อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
พฤษภาคม 25, 2017, 19:21:02 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อิกเราะอ์ฟอรั่ม ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างเงียบเหงา ต่อไป

16 พฤษภาคม  2008 อิกเราะอ์ฟอรั่ม ครบรอบ 9 ปีแล้วนะครับ

http://www.iqraforum.com/forum/index.php/topic,2.0.html
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สะอีด บิน อามิร อัลญุมะฮีย์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)  (อ่าน 260 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: เมษายน 29, 2017, 06:04:25 »



สะอีด บิน อามิร อัลญุมะฮีย์

سَعِيْد بنُ عَامِر الجُمَحِي



**********

"สะอีด บิน อามิร อัลญุมะฮีย์ เป็นผู้ที่ยอมสละความสุขสบายในโลกดุนยาเพื่อแลกกับชีวิตอันสถาพรในอาคิเราะฮ์ สำหรับเขาแล้วอัลลอฮ์และรอซูลสำคัญเหนือสิ่งใดๆ ทั้งปวง"

- นักประวัติศาสตร์ -

**********



เด็กหนุ่มผู้มีชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘สะอีด บิน อามิร อัลญุมะฮีย์’ เป็นหนึ่งในผู้คนเรือนพันเรือนหมื่นที่เดินทางไปยังตำบลตันอีมชานเมืองมักกะฮ์ตามคำประกาศเชิญชวนของแกนนำเผ่ากุเรช เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานรับชมวาระสุดท้ายของคุบัยบ์ บิน อะดีย์ ซึ่งเป็นสหายคนหนึ่งของมุฮัมมัด หลังจากที่พวกเขาใช้อุบายหลอกจับตัวเขามาได้


ด้วยความที่เป็นเด็กหนุ่มซึ่งยังเปี่ยมด้วยกำลังวังชา สะอีดสามารถแหวกคลื่นฝูงชนที่หลั่งไหลมากันมืดฟ้ามัวดินเพื่อนำตัวเองเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้อาวุโสของกุเรช ไม่ว่าจะเป็นอบูซุฟยาน บิน ฮัรบ์, ซอฟวาน บิน อุมัยยะฮ์ หรือบุคคลสำคัญคนอื่นๆ


ณ จุดนั้นเอง เขาได้เห็นเชลยของกุเรชถูกล่ามพันธนาการไว้โดยมีผู้หญิง เด็กเล็ก และชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งคอยผลักคอยไล่เขาให้เดินมุ่งหน้าสู่ลานมฤตยูซึ่งอยู่ห่างไม่กี่อึดใจข้างหน้า ประหนึ่งเป็นการระบายความโกรธเกลียดที่พวกเขามีต่อมุฮัมมัด และชำระหนี้แค้นแทนญาติพี่น้องของพวกเขาที่จบชีวิตลงในสงครามบัดร์


ครั้นมวลมหาชนเคลื่อนตัวถึงสถานที่ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับการสังหารเชลยของพวกเขา หนุ่มน้อยสะอีดผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ก็ยืนมองคุบัยบ์ที่กำลังถูกนำตัวไปยังลานประหาร วินาทีนั้นเองเขาก็ได้ยินเชลยซึ่งยืนอยู่ต่อหน้าพูดขึ้นมาด้วยท่าทีอันสงบนิ่งท่ามกลางเสียงอื้ออึงของกลุ่มผู้หญิงและเด็กว่า
“หากพวกเจ้าไม่ขัดข้องข้าขอละหมาดสักสองร็อกอัตก่อนตายได้ไหม?”




*****



สะอีดจับจ้องมองคุบัยบ์ซึ่งกำลังยืนละหมาดสองร็อกอัตหันไปทางทิศกะอฺบะฮ์ ช่างเป็นการละหมาดที่งดงามและสมบูรณ์ยิ่งนัก


หลังจากนั้นเขาก็ได้ยินคุบัยบ์กล่าวแก่บรรดาแกนนำกุเรชว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ หากไม่ใช่เพราะข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะคิดว่าข้าใช้เวลาละหมาดนานเพราะกลัวตายแล้ว ข้าก็คงจะละหมาดให้นานกว่านี้อย่างแน่นอน”


ทันใดนั้นสะอีดก็เห็นผู้คนรุมใช้คมดาบจ้วงฟันตามร่างกายของคุบัยบ์ซึ่งยังคงมีลมหายใจอยู่ พวกเขาตัดเฉือนอวัยวะของเขาทีละส่วนๆ อย่างเลือดเย็นพร้อมกับพูดว่า
“เอาอย่างนี้ไหม? ให้มุฮัมมัดมาอยู่ตรงนี้แทนที่เจ้า แล้วให้เจ้าเป็นฝ่ายมีชีวิตรอด”


คุบัยบ์สวนกลับทันควันในสภาพที่เลือดไหลอาบตัวว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ อย่าว่าแต่กระนั้นเลยแม้แต่ให้ข้าใช้ชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยท่ามกลางภรรยาและลูกๆ แล้วมุฮัมมัดต้องถูกหนามตำ ข้าก็ไม่ยอม”


เมื่อเขาพูดจบผู้คนเหล่านั้นก็พากันโบกมือสะบัดพร้อมส่งเสียงตะโกนลั่นว่า
“ฆ่ามันเลย..ฆ่ามันเลย!”


จังหวะนั้น สะอีด บิน อามิร เห็นคุบัยบ์ซึ่งถูกตรึงอยู่กับเสาไม้แหงนมองขึ้นฟ้าแล้วกล่าวว่า
“โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงจัดการฆ่าพวกเขาทีละคนๆ อย่าให้เหลือรอดได้แม้แต่คนเดียว”


แล้วเขาก็สิ้นลมหายใจ โดยที่ตามร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากคมดาบและหอกที่ทิ่มแทงจนนับครั้งไม่ถ้วน..


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 29, 2017, 06:12:34 »



พวกกุเรชกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองมักกะฮ์ตามปกติ และท่ามกลางเหตุการณ์มากมายที่ประดังเข้ามาในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็ลืมเรื่องราวการตายของคุบัยบ์ไปเสียสนิท


แต่สำหรับหนุ่มน้อยที่ชื่อสะอีด ภาพของคุบัยบ์ยังคงตราตรึงในมโนจิตไม่เลือนหาย เขายังคงเห็นภาพคุบัยบ์อยู่ตลอดเวลา ยามนอนหลับก็ฝันเห็น ตื่นขึ้นมาก็นึกถึง


ภาพที่ชายผู้นั้นยืนละหมาดสองร็อกอัตด้วยความสงบนิ่ง ณ ลานประหารยังคงปรากฏชัดราวกับว่าเขากำลังละหมาดอยู่ต่อหน้า เสียงคุบัยบ์ที่กล่าวดุอาอ์สาปแช่งกุเรชยังคงดังกึกก้องในโสตประสาท เขานึกแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจ กลัวว่าสักวันฟ้าจะผ่าหรือจะมีก้อนหินห่าใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้าปลิดชีวิตเขา


คุบัยบ์ได้สอนบางสิ่งบางอย่างแก่สะอีด ซึ่งเป็นสิ่งเขาไม่เคยรู้มาก่อน…


สอนว่าชีวิตที่แท้จริงคือการมีหลักยึดมั่นศรัทธาที่ชัดเจน แล้วยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องศรัทธาตราบจนชีวิตจะหายไม่


เขายังสอนว่าศรัทธาที่มั่นคงหนักแน่นนั้น จะเป็นแรงผลักดันให้ทำสิ่งที่เหลือเชื่อหรือดูราวกับปาฏิหาริย์ได้



อีกสิ่งหนึ่งที่สะอีดได้รับรู้คือ ผู้ที่สามารถผูกใจสหายให้รักเขาได้มากถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่ต้องเป็นศาสนทูตที่ได้รับการช่วยเหลือจากเบื้องบนอย่างแน่นอน


เมื่อนั้นเองอัลลอฮ์ก็ทรงเปิดใจสะอีด บิน อามิร อัลญุมะฮีย์ ให้เข้ารับอิสลาม เขาจึงยืนขึ้นอย่างสง่าท่ามกลางผู้คน ยืดอกประกาศเป็นไทจากบาปความผิดและความลุ่มหลงของพวกกุเรช พร้อมปฏิเสธเจว็ดรูปปั้นทั้งหลายที่พวกเขากราบไหว้บูชา แล้วเดินเข้าสู่ศาสนาของอัลลอฮ์ด้วยความมั่นใจ




*****



หลังจากเข้ารับอิสลาม สะอีดก็อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์เพื่ออยู่ใกล้ๆ กับท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยเขาได้ร่วมรบเคียงข้างท่านในสงครามคอยบัร และสงครามอื่นๆ อีกหลายครั้ง เมื่อท่านนบีกลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์ สะอีดก็ยังคงทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์และแกร่งกล้าดุจดั่งกระบี่ในมือของคอลีฟะฮ์อบูบักร์และอุมัร ชีวิตของเขาเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ศรัทธาซึ่งเลือกที่จะสละความสุขในดุนยาแล้วมุ่งสู่อาคิเราะฮ์ โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์และผลบุญที่พระองค์ทรงเตรียมไว้เหนืออารมณ์หรือความต้องการใดๆ



คอลีฟะฮ์ทั้งสองท่านต่างทราบดีถึงความสัตย์จริงและความยำเกรงของสะอีด บิน อามิร โดยท่านทั้งสองมักจะรับฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเขาเสมอ


ในช่วงแรกๆ ที่อุมัร บิน อัลคอฏฏอบ ขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์ เขาเดินเข้าไปหาอุมัรแล้วกล่าวว่า
“อุมัรเอ๋ย ฉันขอตักเตือนท่านให้ปกครองดูแลประชาชนด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และหากท่านทำในสิ่งเป็นบัญชาของอัลลอฮ์ก็อย่าได้เกรงกลัวผู้ใด อย่าให้คำพูดของท่านขัดแย้งกับการกระทำ เพราะคำพูดที่ดีที่สุดนั้นคือคำพูดที่สอดคล้องกับการกระทำ”

“โอ้อุมัร จงให้ความสำคัญกับบรรดามุสลิมที่อัลลอฮ์ทรงมอบหมายให้ท่านปกครองพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใดก็ตาม ท่านต้องจัดการดูแลให้พวกเขาได้รับสิ่งที่ท่านเองก็หวังว่าตัวท่านและครอบครัวจะได้รับ สิ่งใดที่ท่านไม่อยากให้ประสบแก่ตนเองหรือครอบครัว ก็ต้องขจัดปัดเป่ามิให้ประสบแก่ประชาชนของท่านด้วยเช่นกัน ท่านจงฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามต่างๆ เพื่อยืนหยัดในสัจธรรมความถูกต้องโดยไม่หวั่นเกรงคำติเตียนของผู้ใด หากสิ่งนั้นเป็นไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์”



อุมัรได้ฟังแล้วก็พูดขึ้นว่า
“จะมีผู้ใดเล่าที่สามารถทำเช่นนั้นได้สะอีดเอ๋ย?”


เขาตอบว่า
“คนอย่างท่านนี่แหละที่จะทำได้ เพราะท่านคือคนที่อัลลอฮ์ทรงเลือกให้รับหน้าที่สานต่อการปกครองประชาชาติมุฮัมมัด”


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 29, 2017, 06:20:25 »



อุมัร บิน อัลคอฏฏอบ จึงขอให้สะอีดช่วยงานท่าน
“สะอีด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราขอแต่งตั้งท่านเป็นเจ้าเมือง ‘ฮิมศ์’1 ”


สะอีดกล่าวว่า
“โอ้อุมัร ฉันขอเถิด อย่าได้ทำให้ฉันต้องหลงใหลไปกับดุนยาเลย”


อุมัรได้ยินเช่นนั้นก็โกรธมาก แล้วกล่าวว่า
“พวกท่านนี่อย่างไรกัน! พวกท่านวางภารกิจสำคัญนี้ (การปกครอง) ไว้บนบ่าฉัน แล้วก็จะหนีเอาตัวรอดไม่ช่วยเหลือฉันอย่างนั้นหรือ? ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่ยอมให้ท่านปฏิเสธเป็นอันขาด”


แล้วอุมัรก็แต่งตั้งสะอีดเป็นเจ้าเมืองฮิมศ์


ก่อนจะออกเดินทางท่านถามสะอีดว่า
“ท่านต้องการรับเงินประจำตำแหน่งไหม? เราจะได้เตรียมไว้ให้”


เขาตอบว่า
“โอ้ท่านผู้นำ ฉันจะรับมาเพื่อการใดหรือ? ส่วนที่ฉันได้รับจากเงินกองคลังก็แทบจะเกินความต้องการของฉันแล้ว” ว่าแล้วเขาก็มุ่งหน้าไปยังเมืองฮิมศ์




*****



ไม่นานนักก็มีชาวเมืองฮิมศ์กลุ่มหนึ่งซึ่งอุมัรไว้วางใจเดินทางมาพบท่าน ท่านจึงกล่าวแก่พวกเขาว่า
“พวกท่านจงเขียนรายชื่อคนยากไร้ในเมืองของพวกท่านมาสิ เพื่อที่ฉันจะได้จัดแจงช่วยเหลือพวกเขาตามความเหมาะสม”


พวกเขาจึงยื่นหนังสือฉบับหนึ่งให้ท่านซึ่งระบุรายชื่อคนยากไร้ในเมือง โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อ สะอีด บิน อามิร รวมอยู่ด้วย ท่านจึงกล่าวถามว่า
“สะอีด บิน อามิร ผู้นี้เป็นใครหรือ?”


พวกเขาตอบว่า
“เจ้าเมืองของเราเองครับ”


“เจ้าเมืองของพวกท่านเป็นคนยากจนอย่างนั้นหรือ?” อุมัรถาม


พวกเขาตอบว่า
“ใช่ครับ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ บ่อยครั้งที่ครอบครัวของเขาใช้ชีวิตโดยไม่ได้จุดไฟทำอาหารเป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน เพราะไม่มีอะไรจะกิน”


อุมัรได้ยินเช่นนั้นก็ร้องไห้จนน้ำตาไหลรินชุ่มเครา แล้วท่านก็หันไปหยิบเงินจำนวนหนึ่งพันดีนาร์ใส่ถุง พร้อมกล่าวว่า
“ฉันขอฝากสลามไปยังเขา แล้วโปรดแจ้งให้เขาทราบว่า ฉันมอบเงินจำนวนนี้ให้เขานำไปใช้จ่ายได้ตามอัธยาศัย”




*****



คณะดังกล่าวกลับไปหาสะอีดพร้อมกับถุงเงินใบใหญ่ เมื่อเขาเปิดถุงดูแล้วเห็นว่าเป็นเงินก็ปัดถุงออกห่าง พร้อมกับกล่าว ‘อินนาลิลลาฮฺ วะ อินนา อิลัยฮิ รอญิอูน’2  ราวกับว่ามีเหตุร้ายแรงหรือเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้น ภรรยาของเขาได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งมาหาด้วยความตกอกตกใจ แล้วกล่าวว่า
“ท่านเป็นอะไรไปหรือสะอีด?! อุมัรเสียชีวิตแล้วหรือไร?”


“มันยิ่งกว่านั้นเสียอีก” เขาตอบ


นางจึงถามต่อว่า “หรือทัพมุสลิมได้รับความพ่ายแพ้ในศึกสงครามเล่า?”


สะอีดตอบเช่นเดิมว่า “มันยิ่งกว่านั้นเสียอีก”


“จะมีเรื่องใดใหญ่ไปกว่าที่กล่าวมาอีกหรือ?” นางถามเขาด้วยความฉงนสงสัย


เขากล่าวว่า
“ดุนยาได้คืบคลานเข้ามาหาฉันถึงในบ้านเพื่อทำลายชีวิตในอาคิเราะฮ์ของฉัน”


นางจึงกล่าวแก่เขาว่า
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็จงจัดการขจัดมันออกไปเสียเถิด” โดยนางไม่รู้เรื่องเงินที่สะอีดได้รับมา


“แล้วเธอจะช่วยฉันขจัดมันออกไปไหม?” สะอีดถามภรรยาของเขา


นางตอบว่า “ได้สิ”


สะอีดจึงจัดการแบ่งเงินที่ได้รับมาใส่ถุงเล็กๆ หลายถุง แล้วนำไปแจกจ่ายแก่มุสลิมผู้ยากไร้ในเมืองจนหมด




__________________________________

1 เมืองฮิมศ์ (حمص) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศซีเรีย

2 ความว่า “แท้จริงพวกเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และพวกเราจะต้องกลับไปหาพระองค์ โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงตอบแทนผลบุญแก่ฉันในความทุกข์โศกของฉันนี้ และขอทรงทดแทนให้ฉันซึ่งสิ่งที่ดีกว่า” เป็นคำกล่าวเมื่อประสบทุกข์ภัยหรือได้รับข่าวการเสียชีวิต

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2017, 06:26:13 โดย Al Sulaiman » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 29, 2017, 06:33:32 »



วันเวลาผ่านไปไม่นานนัก อุมัร บิน อัลคอฏฏอบ ก็เดินทางไปเยือนแคว้น ‘ชาม’3 เพื่อตรวจราชการและสำรวจทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ตามปกติ


เมื่อท่านมาถึงเมืองฮิมศ์ชาวเมืองต่างก็มารอพบเพื่อให้สลามต้อนรับการมาเยือนของท่าน ทั้งนี้เมืองฮิมศ์นั้นได้รับการขนานนามว่า ‘กุวัยฟะฮ์’ หรือกูฟะฮ์น้อย4  เพราะเป็นเมืองที่ประชาชนมีเรื่องร้องเรียนข้าราชการและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ต่างจากชาวเมืองกูฟะฮ์


เมื่อพบชาวเมืองฮิมศ์ท่านก็ถามพวกเขาว่า
“เจ้าเมืองของพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”


พวกเขาจึงร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าเมืองของพวกเขา โดยกล่าวถึงพฤติกรรมของเขาสี่เรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องนั้นล้วนเป็นเรื่องใหญ่


อุมัรกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“เมื่อเป็นเช่นนั้นฉันจึงเรียกเขา (สะอีด บิน อามิร) มาพบพร้อมกับชาวเมืองที่มีข้อร้องเรียน ซึ่งฉันก็ดุอาอ์วิงวอนขอให้อัลลอฮ์ทรงอย่าให้ความคิดที่ฉันมีต่อเขาผิดพลาดไป เพราะฉันเคยไว้วางใจเขาเป็นอย่างมาก”




*****



เช้าวันต่อมากลุ่มผู้ร้องเรียนและเจ้าเมืองของพวกเขาก็มากันพร้อมหน้า อุมัรจึงเริ่มถามว่า
“พวกท่านมีเรื่องอะไรจะร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าเมืองของพวกท่านหรือ?”


พวกเขาตอบว่า
“ในแต่ละวันกว่าเขาจะออกมาหาพวกเราก็สายโด่ไปแล้ว”


อุมัรจึงถามว่า
“สะอีด ท่านจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร?”


สะอีดเงียบเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ อันที่จริงแล้วฉันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่ในเมื่อจำเป็นต้องพูดฉันก็ขอชี้แจงว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าภรรยาของฉันไม่มีคนรับใช้คอยช่วยงาน ทุกเช้าฉันจึงต้องช่วยนวดแป้ง แล้วรอครู่หนึ่งให้มันหมักตัว จากนั้นฉันก็ลงมือทำขนมปังให้สมาชิกในครอบครัวกิน เมื่อเสร็จแล้วจึงอาบน้ำละหมาดแล้วออกไปว่าราชการ”


อุมัรจึงกล่าวถามชาวเมืองว่า
“ยังมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเขาที่พวกท่านจะร้องเรียนอีกไหม?”


พวกเขาตอบว่า
“ในเวลากลางคืนเขาจะไม่ออกมาพบผู้ใดเลย”


อุมัรจึงถามเขาว่า
“ท่านจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรหรือสะอีด?”


เขาตอบว่า
“ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ที่จริงแล้วฉันไม่อยากเปิดเผยเรื่องนี้เช่นกัน คำอธิบายของฉันคือ ฉันได้กำหนดให้กลางวันเป็นช่วงเวลาสำหรับประชาชนของฉัน ส่วนกลางคืนฉันขอให้เป็นเวลาสำหรับอัลลอฮ์ ตะอาลา”


อุมัรกล่าวถามว่า
“แล้วพวกท่านยังมีเรื่องร้องเรียนอะไรอีกไหม?”


พวกเขากล่าวว่า
“มีหนึ่งวันในแต่ละเดือนที่เขาจะไม่ออกมาพบพวกเราเลย”


ท่านจึงถามว่า
“เพราะเหตุใดหรือสะอีด?”


สะอีดตอบว่า
“โอ้ท่านผู้นำ ฉันไม่มีคนรับใช้ และฉันก็มีเสื้อผ้าเพียงชุดเดียวที่ใส่อยู่นี้ ซึ่งฉันจะซักมันเดือนละครั้ง เมื่อซักแล้วก็ต้องรอให้ผ้าแห้งเสียก่อนจึงจะออกไปหาพวกเขาได้ในตอนเย็น”


หลังจากนั้นอุมัรก็ถามพวกเขาว่า
“พวกท่านยังมีข้อร้องเรียนใดเกี่ยวกับเขาอีกไหม?”


พวกเขาตอบท่านว่า
“มีบ่อยครั้งที่อยู่ๆ เขาก็เป็นลมหมดสติไปโดยไม่รู้สาเหตุ”


อุมัรจึงถามท่านว่า
“มันเป็นเพราะเหตุใดหรือสะอีด?!”


เขาตอบว่า
“ฉันได้เห็นการตายของคุบัยบ์ บิน อะดีย์ เมื่อครั้งที่ฉันยังเป็นมุชริก โดยฉันยืนมองพวกกุเรชหั่นร่างกายของเขาเป็นชิ้นๆ พร้อมกล่าวแก่เขาว่า ‘เอาอย่างนี้ไหม ให้มุฮัมมัดมาอยู่ตรงนี้แทนที่เจ้า แล้วให้เจ้าเป็นฝ่ายมีชีวิตรอด’ ซึ่งเขาตอบกลับไปว่า ‘ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แม้แต่ให้ข้าใช้ชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยท่ามกลางภรรยาและลูกๆ แล้วมุฮัมมัดต้องถูกหนามตำ ข้าก็ไม่ยอม’
ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่าเหตุใดฉันจึงไม่ช่วยเขา ฉันก็ได้แต่คิดว่าอัลลอฮ์คงจะไม่ทรงอภัยให้ฉันเป็นแน่แท้… ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นลมหมดสติไป”



เมื่ออุมัรได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ท่านก็กล่าวว่า
“อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ขอบคุณอัลลอฮ์ที่พระองค์ไม่ทรงทำให้ฉันผิดหวังในตัวเขา”



_______________________________

3 แคว้นชาม (الشام) หรือเลแวนต์ ในปัจจุบันคือบริเวณประเทศจอร์แดน ซีเรีย ปาเลสไตน์ และเลบานอน

4 เมืองกูฟะฮ์ (الكوفة) อยู่ในประเทศอิรัก ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางตอนใต้ประมาณ 170 กม.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 29, 2017, 06:41:08 »



หลังจากนั้นอุมัรก็สั่งให้เจ้าหน้าที่นำเงินจำนวนหนึ่งพันดีนาร์ไปมอบให้แก่เขา เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตามที่ต้องการ เมื่อภรรยาของเขาเห็นเงินนางก็กล่าวว่า
“อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ขอบคุณอัลลอฮ์ที่ทรงช่วยแบ่งเบาภาระของเราในการดูแลท่าน ท่านจงนำเงินนี้ไปซื้ออาหารและสิ่งของที่จำเป็น แล้วก็จ้างคนรับใช้ให้เราสักคนหนึ่งเถิด”


เขากล่าวถามนางว่า “เธออยากได้สิ่งที่ดีกว่านั้นไหม?”


“ท่านหมายถึงอะไรหรือ?” นางถามสามี


เขาตอบว่า
“เราจะมอบเงินจำนวนนี้ให้ผู้ที่นำมันมาให้เรา แม้ว่าเราจะมีความจำเป็นต้องใช้มันสักเพียงใดก็ตาม”


“อย่างไรหรือ?” นางถามด้วยความสงสัย


เขาอธิบายว่า “เราจะให้อัลลอฮ์ยืมเงินจำนวนนี้” 5


นางจึงกล่าวว่า “ค่ะ ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนความดีแก่ท่านด้วยเถิด”


ว่าแล้วเขาก็จัดการแบ่งเงินใส่ถุงเล็กๆ หลายถุง พร้อมกับใช้ให้คนในบ้านนำไปมอบให้แก่บรรดาหญิงหม้าย เด็กกำพร้า และคนยากไร้ขัดสนที่นั่นที่นี่จนหมด


ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในตัว สะอีด บิน อามิร อัลญุมะฮีย์ ด้วยเถิด
เขาคือผู้หนึ่งที่ยอมเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น แม้ว่าตนเองจะลำบากแร้นแค้นสักเพียงใดก็ตาม..




[จากหนังสือ ศุวัร มิน ฮะยาติศ เศาะฮาบะฮ์ - ดร.อับดุรเราะห์มาน เราะฟัต อัลบาชา]
'


________________________________

5 หมายถึงการบริจาคในหนทางของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์จะทรงเพิ่มพูนผลบุญและมอบสวนสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทน (ดูความหมายซูเราะฮ์อัลฮะดีด อายะฮ์ที่ 6)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 22 คำสั่ง