการที่พวกมันถูกล่ามนั้นไม่ได้บ่งบอกว่ามันจะไม่สามารถขยับเขยื้อน ตัวเลยเสียทีเดียว ดังนั้น จึงมีหะดีษบทหนึ่งระบุว่า
 
( تصفد فيه الشياطين، فلا يخلصون إلى ما يخلصون إليه في غيره )
ความว่า : “ในเดือนนี้ (รอมฎอน) ชัยฏอนจะถูกล่ามไว้ ดังนั้น พวกมันจึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เหมือนกับที่เคยทำในเดือนอื่นๆ”

นั่น คือ ไม่ใช่ว่าพวกมันจะขยับเขยื้อนทำอะไรไม่ได้เลยเสียทีเดียว มันยังคงเคลื่อนไหว และยังหลอกล่อผู้คนให้หลงผิด เพียงแต่กำลังของมันในเดือนรอมฎอนจะไม่อยู่ในระดับเดียวกับในเดือนอื่นๆ

และปรากฎในบางรายงานซึ่งบันทึกโดยอันนะสาอียฺว่า :

( تصفد فيه مردة الشياطين )
ความว่า : “บรรดาชัยฏอนที่มีความชั่วร้ายระดับต้นๆจะถูกล่ามตรวนไว้”

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งเร้นลับที่จำเป็นต้องศรัทธาโดยไม่ต้องซักไซร้ให้มากความ เช่นนี้จะเป็นการดีและปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา

(ฟัตวาเชคอิบนุ อุษัยมีน ในหนังสือรวมเล่มฟัตวาของท่าน)



(20) - ถือศีลอดเพื่อลดความอ้วน

ถาม : อยากทราบหุก่มของคนที่ถือศีลอดเพื่อรักษาโรคหรือลดน้ำหนัก?

ตอบ : หากว่าเขาเนียตเพียงแค่นั้น แน่นอนว่าการถือศีลอดของเขาจะไม่มีประโยชน์ใดๆเลยในอาคิเราะฮฺ อัลลอฮตะอาลาทรงตรัสไว้ว่า

  ( مَن كَانَ يُرِيدُ العَاجِلَةَ عَجَّلْنَا لَهُ فِيهَا مَا نَشَاءُ لِمَن نُّرِيدُ ثُمَّ جَعَلْنَا لَهُ جَهَنَّمَ يَصْلاهَا مَذْمُوماً مَّدْحُوراً ، ومَنْ أَرَادَ الآخِرَةَ وسَعَى لَهَا سَعْيَهَا وهُوَ مُؤْمِنٌ فَأُوْلَئِكَ كَانَ سَعْيُهُم مَّشْكُورا )

ความ ว่า : “ผู้ใดปราถนาชีวิตชั่วคราว (ในโลกนี้) เราก็จะเร่งให้เขาได้รับมัน ตามที่เราประสงค์แก่ผู้ที่เราปราถนา แล้วเราได้เตรียมนรกไว้สำหรับเขา เขาจะเข้าไปอย่างถูกเหยียดหยามถูกขับไส และผู้ใดปราถนาปรโลก และขวนขวายเพื่อมันอย่างจริงจัง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ชนเหล่านั้น การขวนขวายของพวกเขาจะได้รับการชมเชย” (อัลอิสรออฺ : 18-19)

(ฟัตวาอุละมาอฺ รวบรวมโดย เชคศอลิหฺ อัลมุนัจญิด)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2008, 19:54:03 »


(21) - คนป่วย

ถาม : ชายคนหนึ่งเป็นโรคกระเพาะอักเสบ หมอห้ามให้เขาถือศีลอดเป็นเวลา 5 ปี ไม่ทราบว่าเช่นนี้เขาต้องทำอย่างไร?

ตอบ : หากว่าหมอที่ห้ามเขาถือศีลอดนั้นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้ มีความรู้ และมีอมานะฮฺ เช่นนี้ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามที่หมอบอก ด้วยการไม่ถือศีลอด จนกระทั่งเขาสามารถที่จะถือศีลอดได้อีกครั้ง ดังที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงตรัสไว้ว่า

( فَمَن كَانَ مِنكُم مَّرِيضاً أَوْ عَلَى سَفَرٍ فَعِدَّةٌ مِّنْ أَيَّامٍ أُخَر )

ความว่า : "แล้วผู้ใดในหมู่พวกเจ้าป่วยหรืออยู่ในการเดินทางก็ให้ถือใช้ในวันอื่น" (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 184)

และเมื่อเขาหายแล้ว ก็จำเป็นที่เขาต้องถือศีลอดชดสำหรับเดือนรอมฎอนที่เขาไม่ได้ถือศีลอด



(22) - ผู้ป่วยที่ไม่สามารถถือศีลอดได้อีกเลย

ถาม : อยากทราบหุก่มของผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้อีกเลย เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่มีความหวังจะหาย หรือเนื่องจากความชรา?

ตอบ : จำเป็นที่เขาต้องให้อาหารแก่คนจน ครึ่งศออฺ (ราวๆ ครึ่งกิโลกรัม) 1 คน ต่อ 1 วัน ซึ่งอาหารนั้นต้องเป็นอาหารหลักที่คนทั่วไป ณ ที่นั้นทานกัน เช่น ข้าว เป็นต้น โดยให้จ่ายต้นเดือนดังที่ท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เคยทำ หรือจะเป็นกลางๆเดือน หรือปลายเดือนก็ได้

(ฟัตวาอุละมาอฺ รวบรวมโดย เชค ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด)



(23) - การเนียตในคืนก่อนการเดินทาง

ถาม : ชายคนหนึ่งประสงค์จะเดินทางในวันรุ่งขึ้น ไม่ทราบว่าในคืนนั้นเขาจะเนียตว่าพรุ่งนี้จะไม่ถือศีลอด (เพราะจะเดินทาง) ได้หรือไม่?

ตอบ : ไม่อนุญาตให้กระทำเช่นนั้น จำเป็นที่เขาต้องเนียตถือศีลอด เพราะเขาไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา อาจจะมีเหตุทำให้เดินทางไม่ได้ก็เป็นได้ เมื่อเขาเดินทางแล้วจึงค่อยละศีลอดหากเขาประสงค์ หรือหากจะยังคงถือศีลอดก็ไม่เป็นไร

(ฟัตวาอุละมาอฺ รวบรวมโดย เชค ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด)



(24) - คอตัมอัลกุรอานในเดือนรอมฎอน

ถาม : อยากทราบว่า จำเป็นไหมที่เราต้องอ่านอัลกุรอานให้จบในเดือนรอมฎอน?

ตอบ : ถือเป็นเรื่องดีที่เราจะอ่านอัลกุรอานให้มากๆในเดือนรอมฎอน หากอ่านให้จบได้ก็ยิ่งดี แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่วาญิบ(จำเป็น) ต้องกระทำแต่อย่างใด นั่นคือ หากอ่านไม่จบก็ไม่ถือว่าเป็นบาปแต่อย่างใด แต่ก็จะเป็นการพลาดผลบุญอันใหญ่หลวง

มีบันทึกในเศาะหีหฺบุคอรี (4614) จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า

  أن جبريل كان يعْرضُ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْقُرْآنَ كُلَّ عَامٍ مَرَّةً ، فَعرضَ عَلَيْهِ مَرَّتَيْنِ فِي الْعَامِ الَّذِي قُبِضَ فيه

ความว่า : ญิบรีลได้ทวนอัลกุรอานให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ปีละครั้ง ส่วนในปีที่ท่านเสีย  ญิบรีลทวนอัลกุรอานให้ท่านสองครั้ง

อิบนุลอะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า :
“นั่นคือ ญิบรีลได้ช่วยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทวนอัลกุรอานทั้งหมดที่ถูกประทานลงมา” (เฆาะรีบุลหะดีษ 4/64)
 
ซึ่ง การคอตัมอัลกุรอานในเดือนรอมฎอนก็ได้เป็นแนวทางปฏิบัติของบรรดาชนยุคแรก เรื่อยมา ตามแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังมีบันทึกว่าท่านเหล่านั้นอ่านอัลกุรอานจบมากกว่าหนึ่งครั้งในเดือนนี้ บางท่านอาจจะอ่านจบวันละครั้งหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
 
ท่านนะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวถึงประเด็นการคอตัมอัลกุรอานว่าควรจะมากน้อยเพียงใด ว่า :
“ที่ ถูกต้องคือ ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่แล้วแต่กรณีของแต่ละคน บางคนต้องใช้เวลาและความละเอียดมากในการที่จะพินิจพิเคราะห์ถึงความหมายที่ ลึกซึ้ง สำหรับเขาก็ควรอ่านเฉพาะเท่าที่จะทำให้เขาเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งที่สุด หรือบางคนอาจจะยุ่งอยู่กับการเผยแพร่ความรู้ หรือสิ่งอื่นๆที่สำคัญต่อศาสนาและผลประโยชน์ของประชาชาติมุสลิม เขาก็อาจจะอ่านเท่าที่จะไม่ทำให้มีผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเขา ส่วนคนอื่นๆที่ไม่ได้เข้าข่ายกรณีดังกล่าว ก็อาจจะอ่านให้มากแต่ก็อย่าให้ถึงขั้นทำให้รู้สึกเบื่อหรือต้องอ่านเร็วจน เกินไป” (อัตติบยาน 76)

วัลลอฮุอะอฺลัม


แปลอย่างย่อจาก www.islamqa.com


(ฟัตวาอุละมาอฺ รวบรวมโดย เชค ศอลิหฺ อัลมุนัจญิด)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2008, 13:40:29 »



(25) - การถือศีลอดของเด็ก


ถาม : เราจะให้เด็กที่มีอายุไม่ถึง 15 ปี ถือศีลอด เหมือนกับที่เราให้เขาละหมาดหรือไม่?


ตอบ : สมควรฝึกให้เด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะได้ถือศีลอดหากพวกเขาสามารถจะทำได้ ดังเช่นที่เศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ได้ฝึกลูกหลานของท่าน


อุละมาอ์ท่านกล่าวว่า ผู้ปกครองควรที่จะใช้ให้ลูกหลานของตนถือศีลอด เพื่อจะได้เป็นการฝึกฝนพวกเขา ทำให้เกิดความเคยชิน และทำให้รากฐานทางศาสนาฝั่งแน่นลงไปในจิตใจของพวกเขา จนเปรียบเสมือนเป็นเรื่องปกติธรรมสำหรับพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาไม่สามารถทนได้ หรืออาจเกิดอันตราย ก็ไม่จำเป็นต้องถือศีลอด


แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเตือนคือ พ่อแม่บางคนไม่ยอมให้ลูกหลานตนถือศีลอด ซึ่งถือว่าขัดกับแนวทางของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม โดยพ่อแม่เหล่านั้นอ้างว่า เป็นเพราะสงสารและเมตตาลูกๆของพวกเขา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ความเมตตาที่แท้จริงก็คือการกำชับใช้เด็กเหล่านั้นให้มีความเคยชินกับบทบัญญัติอิสลาม ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าเช่นนี้ คือการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้องสมบูรณ์


มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า :

"إنَّ الرَّجُل رَاع فِي أَهْل بَيْتِه وَمَسْئُولٌ عَن رَعِيَّتِهِ"

“และผู้ชายนั้นมีหน้าที่รับผิดชอบสมาชิกในครอบครัวของเขา และเขาจะถูกถามถึงการทำหน้าที่ของเขา” (บันทึกโดย บุคอรี 893 และมุสลิม 1829)


(หนังสือฟัตวา เชค อิบนุอุษัยมีน หมวดดะอฺวะฮฺ 1/145-146)


islamtoday.net


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2008, 16:12:41 »



(26) - ไปละหมาดตะรอเวียะหฺช้า


ถาม : ในกรณีที่ฉันไปมัสยิดช้า แล้วไม่ทันละหมาดอิชาอ์พร้อมญะมาอะฮฺ ฉันจึงละหมาดคนเดียว ทำให้ฉันพลาดการละหมาดตะรอเวียะหฺพร้อมอิหม่าม 2 ร็อกอัต เช่นนี้ฉันจะละหมาด 2 ร็อกอัตนี้อย่างไร? ละหมาดคนเดียว หรือเช่นไร?


ตอบ :

ข้อแรก : ในกรณีที่คุณไปไม่ทันละหมาดอิชาอ์ โดยเมื่อไปถึงปรากฏอิหม่ามได้เริ่มละหมาดตะรอเวียะหฺแล้ว ที่ดีกว่าคือ ให้คุณละหมาดพร้อมอิหม่ามโดยเนียต (ตั้งเจตนา) ว่าเป็นละหมาดอิชาอ์ เมื่ออิหม่ามให้สลามแล้ว ก็ให้คุณขึ้นละหมาดต่อให้เสร็จในส่วนที่เหลือ

และคุณอย่าได้ละหมาด (อิชาอ์) คนเดียว หรือพร้อมญะมาอะฮฺอื่น เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการทำญะมาอะฮฺซ้อนกันสองญะมาอะฮฺในเวลาเดียวกัน และอาจจะเป็นการรบกวน หรือสร้างความสับสนได้



ข้อที่สอง :
ในส่วนของละหมาดตะรอเวียะหฺที่คุณพลาดการละหมาดพร้อมอิหม่ามไปนั้น หากคุณประสงค์จะละหมาดชด ก็ไม่ต้องให้สลามพร้อมอิหม่ามในการละหมาดวิเตร แต่ให้คุณลุกขึ้นละหมาดอีก 1 ร็อกอัต ให้จำนวนร็อกอัตละหมาดวิเตรเป็นเลขคู่ แล้วจึงให้สลาม จากนั้นก็ให้ละหมาดตะรอเวียะหฺในส่วนที่คุณพลาดไป แล้วจึงตามด้วยวิเตร


มีคนถาม เชค อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮฺ ว่า : หากฉันไปละหมาดตะรอเวียะหฺช้า และพลาดการละหมาดบางส่วนไป เช่นนี้ ฉันต้องละหมาดใช้หลังละหมาดวิเตร หรือเช่นไร?

ท่านตอบว่า : ท่านอย่าได้เกาะฎอ (ละหมาดชด) ส่วนที่ท่านพลาดไป หลังการละหมาดวิเตร แต่ถ้าหากท่านประสงค์จะเกาะฎอส่วนที่ท่านพลาดไป ก็ให้ละหมาดวิเตรที่ท่านละหมาดพร้อมอิหม่ามนั้นเป็นจำนวนคู่ (นั่นคือ เมื่ออิหม่ามให้สลามจากวิเตรแล้ว ก็ให้ลุกขึ้นละหมาดอีก 1 ร็อกอัตแล้วจึงค่อยให้สลาม) หลังจากนั้นก็ให้ละหมาดในส่วนที่ท่านพลาดไป แล้วจึงตามด้วยละหมาดวิเตร


ซึ่ง ณ ตรงนี้ มีประเด็นหนึ่งที่อยากจะชี้แจงคือ หากท่านไปถึงแล้วอิหม่ามเริ่มละหมาดตะรอเวียะหฺแล้ว ในขณะที่ท่านยังไม่ละหมาดอิชาอ์ ท่านจะทำเช่นไร? จะละหมาดอิชาอ์คนเดียว หรือ จะละหมาดพร้อมกับอิหม่ามซึ่งกำลังละหมาดตะรอเวียะหฺ ด้วยเนียตอิชาอ์?


คำตอบ คือ ให้ละหมาดพร้อมอิหม่ามซึ่งกำลังละหมาดตะรอเวียะหฺ โดยที่ท่านเนียตละหมาดอิชาอ์ เมื่ออิหม่ามให้สลามจากละหมาดตะรอเวียะหฺ ก็ให้ท่านยืนขึ้นละหมาดในส่วนที่ท่านพลาดไปให้ครบ ซึ่งท่านอิมามอะหฺมัด เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้ระบุถึงประเด็นนี้อย่างเจาะจง ซึ่งนี่ก็เป็นทัศนะที่ ท่านอิบนุตัยมิยะฮฺให้น้ำหนัก และเป็นทัศนะที่มีน้ำหนักที่สุด

เพราะที่ถูกแล้ว คือ : อนุญาตให้ผู้ที่ทำการละหมาดฟัรฎู ตามหลังผู้ที่ทำการละหมาดสุนัตได้ โดยมีหลักฐานคือ หะดีษที่ท่าน มุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ละหมาดอิชาอ์พร้อมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วหลังจากนั้นท่านก็กลับไปนำละหมาดชาวบ้านที่หมู่บ้านของท่านอีกครั้ง ซึ่งสำหรับท่านการละหมาด (ครั้งที่สอง) ถือเป็นสุนัต และสำหรับพวกเขาเหล่านั้นถือเป็นฟัรฎู (จาก อัลลิกออ์ อัชชะฮฺรีย์)


ซึ่งหากท่านสามารถเกาะฎอละหมาดตะรอเวียะหฺนั้นในรูปญะมาอะฮฺได้ก็เป็นการดี แต่ถ้าไม่สะดวก ก็อาจจะละหมาดเพียงคนเดียวได้ไม่มีปัญหา



วัลลอฮุอะลัม
 

IslamQA


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2009, 20:44:46 »


(27) - ปวดศีรษะมากจะละศีลอดได้ไหม?


ถาม : ในเดือนรอมฎอนฉันรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากอาการปวดฟัน ฉันจะทานยาในขณะที่ฉันถือศีลอดอยู่ได้ไหม?


ตอบ : การปวดศีรษะอย่างรุนแรงนั้น ถือเป็นหนึ่งในข้ออนุโลมให้ละศีลอดในเดือนรอมฎอนได้ โดยเฉพาะหากการถือศีลอดนั้นยิ่งทำให้อาการปวดรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่นนี้ก็อนุญาตให้ผู้ที่มีอาการดังกล่าวละศีลอด เพื่อทานยาแก้ปวด และทานอาหารดื่มน้ำเพื่อให้หายจากอาการปวดศีรษะได้ โดยที่เขาจำเป็นจะต้องถือศีลอดชดในภายหลัง ตามจำนวนวันที่เขาได้ละศีลอดไป ทั้งนี้ เพราะอัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า "และผู้ใดในหมู่เจ้าเจ็บป่วยหรืออยู่ระหว่างการเดินทาง เขาก็จงถือศีลอดชดในวันอื่นๆ" (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 185)


เชค มุหัมมัดศอลิหฺ อัลมุนัจญิด
www.islamqa.com/ar/ref/108414

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2009, 10:55:49 »


(28) - หาหมอฟันในเดือนรอมฎอน


ถาม : ถ้าหากว่าเราปวดฟัน จำเป็นต้องไปหาทันตแพทย์ เพื่อทำการรักษาด้วยการอุดหรือถอนฟันซี่ใดซี่หนึ่ง เช่นนี้จะมีผลต่อการถือศีลอดของเราหรือไม่? แล้วในกรณีที่ทันตแพทย์ฉีดยาชา เช่นนี้จะมีผลต่อการถือศีลอดไหม?


ตอบ : ที่กล่าวมาในคำถามนั้น ล้วนไม่มีผลต่อการถือศีลอดแต่อย่างใด ถือเป็นสิ่งที่อนุโลมให้ได้ แต่ทั้งนี้ ก็จำเป็นต้องระวังไม่กลืนยาหรือเลือดเข้าไป การฉีดยาชาก็เช่นเดียวกัน ไม่มีผลต่อการถือศีลอดแต่อย่างใด เพราะมันไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของสิ่งที่เป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม ดังนั้น การถือศีลอดจึงถือว่าใช้ได้


(ฟัตวาเชคอับดุลอะซีซ บินบาซ เราะหิมะฮุลลอฮฺ)


เชคมุนัจญิด กล่าวเสริมว่า:

แต่ถ้าคุณสามารถที่จะไปหาหมอในเวลากลางคืนได้ ก็จะเป็นการดีกว่า


ที่มา : www.islamqa.com/ar/ref/13767

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2009, 11:01:52 โดย Abu Sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2009, 05:48:37 »


(29) - สิ่งที่ส่งเสริมให้ทำในเดือนเราะมะฎอน


ถาม : อะไรคือการงานที่ส่งเสริมให้มุสลิมปฏิบัติในเดือนเราะมะฎอน?


ตอบ : ส่งเสริมให้ร่วมละหมาดกิยาม (ตะรอเวียะหฺ) พร้อมญะมาอะฮฺ (ละหมาดร่วมกันหลายๆคน) ด้วยความคุชูอฺ (ใจที่สงบนิ่ง) และส่งเสริมให้ละหมาดสุนัตให้มากทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งเสริมให้อ่านอัลกุรอานให้มากพร้อมทั้งศึกษาทำความเข้าใจ และส่งเสริมให้ขอดุอาอ์และกล่าวซิกรฺ (รำลึกสดุดีอัลลอฮฺ) ในรูปแบบต่างๆ และใช้เวลาให้หมดไปกับการทำความดี บริจาคทาน และเลี้ยงละศีลอด รวมไปถึงการงานอื่นๆ เช่น ชักชวนกันทำความดีห้ามปรามจากความชั่ว และห่างไกลจากสิ่งที่ไร้ประโยชน์..วัลลอฮุอะลัม



ฟัตวาเชคอับดุลลอฮฺ อัลญิบรีน คำถามเลขที่ 8066
ที่มา www.ibn-jebreen.com/ftawa.php?view=vmasal&subid=8066&parent=806

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2009, 18:47:52 »


(30) - อนุญาตให้สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรงดเว้นการศีลอดได้ แต่จำเป็นต้องถือชด ส่วนการบริจาคอาหารเพียงอย่างเดียวนั้นถือว่าใช้ไม่ได้


ถาม : ข้าพเจ้าเคยอ่านมาว่า อนุญาตให้สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรงดเว้นการถือศีลอดได้ และให้บริจาคอาหารโดยไม่ต้องเกาะฎอ (ถือศีลอดชด) โดยยึดรายงานจากท่านอิบนุอุมัรเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหลักฐา่น เช่นนี้ถือว่าถูกต้องหรือไม่? ช่วยกรุณาให้ความกระจ่างแก่ข้าพเจ้าพร้อมหลักฐานด้วย ขออัลลอฮฺประทานความจำเริญแก่ท่าน


ตอบ : นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกัน เกี่ยวกับหุก่มของสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ในกรณีที่นางทั้งสองงดเว้นการถือศีลอด ดังนี้:


ทัศนะแรก : จำเป็นต้องถือศีลอดชดเพียงอย่างเดียว นี่เป็นทัศนะของอิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ และเศาะหาบะฮฺที่มีทัศนะเช่นนี้ก็ได้แก่ท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ


ทัศนะที่สอง : ถ้าหากนางทั้งสองงดเว้นการถือศีลอด เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง ก็จำเป็นต้องถือศีลอดชดเพียงอย่างเดียว แต่ถ้างดเว้นการถือเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็ก ก็จำเป็นต้องถือศีลอดชดพร้อมบริจาคอาหารให้แก่ผู้ยากไร้ หนึ่งคนต่อหนึ่งวันที่ขาดไป และนี่คือทัศนะของอิหม่ามชาฟิอีย์และอะหมัด และอัลญัศศอศได้ระบุว่าเป็นทัศนะของอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา


ทัศนะที่สาม : จำเป็นต้องบริจาคอาหารเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องถือศีลอดชด ทัศนะนี้มีรายงานจากเศาะหาบะฮฺบางท่านเช่น ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา นอกจากนี้ท่านอิบนุกุดามะฮฺยังได้ระบุไว้ในหนังสืออัลมุฆนีย์ (3/37) ว่ามีรายงานมาจากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เช่นกัน


# หลักฐานของทัศนะที่สาม

1- มีรายงานซึ่งบันทึกโดยอบูดาวุด (2318) จากท่านอิบนุอับบาสว่า : (อายะฮฺ) "และบรรดาผู้ที่ถือศีลอดด้วยความลำบากยิ่ง (โดยที่เขาได้งดเว้นการถือ) นั้น เขาต้องชดเชยด้วยการให้อาหารแก่คนยากไร้หนึ่งคน" คือข้ออนุโลมสำหรับชายและหญิงชรา ที่ต้องประสบความยากลำบากในการถือศีลอด โดยให้เขาทั้งสองงดเว้นการถือ แล้วบริจาคอาหารแก่คนยากไร้หนึ่งต่อหนึ่งวันที่ขาดไปแทน สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรก็เช่นเดียวกัน หากว่านางทั้งสองกลัว" ท่านอบูดาวุดกล่าวว่า : หมายถึง ถ้านางทั้งสองเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็ก ก็ให้งดเว้นการถือ แล้วบริจาคอาหารชดเชย

ท่านนะวะวีย์ กล่าวว่า : สายรายงานนี้หะสัน


2- และรายงานนี้ยังได้รับการบันทึกโดยอัลบัซซาร โดยเพิ่มในตอนท้ายว่า : "และท่านอิบนุอับบาสได้กล่าวแก่มารดาของลูกท่าน (ภรรยาที่เป็นทาสี) ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ว่า : เธอเปรียบได้กับผู้ที่ได้รับความยากลำบากในการถือศีลอด เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่เธอต้องบริจาคอาหาร และไม่ต้องถือศีลอดชด" อัลหาฟิซกล่าวในอัตตัลคีศว่า อัดดาเราะกุฏนีย์ระบุว่าสายรายงานนี้เศาะหีหฺ



>> อัลญัศศอศ ได้ระบุในหนังสือ "อะหฺกามุลกุรอาน" ว่าเศาะหาบะฮฺมีทัศนะที่แตกต่างกันในประเด็นนี้ : "บรรดาชาวสลัฟ (ชนยุคแรก) ได้มีทัศนะที่แตกต่างกันในประเด็นดังกล่าวเป็นสามทัศนะ : โดยท่านอะลีมีทัศนะว่า จำเป็นที่นางทั้งสองต้องถือศีลอดชด ในกรณีที่นางทั้งสองงดเว้นการถือศีลอด โดยไม่ต้องบริจาคอาหาร ส่วนท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า จำเป็นที่นางทั้งสองต้องบริจาคอาหารโดยไม่ต้องถือศีลอชด ในขณะที่ท่านอิบนุอุมัรเห็นว่า จำเป็นต้องบริจาคอาหารพร้อมทั้งถือศีลอดชด" สิ้นสุดข้อความจากหนังสือเล่มดังกล่าว



## ส่วนผู้ที่มีทัศนะว่าจำเป็นที่นางทั้งสอง ต้องถือศีลอดชดเพียงอย่างเดียว ได้ยึดหลักฐานดังต่อไปนี้:

1- รายงานซึ่งบันทึกโดยอันนะสาอีย์ (2274) จากท่านอนัส เล่าจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านกล่าวว่า : "แท้จริงอัลลอฮฺได้ยกเว้นแก่ผู้เดินทางซึ่งครึ่งหนึ่งของการละหมาด และได้ยกเว้นการถือศีลอด สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรก็เช่นกัน" เชคอัลบานีย์ระบุในเศาะหีหฺอันนะสาอีย์ ว่าเป็นหะดีษเศาะหีหฺ

ในหะดีษบทนี้ ท่านนบีได้หุก่มของสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรนั้น เหมือนกับหุก่มของผู้เดินทาง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้เดินทางนั้น อนุญาตให้ละศีลอดได้ แต่จำเป็นต้องถือชด ดังนั้น สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรก็เช่นเดียวกัน (ดู อะหฺกามุลกุรอาน โดยอัลญัศศอศ)


2- กิยาส (เทียบหุก่ม) กับคนป่วย ในเมื่อผู้ที่เจ็บป่วยนั้น อนุญาตให้เขาละศีลอดโดยจำเป็นต้องถือชด ดังนั้นสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรก็เช่นเดียวกัน (ดู อัลมุฆนีย์ : 3/37 และ อัลมัจญฺมูอฺ : 6/273)

ทัศนะนี้เป็นทัศนะที่อุละมาอ์หลายๆท่านให้น้ำหนัก


เชคบินบาซกล่าว่า :

"สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรนั้น หุก่มของทั้งสองคือหุก่มเดียวกับคนป่วย เมื่อการถือศีลอดเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับนางทั้งสอง ก็อนุญาตให้งดเว้นการถือได้ และจำเป็นที่นางทั้งสองต้องถือศีลอดชดหากมีความสามารถที่จะทำได้ เช่นเดียวกับคนป่วย

ทั้งนี้ อุละมาอ์บางท่านมีทัศนะว่า เพียงทั้งสองบริจาคอาหารแก่คนยากไร้หนึ่งคนต่อหนึ่งวันที่ขาดไป ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ซึ่งทัศนะนี้เป็นทัศนะที่เฎาะอีฟ (อ่อน) และมัรฺญูหฺ (มีน้ำหนักน้อย) ที่ถูกต้องคือ จำเป็นที่นางทั้งสองต้องถือศีลอดชด เช่นเดียวกับผู้เดินทาง และคนป่วย ดังที่อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า 'และผู้ใดในหมู่เจ้าเจ็บป่วย หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง ก็ให้(ละศีลอดได้และ) ถือชดในวันอื่น' อัลบะเกาะเราะฮฺ 184" (หนังสือรวมฟัตวา 15/225)


และท่านยังกล่าวว่า:

"ที่ถูกต้องในประเด็นนี้คือ จำเป็นที่สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรต้องถือศีลอดชด ส่วนรายงานจากท่านอิบนุอับบาส และท่านอิบนุอุมัร ว่าให้สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรบริจาคอาหารนั้น เป็นทัศนะที่มีน้ำหนักน้อย และขัดกับบรรดาหลักฐานตามบทบัญญัติศาสนา และอัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสว่า 'และผู้ใดเจ็บป่วย หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง ก็ให้(ละศีลอดได้และ) ถือชดในวันอื่น'อัลบะเกาะเราะฮฺ 185

ซึ่งสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรนั้น อยู่ในกลุ่มผู้ที่เจ็บป่วย ไม่ได้อยู่ในข่ายของคนชราที่ไม่มีความสามารถ นางทั้งสองอยู่ในข่ายผู้เจ็บป่วย จึงจำเป็นที่นางทั้งสองต้องถือศีลอดชดถ้าหากว่าทำได้ แม้ว่าการถือชดจะล่าช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไร" (หนังสือรวมฟัตวา15/227)


และคณะกรรมการถาวรเพื่อการฟัตวา (ซาอุฯ) ระบุว่า :

"สตรีมีครรภ์นั้น หากนางเกรงว่าการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน จะเป็นอันตรายต่อตัวเองหรือต่อเด็กในท้อง ก็ให้นางละศีลอดได้ และจำเป็นต้องถือศีลอดชดเพียงอย่างเดียว กรณีของนางก็ไม่ต่างอะไรจากคนป่วยซึ่งไม่สามารถถือศีลอดได้ หรือกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า 'และผู้ใดเจ็บป่วย หรืออยู่ระหว่างการเดินทาง ก็ให้(ละศีลอดได้และ) ถือชดในวันอื่น'อัลบะเกาะเราะฮฺ 185

สตรีให้นมบุตรก็เช่นเดียวกัน หากนางเกรงว่าการให้นมบุตรในเดือนเราะมะฎอนจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง หรือเกรงว่าการถือศีลอดแล้วไม่ให้นมบุตรจะเป็นอันตรายต่อบุตรของนาง ก็ให้นางละศีลอด โดยจำเป็นต้องถือชดเพียงอย่างเดียว" (หนังสือรวมฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการฟัตวา 10/220)


และมีระบุในฟัตวาคณะกรรมการถาวรฯ เช่นเดียวกันว่า:

"ส่วนสตรีมีครรภ์นั้น จำเป็นที่นางต้องถือศีลอดในขณะที่นางตั้งครรภ์ เว้นแต่ว่านางจะกลัวว่าการถือศีลอดจะทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเอง หรือต่อลูกในครรภ์ ก็อนุโลมให้นางละศีลอดได้ โดยจำเป็นที่นางต้องถือศีลอดชดหลังจากที่นางคลอดบุตร และพ้นช่วงนิฟาสแล้ว... ส่วนการบริจาคอาหารแทนการถือศีลอดนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ จำเป็นต้องถือศีลอดเท่านั้น" (หนังสือฟัตวาฯ 10/226)


เชคอิบนุอุษัยมีน กล่าวใน อัชชัรหุลมุมติอฺ (6/220) หลังจากที่ท่านยกทัศนะต่างๆของอุละมาอ์ในประเด็นนี้ และเลือกให้น้ำหนักทัศนะที่เห็นว่าจำเป็นต้องถือศีลอดชดเท่านั้น ว่า:

"และสำหรับข้าพเจ้า ทัศนะนี้ คือทัศนะที่มีน้ำหนักมากที่สุดจากทัศนะต่างๆ เพราะสภาพของนางทั้งสองนั้นไม่ต่างอะไรจากคนป่วย หรือผู้เดินทาง จึงจำเป็นที่นางทั้งสองต้องถือศีลอดชดเท่านั้น"



วัลลอฮุอะลัม

ที่มา : www.islamqa.com/ar/ref/49794

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2009, 22:35:44 »


(31) - ละศีลอดก่อนเวลาเพราะเข้าใจผิด


ถาม : พวกเราได้ทำการละศีลอดเมื่อได้ยินเสียงอะซานจากมัสยิด เมื่อเวลาผ่านไป 7 นาที เรากลับได้ยินเสียงอะซานอีกครั้งจากอีกมัสยิดหนึ่ง เมื่อทำการสอบถามผู้ที่ทำการอะซานครั้งแรก ปรากฎว่า เขาอะซานก่อนเวลา เพราะเข้าใจผิดคิดว่าได้เวลาแล้ว ไม่ทราบว่าในกรณีเช่นนั้นเราต้องทำอย่างไร?


ตอบ : ผู้ใดละศีลอดโดยที่คิดว่าได้เวลาแล้ว แต่เมื่อละไปแล้วปรากฎว่าดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้านั้น จำเป็นที่เขาต้องถือใช้ ตามทัศนะของญุมฮูรฺ (อุละมาอ์ส่วนใหญ่)

ท่านอิบนุกุดามะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวในหนังสือ อัลมุฆนียฺ (4/389) ว่า :

"นี่คือทัศนะของอุละมาอ์ส่วนใหญ่ จากบรรดาอุละมาอ์ฟิกฮฺ และกลุ่มอื่นๆ"
 

คณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและฟัตวา ประเทศซาอุฯ ได้ตอบคำถามนี้ว่า :

"หากเขาแน่ใจ หรือค่อนข้างแน่ใจ หรือ สงสัยว่าการละศีลอดของเขานั้นเป็นไปก่อนดวงอาทิตย์ตก เช่นนี้ก็จำเป็นที่เขาต้องเกาะฎอ (ถือศีลอดชด)" (ฟัตวาคณะกรรมการถาวรฯ เล่ม 10 หน้า 288)


และในประเด็นนี้ เชคบินบาซ ได้ตอบว่า :

"ในกรณีเช่นนี้ จำเป็นที่เขาต้องหยุดทานจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และต้องถือชดตามทัศนะของอุละมาอฺส่วนใหญ่ และจะไม่เป็นบาปแต่อย่างใด หากว่าเขานั้นได้ละศีลอดโดยที่เขาพยายามดูแล้วว่า ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าหรือยัง?"(ฟัตวาเชคบินบาซ ในหนังสือรวมเล่มฟัตวาของท่าน เล่ม 15 หน้า 288)



แต่ก็มีอุละมาอ์บางท่านเห็นว่าการถือศีลอดของเขานั้นถือว่าใช้ได้ และไม่จำเป็นต้องถือใช้ ซึ่งทัศนะนี้เป็นของมุญาฮิด,หะสัน อัลบัศรียฺ,อิสหาก,รายงานหนึ่งจากอะหฺมัด,อัลมุซะนียฺ,อิบนุ คุซัยมะฮฺ และเป็นทัศนะที่ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมิยะฮฺ และเชคอิบนุ อุษัยมีน เห็นว่ามีน้ำหนักมากกว่า (ดู ฟัตหุลบารียฺ 4/200,มัจญฺมูอฺฟะตาวาอิบนฺตัยมิยะฮฺ 25/231 และ อัชชัรฺหุล มุมติอฺ 6/402-408)


โดยหลักฐานของทัศนะนี้คือ หะดีษจากฮิชาม บิน อุรฺวะฮฺ จาก ฟาฏิมะฮฺ จาก อัสมาอ์ บินติ อบี บักรฺ กล่าวว่า :

أَفْطَرْنَا عَلَى عَهْدِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمَ غَيْمٍ ثُمَّ طَلَعَتْ الشَّمْسُ . قِيلَ لِهِشَامٍ : فَأُمِرُوا بِالْقَضَاءِ ؟ قَالَ : لا بُدَّ مِنْ قَضَاءٍ . وَقَالَ مَعْمَرٌ : سَمِعْتُ هِشَامًا يقول : لا أَدْرِي أَقَضَوْا أَمْ لا ؟

"ในสมัยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เราเคยละศีลอดในวันที่มืดมิดเพราะมีเมฆฝน หลังจากนั้นปรากฎว่า เราเห็นดวงอาทิตย์ยังคงอยู่" มีคนหนึ่งถามฮิชาม (หนึ่งในสายรายงาน) ขึ้นมาว่า "พวกเขาถูกใช้ให้ถือศีลอดชดหรือเปล่า?" ฮิชามตอบว่า "ต้องถือชดแน่นอนอยู่แล้ว" มะอฺมัรฺ กล่าวว่า "ฉันได้ยินฮิชามพูดว่า : ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพวกเขาถือใช้หรือไม่?" บันทึกโดย บุคอรี (1959)


คำพูดของฮิชามที่ว่า "ต้องถือใช้แน่นอนอยู่แล้ว" นั้นเป็นการกล่าวโดยการอิจญฺติฮาด (ใช้ความรู้ที่มีตัดสิน) ของท่านเอง โดยท่านไม่ได้บอกว่า "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้ให้พวกเขาถือชด" แต่อย่างใด


ดังนั้น ท่านอิบนุ หะญัรฺ จึงได้กล่าวว่า  : "ส่วนหะดีษอัสมาอ์นั้น ไม่มีการรายงานว่ามีการใช้ให้ถือชด หรือปฏิเสธการถือชดแต่อย่างใด"


เชคอิบนุ อุษัยมีน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :

"พวกเขาละศีลอดเนื่องจากเข้าใจว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ไม่ได้ใช้ให้พวกเขาถือชด หากว่าจำเป็นต้องถือชด ก็แสดงว่าเป็นบทบัญญัติของอัลลอฮฺ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะได้รับการรายงาน แต่เมื่อไม่มีการรายงานว่าท่านใช้ให้ชด เราก็ไม่จำเป็นต้องถือชดแต่อย่างใด" (อัชชัรฺหุล มุมติอฺ 4/402)


ท่านอิบนุ ตัยมิยะฮฺ กล่าวว่า :

"สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องถือศีลอดชดแต่อย่างใด เพราะหากว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมใช้ให้พวกเขาถือชด แน่นอนว่าจะต้องเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป และต้องมีการรายงานเช่นดังเรื่องที่ พวกเขาละศีลอด และเมื่อไม่มีการรายงาน นั่นแสดงว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้ใช้ให้พวกเขาถือชดแต่อย่างใด หากมีคนถามขึ้นมาว่า แล้วที่ฮิชามกล่าวว่า (ต้องถือใช้แน่นอนอยู่แล้ว) ล่ะ จะว่าอย่างไร? คำตอบคือ ท่านฮิชามกล่าวไปโดยการอิจญฺติฮาดของท่านเอง ไม่ได้มีกล่าวไว้ในหะดีษแต่อย่างใด และสิ่งที่ยืนยันว่าฮิชามไม่รู้ว่าท่านนบีใช้ให้ถือชดหรือไม่ ก็คือ คำพูดของมะอฺมัรฺที่ว่า (ฉันได้ยินฮิชามกล่าวว่า : ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาถือชดหรือเปล่า?) ตามการบันทึกของบุคอรี ซึ่งตัวท่านฮิชามเองก็ได้เล่าจากอุรฺวะฮฺ บิดาของท่านว่า พวกเขาไม่ได้ถูกใช้ให้ถือศีลอดชดแต่อย่างใด ซึ่งท่านอุรฺวะฮฺย่อมรู้ดีกว่าฮิชามลูกของท่าน"  (มัจญฺมูอฺ อัลฟะตาวา 25/231)


ในกรณีเช่นนี้ เพื่อเป็นการปลอดภัยหากถือศีลอดชดก็จะเป็นการดี เพราะจริงๆแล้วการถือชดแค่วันเดียวก็ไม่ได้หนักหนาอะไร วัลหัมดุลิลลาฮฺ และก็ไม่ถือว่าเป็นบาปแต่อย่างใด กับสิ่งที่เกิดขึ้น


วัลลอฮุอะอฺลัม


ที่มา : www.islamqa.com/ar/ref/66155

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2010, 17:40:51 »



(32) - เลือดกำเดาไหลขณะถือศีลอด


ถาม : อะไรคือหุก่มในกรณีที่มีเลือดกำเดาไหลขณะถือศีลอด?

ตอบ : หากเกิดกรณีเช่นนี้ ถือว่าการถือศีลอดของท่านนั้นใช้ได้ เพราะเลือดกำเดาที่ไหลออกมานั้นเกิดขึ้นนอกเหนือการควบคุมของท่าน การมีอยู่ของมันจึงไม่ทำให้การถือศีลอดของท่านต้องเสียไปแต่อย่างใด ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลักฐานมากมาย ที่บ่งชี้ว่าบทบัญญัติของอัลลอฮฺนั้นง่ายต่อการปฏิบัติ เช่น คำตรัสที่ว่า:

لا يكلف الله نفساً إلا وسعها

"อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใด นอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น" (อัลบะเกาะเราะฮฺ: 286)

และอัลลอฮฺตรัสว่า:

ما يريد الله ليجعل عليكم من حرج

"และอัลลอฮฺมิได้ทรงประสงค์ ที่จะให้มีความยากลำบากเกิดขึ้นแก่พวกเจ้า" (อัลมาอิดะฮฺ: 6)


وبالله التوفيق وصلى الله على نبينا محمد وآله وصحبه وسلم


(ฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางและการฟัตวา ซาอุฯ เลขที่ 10/264)



ที่มา : www.islamqa.com/ar/ref/12687

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2010, 07:36:56 »

(33) - การด่าทอและกล่าวคำผรุสวาทขณะถือศีลอด


ถาม : ในเดือนเราะมะฎอน หากคนๆหนึ่งพูดจาหยาบคายหรือด่าทอผู้อื่นเมื่อมีอารมณ์โกรธ เช่นนี้การถือศีลอดของเขาจะเสียไหม?

ตอบ : การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้การถือศีลอดของเขาเป็นโมฆะ แต่มันจะทำให้ผลบุญลดน้อยลง ดังนั้น มุสลิมจึงพึงควบคุมสติ ควบคุมอารมณ์ และระวังรักษาวาจาคำพูด ให้ห่างไกลจากการด่าทอสาปแช่ง และผรุสวาจาต่างๆ การนินทาว่าร้าย หรือยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนบาดหมางกัน รวมไปถึงคำพูดที่ไม่ดีทั้งหลายที่หะรอมต้องห้ามไม่ว่าจะขณะถือศีลอดหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ ในขณะถือศีลอด ยิ่งต้องควบคุมตนเองเพื่อให้การถือศีลอดนั้นสมบูรณ์ที่สุด และปราศจากการทำร้ายผู้อื่น หรือการแสดงพฤติกรรมอันเป็นบ่อเกิดแห่งฟิตนะฮฺความวุ่นวายหรือการทะเลาะเบาะแว้ง ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

 فإذا كان يوم صوم أحدكم فلا يرفث يومئذ ولا يسخب ، فإن سابّه أحد أو قاتله فليقل إني امرؤ صائم
"และในวันที่คนหนึ่งคนใดในหมู่ท่านถือศีลอด เขาก็อย่าได้กล่าวคำพูดที่ไม่ดีหรือคำพูดที่หยายคายออกมา หากมีใครด่าว่าเขาหรือชวนวิวาท เขาก็จงกล่าวแต่เพียงว่า : ฉันกำลังถือศีลอด"


(ฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและการฟัตวา ซาอุฯ เลขที่ 7825 เล่มที่ 10 หน้า 322)


http://islamtoday.net/fatawa/quesshow-60-1644.htm

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 16, 2010, 07:39:41 โดย Asran Ibrahim » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2203


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2011, 21:10:32 »

ขุด .. สำหรับเราะมะฎอน 1432

ดาวน์โหลดฉบับรวมเล่มได้ที่

http://www.islamhouse.com/p/230570

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แชทสดกับ บ.ก. (บริการใหม่ ... อิ อิ  Grin ) สถานะ :
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 28, 2017, 06:07:42 »



ความหมายของการถือศีลอดในเชิงภาษาและตามหลักวิชาการ



คำถาม:

ท่านชัยคฺครับ อยากทราบว่าอะไรคือความหมายของศิยาม (การถือศีลอด) ในเชิงภาษาและตามหลักวิชาการ ?


คำตอบ:

คำว่า 'ศิยาม' (الصيام) ในทางภาษานั้นหมายถึงการงดเว้น

ซึ่งความหมายดังกล่าวนี้ปรากฏในดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า

فَإِمَّا تَرَيِنَّ مِنَ ٱلۡبَشَرِ أَحَدٗا فَقُولِيٓ إِنِّي نَذَرۡتُ لِلرَّحۡمَٰنِ صَوۡمٗا فَلَنۡ أُكَلِّمَ ٱلۡيَوۡمَ إِنسِيّٗا

"หากเธอเห็นมนุษย์คนใดก็จงกล่าวว่า ฉันได้บนการสงบนิ่งไว้ต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานี ฉันจะไม่พูดกับผู้ใดเลยวันนี้" (มัรยัม: 26)

กล่าวคือฉันได้บนไว้ว่าจะงดเว้นจากการพูด โดยจะไม่เอ่ยปากสนทนากับผู้ใดเลยในวันนี้


และความหมายที่ปรากฏในบทกลอนที่ว่า

خَيلٌ صِيامٌ وَخَيلٌ غَيرُ صَائِمَة
تحتَ العَجَاج وأُخرى تعلُكُ اللُّجُما

ม้ากลุ่มหนึ่งอยู่เฉยอีกกลุ่มอยู่ในสมรภูมิรบ
ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็พร้อมออกศึก

ส่วนความหมายของศิยามตามหลักวิชาการนั้นหมายถึงการแสดงออกถึงการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ ด้วยการงดเว้นสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดใช้ไม่ได้
โดยมีกำหนดเวลาตั้งแต่แสงอรุณระยะที่สองปรากฏขึ้นกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า


*****************************************
ฟิกฮุลอิบาดาต - เชคอิบนุอุษัยมีน หน้า 243 คำถามที่ 127
https://islamhouse.com/th/fatwa/2806342/


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 29, 2017, 05:28:46 »



ประเภทของการถือศีลอด


คำถาม:

ท่านเชคครับ อยากทราบว่าการถือศีลอดมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?


คำตอบ:

การถือศีลอดแบ่งออกเป็นสองประเภทดังนี้

1. ประเภทที่เป็นวาญิบ

โดยอาจเป็นวาญิบแบบมีสาเหตุ เช่น การถือศีลอดที่เป็นกัฟฟาเราะฮฺ หรือการถือศีลอดตามที่ได้บนไว้ (นะซัรฺ)

หรืออาจเป็นวาญิบโดยไม่มีสาเหตุ เช่น การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเป็นวาญิบด้วยคำสั่งใช้ของศาสนาโดยปราศจากสาเหตุภายนอกที่เป็นการกระทำของมนุษย์


2. ประเภทที่ไม่วาญิบ

ซึ่งอาจมีลักษณะเจาะจง (มุอัยยัน) หรือไม่เจาะจง (มุฏลัก)

ตัวอย่างกรณีที่มีลักษณะเจาะจง ก็เช่นการถือศีลอดในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี

ส่วนกรณีที่ไม่เจาะจง ก็เช่นการถือศีลอดวันใดวันหนึ่งในรอบปียกเว้นหากมีตัวบทห้ามไว้ เช่น การเจาะจงถือศีลอดในวันศุกร์เพียงวันเดียวซึ่งไม่อนุญาตให้กระทำ เว้นแต่จะถือศีลอดอย่างน้อยหนึ่งวันก่อนหน้า (พฤหัสบดี) หรือหนึ่งวันหลังจากนั้น (เสาร์) ร่วมด้วย

หรือกรณีที่มีตัวบทห้ามมิให้ถือศีลอดในวันอีดทั้งสอง ตลอดจนช่วงวันตัชรีก ยกเว้นผู้ประกอบพิธีหัจญ์แบบกิรอนและแบบตะมัตตุอฺซึ่งไม่ได้จัดเตรียมปศุสัตว์สำหรับเชือดพลี ก็ให้ถือศีลอดในช่วงวันตัชรีกแทนสามวันในช่วงหัจญ์ได้


*****************************************
ฟิกฮุลอิบาดาต - เชคอิบนุอุษัยมีน หน้า 243-244 คำถามที่ 128
https://islamhouse.com/th/fatwa/2806344/


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.078 วินาที กับ 23 คำสั่ง