อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
มิถุนายน 26, 2017, 17:37:00 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "อิกเราะอ์ฟอรั่ม" และ ขอความกรุณาอ่าน กติกาและข้อตกลงการใช้งาน ด้วยนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อับดุลลอฮฺ บิน ซะบาอฺ : ที่มาของการใส่ร้ายเศาะหาบะฮฺ  (อ่าน 1143 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:00:18 »

อัน-นุบัคตี ได้เขียนในหนังสือของเขาชื่อ "ฟิรอกุช-ชีอะฮฺ" ว่า บุคคลแรกที่ใส่ร้ายท่านอบูบักร, อุมัรและอุษมานนั้นคืออับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ

การกล่าวถึงเศาะหาบะฮฺเหล่านั้นในด้านลบ การกล่าวหา การโจมตี การประณามและการใส่ร้ายเศาะหาบะฮฺทั้งสาม(รวมถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ, ฮัฟเซาะฮฺ, ฏ็อลฮะฮฺ, ซุบัยรฺ ฯลฯ) นั้นยังคงมีเหลืออยู่ในคนบางกลุ่มในปัจจุบัน มิหนำซ้ำพวกนี้เชื่อว่า การใส่ร้ายดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงการศรัทธาที่แท้จริง ผู้ใดไม่ใส่ร้ายและไม่กล่าวหาเคาะลีฟะฮฺทั้งสามถือว่าไม่ใช่สาวกที่ศรัทธามั่นคง ทั้งๆ ที่เคาะลีฟะฮฺทั้งสามเป็นผู้ช่วยเหลือท่านนบีฯ อย่างซื่อสัตย์ และเป็นที่รักใคร่ของท่านนบีฯ

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ เป็นใคร

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ เป็นยิวชาตินิยม-ศาสนานิยมจัด เป็นมุนาฟิกที่อันตรายยิ่ง และเป็นศัตรูของอิสลามที่ทำงานได้ผลพอสมควร

อัล-กาซี ได้เขียนไว้ในหนังสือ "ริญาลุล-กาซี" หน้า 100 ว่า : รายงานจากซัยนุล-อาบิดีน อะลี บุตรของหุเซน ได้กล่าวว่า : "หวังว่าอัลลอฮฺทรงละอฺนัต(สาปแช่ง)ผู้ที่กล้ากล่าวเท็จต่อตัวฉัน อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺเป็นบุคคลหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการกล่าวถึง-บุคคลผู้นี้แล้ว-ทำให้ฉันขนลุกทั่วตัว เพราะความน่าเกลียด น่าขยะแขยง เขาได้พูดเรื่องที่ไม่เป็นความจริง หวังว่าอัลลอฮฺทรงละอฺนัตแก่เขา แท้จริง ท่านอะลี รอฎิฯเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่ศอลิหฺ(กัลญาณชน) และเป็นญาติสนิทของท่านนบีฯ ท่านอะลีได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺเนื่องจากความเชื่อฟังของท่านต่ออัลลอฮฺ และต่อท่านรสูล และครอบครัวของท่านก็ได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺ เนื่องจากความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและต่อท่านรสูล"

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ กับพรรคพวกได้แกล้งเข้ามารับนับถือศาสนาอิสลามหลังจากที่พวกเขาเห็นว่า ไม่มีทางบ่อนทำลายอิสลามซึ่งๆ หน้าแล้ว การพ่ายแพ้ของพรรคพวกของพวกเขาคือ พวกบนีกุร็อยเซาะฮฺและบนีนะฎีรฺนั้นสร้างความเจ็บใจแก่เขาเป็นอย่างยิ่ง

พวกยิวดังกล่าวได้วางระเบิดเวลาเพื่อทำลายอิสลามในยุคสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺที่ 3 (อุษมาน บินอัฟฟาน) แล้วพวกเขารอจังหวะวินาทีของการระเบิดนั้น เพื่อพวกเขาจะได้จู่โจมชาวมุสลิมจากภายใน แผนอันร้ายกาจของพวกเขาก็คือ พวกเขาได้เอาชื่อท่านอะลีเป็นโล่ห์สำหรับปกป้องผลประโยชน์อันร้ายกาจที่ได้สุมอยู่ในตัวของพวกเขามานมนาน วิธีของพวกเขาก็คือ ให้สัตย์สาบานและยกท่านอะลีเป็นผู้นำสูงสุด โดยขณะนั้นท่านอะลีเองไม่รู้เรื่อง พวกเขาได้หาเสียงด้วยการโฆษณาชวนเชื่อในหมู่ชาวมุสลิมบางพวกอย่างได้ผล จนมีการขบถต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน ทั้งๆ ที่ท่านอุษมานเป็นนักต่อสู้ที่เป็นผู้อุ้มชูอิสลามและชาวมุสลิมด้วยการอุทิศทรัพย์สินทั้งหมดของท่าน รวมทั้งอุทิศตัวท่านเองซึ่งไม่เคยมีใครทำอย่างนี้มาก่อนเลย แม้แต่ท่านนบีฯ เองก็เคยกล่าวว่า "มา ฎ็อรฺเราะ อุษมานุ มา อุมิละ บะอฺดัล-เยาว์ม - ไม่มีคนใดอีกแล้วที่จะเทียบได้กับการกระทำของอุษมาน” (ฮะดีษ บันทึกโดยอะหฺมัดและติรมิซี)

ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งชื่อ "เราว์เฎาะตุศ-เศาะฟา" ฉบับภาษาเปอร์เซีย พิมพ์ที่อิหร่าน เล่ม 2 หน้า 292 ได้กล่าวถึงคำสอนของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺว่า :

"หนึ่งในหลายๆ เรื่องที่เขา(อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ) ได้เทศนาไว้ก็คือ นบีทุกท่านมีผู้รับสืบทอดที่ได้รับการสั่งเสีย(วะศียัต) หลังจากนบีนั้นๆ ได้สิ้นชีวิตแล้ว ท่านนบีมุฮัมมัดก็เช่นกัน ซึ่งได้สั่งเสียเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดแก่ท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งในทัศนะของท่านนบีฯ เห็นว่า ท่านอะลีมีวิชาความรู้สูง ชำนาญในเรื่องการตัดสินข้อชี้ขาดต่างๆ (ฟัตวา) มีความกล้าหาญและมีเกียรติ เป็นคนที่มีความไว้วางใจ(อะมานะฮฺ)และตักวา หลังจากนั้นอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺได้เทศนาว่า : "แท้จริงชาวมุสลิมได้ทรยศต่อท่านอะลี รอฎิฯ และได้ทำลายสิทธิของท่านอะลี คือสิทธิแห่งการเป็นเคาะลีฟะฮฺและผู้นำ (อิมาม) บัดนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับชาวมุสลิมที่จักต้องช่วยเหลือและสนับสนุนท่านอะลี ด้วยการจัดตั้งองค์กรฝ่ายตรงข้ามกับ(เคาะลีฟะฮฺ)อุษมาน และถอนคำกล่าวสัตยาบัน" ผลของการเทศนาของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺนี้ทำให้สังคมชาวอียิปต์เป็นจำนวนมากได้ถอนคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้แก่ท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน รอฎิฯ"

หลังจากก่อการขบถและสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมานแล้ว พวกดังกล่าวก็ได้เผยแพร่ความคิดที่จะทำลายอิสลาม พวกเขาได้จัดตั้งกลุ่มที่อ้างชื่ออิสลาม พวกเขาประดิษฐ์คำสอนเองแล้วบอกว่าเป็นคำสอนของอิสลาม

พวกเขาบอกว่าเป็นชีอะฮฺ(พลพรรคของท่าน)อะลี ทั้งๆ ที่ท่านอะลีเองไม่เคยสนับสนุนพวกเขา มิหนำซ้ำขณะที่ท่านอะลีเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านได้ประณามพฤติกรรมดังกล่าว เช่นเดียวกับลูกและหลานของท่านอะลี ทั้งประณามและสาปแช่งพวกดังกล่าวนี้

ในอดีตกาล ยิวสามารถปลอมแปลงเป็นสาวกของท่านนบีอีสา(พระเยซู)และพยายามปลอมแปลง แก้ไข ตัดตอน เพิ่มเติมคัมภีร์อินญีล (หนังสือกิตติคุณของพระคริสต์) จนในที่สุดได้รับความสำเร็จ(แม้แต่คัมภีร์โตราห์ หรือเตารอฮฺของพวกเขาเอง พวกเขาก็แก้ไขเพิ่มเติม)

ชาวคริสเตียนในระยะหลัง(รวมถึงปัจจุบันด้วย)เกือบไม่รับรู้และไม่รู้คำสอนของนบีอีสาที่ผ่านทางสาวกที่แท้จริงของท่านเลย แต่พวกเขากลับยึดคำสอนของเปาโลที่อ้างว่าเป็นสาวกของนบีอีสา ทั้งๆ ที่ขณะที่นบีอีสายังมีชีวิตอยู่นั้น เปาโลเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของคริสเตียน เมื่อนบีอีซาจากไปแล้ว เปาโลก็อ้างว่า เขาเป็นอัครสาวกของนบีอีสา และเขาได้ประกาศศาสนาที่เขาได้ประดิษฐ์ขึ้นมา และอ้างว่านั่นคือคำสอนของนบีอีสาที่แท้จริง คัมภีร์อินญีลที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ล้วนแต่หรือเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของเปาโลกับลูกศิษย์ของเขา (ไม่ใช่จากสาวกที่แท้จริงของนบีอีสา)

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับเปาโลของคริสเตียน คือ : เปาโลได้สร้างภาพพจน์ให้กับนบีอีสาซึ่งไม่ใช่ภาพพจน์ที่แท้จริงของนบีอีสาเลย อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺ ก็ได้สร้างภาพพจน์ใหม่ให้กับท่านอะลี ซึ่งไม่ใช่ภาพพจน์ที่แท้จริงของท่านอะลี บุตรของอบู ฏอลิบ แต่อย่างใด

นบีอีสา บุตรของมัรยัม เป็นนบีและรสูลจากอัลลอฮฺสำหรับบนีอิสรออีล ไม่ได้สิ้นชีวิตที่ไม้กางเขน แต่เยซูของเปาโลนั้นคือบุตรของพระเจ้า เป็นนบี-รสูลสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขนจนสิ้นชีวิตเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ แล้วถูกยกขึ้นไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ฯลฯ

ในทำนองเดียวกัน ท่านอะลี เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เป็นบุตรของอบู ฏอลิบ ซึ่งเป็นลุงของท่านนบีฯ คงจะเป็นเพราะท่านลุงคนนี้ได้เคยชุบเลี้ยงท่านนบีฯ มาแล้ว เมื่อท่านอะลีคลอดออกมา เพื่อแบ่งเบาภาระของท่านลุงซึ่งมีฐานะไม่ค่อยดีนัก ท่านนบีฯ จึงรับท่านอะลีมาเลี้ยง ที่ท่านอะลีได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺเนื่องมาจากการตักวาของท่านเอง ไม่ใช่เนื่องมาจากเป็นลูกพี่ลูกน้องหรือลูกเขยของท่านนบีฯ ท่านอะลีเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คืออายุประมาณ 10 ขวบนับเป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาได้เป็นเคาะลีฟะฮฺคนที่ 4 ของอิสลาม

แต่ท่านอะลีที่อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺวาดภาพให้มานั้น เป็นมนุษย์วิเศษเหนือมนุษย์ทั้งหลาย มีฐานะเท่าเทียมกับท่านนบีฯ เว้นแต่ในด้านการเป็นนบีเท่านั้นเพราะท่านนบีฯ เป็นนบีคนสุดท้าย ความมหัศจรรย์และความวิเศษ/พิเศษต่างๆ ของท่านอะลีที่อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺได้วาดไว้ ซึ่งคนบางพวกได้สืบทอดเจตนารมณ์ของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺมานั้น เช่น :

เมื่อแม่ของท่านอะลีมีท้องแก่แล้วก็ไปเคารพภักดีอัลลอฮฺที่กะอฺบะฮฺ ขณะนั้นกะอฺบะฮฺแตกเป็นรอยร้าว แล้วแม่ของท่านอะลีก็มุดตัวเข้าไปตามรอยร้าวนั้น เข้าไปในกะอฺบะฮฺอย่างอัศจรรย์ แล้วคลอดท่านอะลีในกะอฺบะฮฺนั้น จนถึงปัจจุบันนี้รอยแตกของกะอฺบะฮฺยังมีให้เห็นอยู่ (ตามทัศนะของมุสลิมบางคนอ้างว่า รัฐบาลสะอูดีฯ พยายามซ่อมแซมบูรณะเท่าไหร่ๆ รอยร้าวนั้นก็ยังไม่หาย) เมื่อแม่ของท่านคลอดท่านอะลีออกมาแล้ว แม่ของท่านอะลีก็อุ้มทารกน้อยจากกะอฺบะฮฺไปยังบ้านของท่านนบีฯ เมื่อพบท่านนบีฯ แล้ว ทารกน้อยอะลีก็ให้สลามแก่ท่านนบีฯ ว่า "อัส-สลามุ อะลัยกุม ยา รสูลุลลอฮฺ - ขอความสันติจงมีแด่ท่าน โอ้ท่านรสูลแห่งอัลลอฮฺ” (ขณะนั้นท่านนบีฯ อายุประมาณ 30 ปี ยังไม่ได้เป็นรสูล เพราะท่านนบีฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรสูลเมื่ออายุ 40 ปี คือขณะที่ท่านอะลีอายุประมาณ 10 ขวบ ) ดังนั้นท่านอะลีจึงเป็นทารกที่สามารถพูดได้ ทักทายสลามได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่เป็นเรื่องประหลาดที่ทารกอะลีทักทายท่านนบีฯ อย่างกะว่า ขณะนั้นท่านนบีฯ เป็นนบี/รสูลแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นที่ยอมรับกัน ไม่ว่าฝ่ายสุนนะฮฺหรือฝ่ายไหนๆ ว่า ท่านนบีฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบี ในขณะที่ท่านนบีฯ อายุ 40 ปี ซึ่งขณะนั้นท่านอะลีอายุประมาณ 10 ขวบ หากท่านอะลีทักทายอย่างนั้นจริง ท่านนบีฯ ก็น่าจะรู้ล่วงหน้าว่า ท่านจะได้เป็นนบี/รสูล แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ว่าท่านนบีฯ รู้ล่วงหน้าตั้ง 10 ปีว่า ท่านจะเป็นนบี/รสูล แม้ได้รับวะหฺยูครั้งแรกแล้ว ท่านนบีฯ ก็ยังไม่ทราบว่าผู้นำวะหฺยูมาครั้งแรกให้ท่านนบีฯ "อ่าน" นั้นเป็นใครและมีจุดประสงค์อย่างไร ท่านอะลีเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่คลอดออกมาดูโลก ทั้งๆ ที่ขณะนั้นท่านนบีฯ อายุ 30 ปี ยังไม่ประกาศศาสนาอิสลามเลย ท่านอะลีคือตัวตนของท่านนบีฯ หมายถึงร่างกายของท่านอะลีนั้นคือร่างกายของท่านนบีฯ สามารถแทนกันได้ เช่นในกรณีที่มีการเตรียมตัวจะทำ "มุบาฮะละฮฺ" กับพวกคริสเตียนนั้น ท่านอะลีเป็นตัวตนของท่านนบีฯ ที่เข้าไปในที่ที่จะทำมุบาฮะละฮฺ(ขอดุอาอ์เพื่อให้พระเจ้าสาปแช่งฝ่ายผิด) ทั้งๆ ที่ท่านนบีฯ ก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ฯลฯ

พฤติการณ์ของอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺนี้ทำให้ท่านอะลีไม่พอใจมาก จึงสั่งให้จับและตัดสินให้ประหารชีวิต แต่มีผู้คนที่อยู่ในที่พิจารณาพิพากษาตัดสินคดีนั้นได้คัดค้าน โดยกล่าวว่าการที่อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺเป็นเช่นนั้นเพราะเขารักท่านอะลีและอะหฺลุลบัยตฺ(ครอบครัวของท่านนบีฯ) เป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้สนับสนุนท่านอะลีอย่างแข็งขัน และเป็นผู้คัดค้านฝ่ายตรงข้ามท่านอะลีอย่างขนาดหนัก เมื่อได้ยินดังนี้ ท่านอะลีจึงได้พิพากษาตัดสินใหม่โดยให้เนรเทศอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺให้ไปอยู่ที่เมืองมะดาอิน(เซซิโฟน) เมืองหลวงอิหร่านในขณะนั้น

การเนรเทศอับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺไปยังอิหร่านเหมือนกับการปล่อยปลาลงน้ำ เขาได้เผยแพร่ความคิดของเขาต่อไป ทำให้ความคิดของเขาแพร่ในหมู่ชาวอิหร่านอย่างมาก จนได้กลายมาเป็นนิกายทางศาสนา

อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺอยู่ที่มะดาอินไม่นานก็ได้รับข่าวว่า ท่านอะลีถูกสังหารเสียแล้ว ทุกคนที่ได้รับข่าวนี้โศกเศร้ามาก อับดุลลอฮฺ บินสะบาอฺก็ผิดหวังกับข่าวนี้เช่นกัน แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมาก จึงได้ประกาศว่า "แม้พวกท่านเอาศีรษะของท่านอะลีมาให้พวกเราดู และพวกท่านนำสักขีพยานเจ็ดสิบคนมายืนยันว่า ท่านอะลีได้สิ้นชีวิตแล้ว ฉันก็ไม่เชื่อ ท่านทั้งหลายโกหก แท้จริงท่านอะลีจักไม่ตายก่อนที่ท่านจะได้ครอบครองโลกทั้งโลกนี้ไว้" (ดูหนังสือของอัน-นุบัคตี "ฟิรอกุช-ชีอะฮฺ" สำนักพิมพ์ อัล-ฮัยดารียะฮฺ, นะญัฟ, 1959, หน้า 43-44)

Source : วรสารอัล-ญิฮาด, ปีที่ 21, อันดับที่ 184-185, มี.ค. - เม.ย. 28, หน้า 111-115

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:07:13 »

อิบน ซะบาอฺกับกำเนิดลัทธิชีอะฮฺ


ด้วยความฉลาดแกมโกง อิบนฺ ซะบาอฺรู้อยู่เต็มอกว่า การที่จะทำลายความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของอิสลามทีละน้อยๆ ตามแผนการร้ายระยะยาวนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำก็คือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานของอิสลามถึงกับพิการลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการว่าด้วยเอกภาพของอัลลอฮฺ(เตาฮีด)และภาวะศาสดาของรสูลท่านสุดท้าย ศ็อลฯ เขาได้คิดค้นแนวความคิดใหม่ๆขึ้นมา ซึ่งต้องการจะให้แนวคิดเหล่านี้เป็นอิสระจากข้อห้ามและข้อจำกัดทางศีลธรรมทั้งปวง บรรดามุสลิมที่เชื่ออยู่แล้วว่าท่านนบีอีซาจะลงมายังโลกนี้อีกครั้งก่อนวันอวสานของโลก อิบนฺ ซะบาอฺก็ไปเทศนากับพวกเขาว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ศาสดาแห่งอิสลามจะกลับมาปรากฏอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน เพื่อจะมาปรับปรุงและเสริมสร้างศรัทธาให้เข้มแข็งขึ้นตราบจนอวสานของโลก

อิบนฺ ซะบาอฺเสนอความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺ

อิบนฺ ซะบาอฺรู้จักจิตวิทยาของมนุษย์เป็นอย่างดี และเขายังรู้ว่าเมื่อไรและที่ไหนควรทำอย่างไร เขาเสนอหลักความเชื่อว่าภายหลังท่านศาสดา ศ็อลฯ จากไปแล้ว ท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องและเป็นบุตรเขยของท่านนั้นเป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุดเมื่อ เปรียบเทียบกับบรรดาชนชั้นนำทั้งหลายของอิสลามในขณะนั้น เขาเที่ยวสาธยายหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ ที่เกี่ยวกับการยกย่องท่านอะลี รอฎิฯ มากมายหลายหะดีษ ในบรรดาหะดีษเหล่านี้มีหะดีษปลอมที่เขากุขึ้นเองก็มากเหมือนกัน เมื่อลูกศิษย์และสมัครพรรคพวกของเขาเกิดความเชื่อในสถานภาพอันสูงส่งขอ งท่านอะลี รอฎิฯ ในฐานะที่เป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุดภายหลังการจากไปของท่านศาสดา ศ็อลฯ แล้ว เขาจึงเสนอหลักความเชื่อใหม่ขึ้นอีกประการหนึ่ง กล่าวว่าศาสดาทุกท่านต่างก็มี " วะซี " (คนสนิท)ด้วยกันทั้งนั้น วะซีผู้นี้คือคนที่รักษาความลับสำคัญๆ ที่ศาสดาแต่ละท่านจะมอบเอาไว้ให้ด้วยความไว้วางใจ วะซีของท่านนบีมูซาได้แก่ท่านยูซะ(โยชัว) บุตรของนูน ส่วนวะซีของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้แก่ท่านอะลี อิบนฺ อบีตอลิบ เขายังเน้นย้ำว่าการมีศรัทธาในหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺนั้นเป็นสิ่งจำเป็น(วายิบ)เป็นอย่างมากเหมือนกับการศรัทธาในหลักเตาฮีดและภาวะศาสดาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ สำหรับคนที่ด้อยปัญญาและหลอกลวงได้ง่าย เขาจะบอกโดยลับว่า ท่านอะลีมีปาฏิหารย์เหนือมนุษย์ทั้งหลาย ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เขาประกาศว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าที่จุติลงมาเกิด

ในหมู่มุสลิมนั้น มีหลายคนที่ไม่พอใจตระกูลบนูอุมัยยะฮฺ และให้การสนับสนุนบนูฮาชิม คนเหล่านี้จึงตอบรับการโฆษณาชวนเชื่อของอิบนฺ ซะบาอฺได้ในฉับพลัน ทั้งๆที่หลายคนของพวกเขาเป็นผู้มีความรู้และมีไหวพริบดี อิบนฺ ซะบาอฺและพลพรรคของเขาได้ทำงานอย่างลับๆ และหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อที่จะเผยแพร่แนวความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺและความยิ่งใหญ่ของท่านอะลี รอฎิฯ ในท่ามกลางมุสลิมสมัยนั้น

อิบนฺ ซะบาอฺมีความระมัดระวังในการเลือกช่วงเวลาและโอกาสอันเหมาะสมสำหรับปฏิบัติการและป่าวประกาศสิ่งใดก็ตาม เมื่อจำนวนคนที่เชื่อในเรื่องอิมามะฮฺมีเพิ่มมากขึ้น เขาจึงบอกคนเหล่านั้นว่าท่านศาสดา ศ็อลฯ ได้มอบมรดกการสืบต่ออำนาจปกครองแทนท่านให้กับท่านอะลี รอฎิฯ เอาไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นท่านอะลี รอฎิฯ จึงเป็นเคาะลีฟะฮฺท่านแรกต่อจากท่านศาสดา ศ็อลฯ และยังเป็นอิมามคนแรกของบรรดามุสลิมทั้งหลาย เขายังเผยแพร่ต่อไปอีกว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ(มิตรสนิท)ของท่านศาสดา ศ็อลฯ จงใจละเลยและไม่นำพาต่อพินัยกรรมของท่านศาสดา ศ็อลฯ เกี่ยวกับการสืบอำนาจผู้นำของท่านอะลี รอฎิฯ นอกจากนี้เขายังป่าวประกาศอีกว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นผู้ฉ้อฉลสิทธิการสืบอำนาจปกครองอันเป็นมรดกของท่านอะลี รอฎิฯ เศาะหาบะฮฺเป็นคนที่หลงไหลในผลประโยชน์และตำแหน่งหน้าที่ทางโลก เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงสมควรได้รับคำประณามหยาบเหยียดเพราะเหตุดังกล่าวนั้น อิบนฺ ซะบาอฺผู้นี้แหละเป็นคนแรกที่เริ่ม " ตะบัรฺเราะฮฺ " (การใส่ร้ายป้ายสีบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านศาสดา ศ็อลฯ) หลังจากนั้นเขาได้ดำเนินตามแผนการร้ายอีกขั้นหนึ่ง กล่าวคือเขาได้ยุยงให้พลพรรคของเขาเปลี่ยนท่านอะลี รอฎิฯ มาดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแทนที่ท่านอุษมาน รอฎิฯ หนทางที่จะทำให้ท่านอะลี รอฎิฯ ได้ดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺอย่างแน่นอนนั้น อาจจะสำเร็จได้โดยการสร้างความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมา แล้วปลดท่านอุษมาน รอฎิฯ ออกจากตำแหน่ง หรืออาจจะสำเร็จได้โดยการสังหารชีวิตท่าน เขาทำการปลุกปั่นยุยงประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาลของท่านอุษมาน รอฎิฯ โดยโจมตีเรื่องการแต่งตั้งมัรวานเป็นเลขาธิการใหญ่ ซึ่งมัรวานเองได้อาศัยอำนาจในตำแหน่งทำการบรรจุคนจากตระกูลเดียวกับตน (บนูอุมัยยะฮฺ)เข้าไปยึดครองตำแหน่งหน้าที่ต่างๆในรัฐบาลจนหมดสิ้น อิบนฺ ซะบาอฺโหมโฆษณาว่า มีการใช้อำนาจบาตรใหญ่และความอยุติธรรมอยู่ทุกหนทุกแห่ง และสถานการณ์เลวร้ายในขณะนั้นเรียกร้องให้ประชาชนก่อการปฏิวัติ

ทฤษฎีอิมามะฮฺ

ทฤษฎี "อิมามะฮฺ" นี้เป็นเรื่องอุปโลกน์ที่อับดุลลอฮฺ บินซะบาอฺเสกสรรปั้นแต่งขึ้นอย่างแท้จริง เขาสร้างมันให้เป็นหลักความเชื่อพื้นฐานสำหรับชาวชีอะฮฺโดยตรง ชีอะฮฺทุกกลุ่มต่างก็ยึดถือทฤษฎีนี้ในฐานะที่เป็นรากฐานของศาสนาของพวกเขา ทั้งๆที่หลักความเชื่อนี้ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ในอัล-กุรฺอานหรือในหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ ซึ่งเป็นต้นตอของคำสอนต่างๆในอิสลามแต่อย่างใด อัล-กุรฺอานมิได้ให้การสนับสนุนทฤษฎี "อิมามะฮฺ" แม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม อัล-กุรฺอานได้ปฏิเสธทฤษฎีดังกล่าวเสียด้วยซ้ำไป เมื่อไม่พบหลักฐานใดจากอัล-กุรฺอานและหะดีษมาสนับสนุนหลักศรัทธาพื้นฐานของพวกเขา ชาวชีอะฮฺจึงกล่าวหาบรรดาผู้รวบรวมบันทึกอัล-กุรฺอานในยุคต้นว่าทำการดัดแปลงอัล-กุรอาน โดยป้ายสีพวกเขาว่าตัดทอนอายะฮฺต่างๆ ที่สนับสนุนหลักศรัทธาของพวกเขาออกจากอัล-กุรฺอานไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะทฤษฎีอิมามะฮฺ จุดยืนที่บรรดาสาวกของอิบนฺ ซะบาอฺยึดอยู่ได้แก่ การกล่าวว่าอัล-กุรฺอานขนานแท้และดั้งเดิมนั้นมีอยู่ 70,000 อายะฮฺ แต่ถูกตัดทอนลงเหลือเพียง 6,666 อายะฮฺเท่านั้น พวกเขากล่าวหาว่ามีอัล-กุรฺอานมากกว่าครึ่งหนึ่งถูกปิดบังเอาไว้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหาหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ใดๆมาสนับสนุนคำกล่าวหา ของตนเองได้ นอกจากการอ้างว่าอิมามอัล-ฆอยบฺ(ผู้หลบซ่อน)หรืออิมามคนที่ 12 ของพวกเขาเป็นผู้เก็บรักษาอัล-กุรฺอานฉบับสมบูรณ์ขนานแท้และดั้งเดิมที่มีอยู่ 70,000 อายะฮฺเอาไว้ และท่านจะมอบอัล-กุรฺอานดังกล่าวคืนให้กับโลกเมื่อท่านได้กลับมาอีกครั้งหนึ่งก่อนวันอวสานของโลกนี้

เมื่ออัล-กุรฺอานมิได้สนับสนุนทฤษฎีอิมามะฮฺ ชาวชีอะฮฺจึงกุหะดีษปลอมขึ้นโดยอ้างเท็จให้กับท่านศาสดา ศ็อลฯ ในทำนองว่าหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺถูกสอนให้กับท่านอะลีแต่เพียงผู้เดียว และเป็นไปอย่างเร้นลับเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะสนับสนุนความเชื่อของพวกเขา ชาวชีอะฮฺมักจะอ้างอิมามบากิรฺและอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกอยู่เป็นประจำ พวกเขายัดเยียดข้อความต่อไปนี้ว่าเป็นคำพูดของท่านอิมามบากิรฺเกี่ยวกับเรื่องอิมามะฮฺ "อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งทรงบอกความลับเรื่องวิลายะติลลาฮฺ(อำนาจการปกครองของพระเจ้า)ให้ญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม รับทราบ แล้วญิบรีลได้บอกความลับเรื่องนี้ให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ รับทราบ จากท่านนบี ศ็อลฯ เรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นความลับต่อไปยังท่านอะลี ซึ่งท่านอะลีได้บอกความลับเรื่องนี้ต่อไปยังบุคคลที่ท่านต้องการ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกท่าน(ชีอะฮฺ)จะต้องประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้" เรื่องนี้ท่านอิมามบากิรฺจะล่วงรู้หรือไม่ว่ามีการยัดเยียดคำพูดให้กับตัวท่านอย่างไร้ความจริงเกิดขึ้นแล้ว!

ขอให้รับทราบกัน ณ บัดนี้เลยว่า ทฤษฎีอิมามะฮฺนั้นเป็นความลับที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีมาโดยตลอด ในหมู่มลาอิกะฮฺ มีเพียงญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม เท่านั้นที่ทราบเรื่อง ในบรรดานบีทั้งหลาย มีเพียงนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ เท่านั้นที่ทราบเรื่อง ในท่ามกลางเหล่าเศาะหาบะฮฺ มีเพียงท่านอะลีเท่านั้นที่ทราบเรื่อง แต่จากตำราอ้างอิงที่น่าเชื่อถือทั้งหลาย ท่านอะลีจะบอกความลับเรื่องนี้ให้บุคคลใดรับทราบบ้างนั้น ยังไม่เป็นเรื่องที่รู้กันแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขอให้เราพยายามมองให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ทฤษฎีอิมามะฮฺนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ ในเมื่อความเชื่อในหลักการข้อนี้เป็นสิ่งจำเป็นหลักของศาสนาสำหรับมวลมนุษยชาติทั้งหลาย แล้วทำไมถึงต้องเก็บเป็นความลับมากขนาดนั้น พิจารณาตามเหตุผลแล้ว จะต้องประกาศเรื่องนี้ออกไปให้คนทั้งหลายได้รับรู้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโองการอะไรก็ตามที่พระเจ้าประทานลงมาเพื่อมวลมนุษยชาติ โองการนั้นมิใช่จะมุ่งหมายไปยังบุคคลหนึ่งๆเป็นการเฉพาะ หรือคนของชนชั้นใดเป็นพิเศษ ถ้าคำสอนใดก็ตามที่มุ่งหมายเพื่อมนุษยชาติทั้งหลาย แต่กลับมีลักษณะเร้นลับ คำสอนนั้นย่อมจะไม่สมเหตุผล และให้ถือได้เลยว่าคำสอนนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า สัจธรรมย่อมจะสมเหตุผลเสมอ สิ่งใดก็ตามที่ดูไร้เหตุผล สิ่งนั้นย่อมเป็นความเท็จ

ตามหนังสือ "มัญจฺมะ บิฮารุล อันวารฺ" บันทึกเอาไว้ว่า ในยามที่ท่านศาสดา ศ็อลฯ จากโลกนี้ไป ขณะนั้นเศาะหาบะฮฺของท่านมีจำนวน 124,000 คน ในหมู่เศาะหาบะฮฺ มีจำนวน 7,500 คนที่เคยนำหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ มาใช้อ้างหรือสั่งสอน เรารู้จักพวกเขาในนามของผู้รายงานหะดีษ แต่ไม่มีเศาะหาบะฮฺสักคนเดียวที่รายงานหะดีษเกี่ยวกับทฤษฎีอิมามะฮฺให้เรารับทราบกัน

ชาวชีอะฮฺเชื่อว่าตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ(ผู้สืบทอดอำนาจการปกครองเหนือบรรดามุสลิม)เป็นสิทธิของอิมามผู้บริสุทธิ์และปราศจากความบาปทั้งมวลเหมือนกับนบีไม่มีผิด การเชื่อฟังอิมามเป็นภาระที่มุสสลิมจะต้องกระทำ อิมามได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ ศุบหฯ และจากคุณสมบัติดังกล่าวของอิมาม อิมามจึงเป็นเคาะลีฟะฮฺของบรรดามุสลิม แต่ท่านอบูบักรฺ ซิดดีก ท่านอุมัรฺและท่านอุษมาน รอฎิฯล้วนขึ้นสู่ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺโดยการบัยอะฮฺ(การให้สัตยาบันแสดงการยอมรับในตัวผู้นำ)ของประชาชน สิ่งสำคัญที่ควรจะให้ความสังเกตุ ณ ที่นี้ก็คือว่า ท่านอะลี รอฎิฯ เสนอบัยอะฮฺให้กับเคาะลีฟะฮฺสามคนก่อนหน้าท่าน(คือท่านอบูบักร อุมัรและอุษมาน รอฎิฯ)ด้วยความสมัครใจและจากความยินดี สำหรับชาวชีอะฮฺแล้ว ในบรรดาเคาะลีฟะฮฺสามคนนี้ไม่มีใครสักคนที่บริสุทธิ์และปราศจากบาปเช่นนบีของพระเจ้า ดังนั้นท่านทั้งสามจึงไม่มีความเหมาะสมสำหรับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแต่อย่างใด

สิ่งที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งก็คือ ท่านอะลี รอฎิฯ อิมามคนแรกของชาวชีอะฮฺเองไม่เคยกล่าวสักคำว่า เคาะลีฟะฮฺสามคนก่อนหน้าท่านขาดคุณสมบัติในการเป็นเคาะลีฟะฮฺ อีกทั้งท่านยังไม่เคยปฏิเสธที่จะยอมรับภาวะเคาะลีฟะฮฺที่แท้จริงในตัวท่านทั้งสามอีกด้วย ถ้าจะว่ากันตามที่ชาวชีอะฮฺอ้างว่าท่านอะลีรับทราบเกี่ยวกับเรื่องอิมามะฮฺแล้ว ในขณะที่ท่านอบูบักร รอฎิฯได้รับการคัดเลือกให้เป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านศาสดา ศ็อลฯนั้น ท่านอะลีก็ควรจะประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย

เนื่องจากท่านอะลี รอฎิฯยอมรับและเสนอบัยอะฮฺให้กับท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรและท่านอุษมาน รอฎิฯ จึงสรุปได้ว่าท่านไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีนี้เลย หรือไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงเสียด้วย ท่านอาจจะเคยสอนทฤษฎีนี้อย่างน้อยที่สุดให้แก่ผู้ใกล้ชิดที่สุดและเป็นที่รักมากที่สุดในยุคสมัยเดียวกับท่าน แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ทฤษฎีนี้ไม่เคยมีอยู่จนกระทั่งท่านอะลี รอฎิฯได้เป็นเคาะลีฟะฮฺ ส่วนตัวหลักความเชื่อเองถูกอุปโลกน์ขึ้นภายหลังจากนั้นเป็นเวลานาน

จิตใจที่ฉลาดแกมโกงของอิบนฺ ซะบาอฺกุลัทธิความเชื่อนี้ขึ้นเพื่อจะบ่อนทำลายคำสอนและหลักศรัทธาของอิสลามตรงรากฐาน ลูกศิษย์สาวกและคนสนิทของเขายังอุปโลกน์หะดีษจำนวนมากมายหลายร้อยหะดีษ บางหะดีษยังเป็นการยัดเยียดให้กับท่านศาสดาแห่งอิสลามอย่างผิดๆ รายงานปลอมเหล่านี้ถูกนำมาผสมปนเปกับหะดีษแท้ จนมีชาวสุนนีย์หลายคนหลงไปยอมรับรายงานเก๊พวกนั้น ในระหว่างสมัยของมะมูน อัรฺ-รอชีด อับบาซี มีชายคนหนึ่งอวดอ้างว่าตนเป็นนบี เคาะลีฟะฮฺมีคำสั่งให้ตัดหัวนบีปลอมผู้นั้น คนที่เป็นนบีปลอมกล่าวว่า "ท่านกำลังจะประหารข้าฯ แต่หะดีษจำนวนพันๆรายงานที่ข้าฯ กุมันขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง และข้าฯได้แพร่กระจายมันออกไปจะยังคงอยู่ต่อไป"

ออกจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสามัญสำนึกและขัดแย้งกับสติปัญญาธรรมดาๆ ถ้าหากว่าหลักความเชื่อสำคัญซึ่งกล่าวกันว่าเป็นรากฐานของศาสนามิได้เป็นที่ รับทราบของบรรดาสาวกและเศาะหาบะฮฺจำนวนพันๆคน เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้ดูกระจ่างขึ้น ผู้สนับสนุนหลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺจึงสร้างลักษณะอันลี้ลับให้กับเรื่องนี้ ชาวชีอะฮฺคิดว่าพวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคที่คอยขัดขวางมิให้มุสลิมส่วน ใหญ่ยอมรับหลักความเชื่อดังกล่าว แต่พวกเขาคิดผิดถนัด เพราะคนมีสติที่สนใจในการแสวงหาความจริงย่อมจะปฏิเสธหลักความเชื่อนี้โดยสิ้นเชิง ความเท็จและการทุจริตต่อศาสนาเป็นอาชญากรรมที่มีลักษณะเลวร้ายที่สุด มันไม่สามารถจะซ่อนเร้นอยู่เป็นเวลานานๆอย่างเด็ดขาด ตรงกันข้ามพระเจ้าเองทรงทำให้ความจริงหรือสัจจธรรมเป็นที่รักและหยั่งราก ลึกลงในธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งชิงชังและปฏิเสธความเท็จทั้งมวล ถึงแม้ว่ามันจะถูกซ่อนเร้นกลบเกลื่อนอยู่ก็ตาม ความเท็จนั้นย่อมจะมลายไปในที่สุด หลักความเชื่อเรื่องอิมามะฮฺมิได้มีที่มาจากอัล-กุรฺอานและหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ เป็นเรื่องที่ขาดความเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นจากจิตใจที่ฉลาดแกมโกงของอิบนฺ ซะบาอฺอย่างแท้จริง

อุปนิสัยของอิบนฺ ซะบาอฺ

ดังที่กล่าวไว้ในย่อหน้าต้นๆแล้วว่า ท่านอิมามญะอฺฟัรฺ ศอดิกได้ขอการสาปแช่งของอัลลอฮฺให้ประสบกับอิบนฺ ซะบาอฺ และยังกล่าวว่าเขา(อิบนฺ ซะบาอฺ)เจตนายัดเยียดสภาพของพระเจ้าให้กับท่านอะลี รอฎิฯ และอวดอ้างว่าตนเองเป็นนบี ทั้งๆที่ท่านอะลีพยายามสั่งสอนและเกลี้ยกล่อมเป็นอย่างดี แต่อิบนฺ ซะบาอฺก็ยังคงไม่ยอมสำนึกผิดในการดูหมิ่นศาสนาที่เขาบังอาจทำขึ้น จากการที่เขาเผยแพร่แนวความคิดนอกรีตดังกล่าว เขาจึงเปลี่ยนสภาพไปเป็นกาฟิรฺ(ผู้ปฏิเสธ)และไม่ใช่มุสลิมอีกต่อไป

กรณีนี้ก็เหมือนกับมุซัยละมะฮฺจอมโกหกซึ่งอวดอ้างเป็นนบีในสมัยของเคาะลี ฟะฮฺอบูบักร อิบนฺ ซะบาอฺย่อมอยู่นอกสังกัดของศาสนาอิสลามอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาหมิ่นศาสนาโดยการประกาศว่า ท่านอะลีเป็นพระเจ้าลงมาจุติและตัวเขาเป็นนบีคนหนึ่ง เขายังพยายามที่จะหลอกลวงท่านอะลีโดยการอ้างว่าพระเจ้ามีพระโองการลงมาบอกว่า ท่านอะลีเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา เขาช่างอาจหาญและหลักแหลมอะไรเช่นนั้น! แต่ทว่าเขาไม่สามารถจะลวงล่อท่านอะลี รอฎิฯให้ตกเป็นเครื่องมือได้ อย่างไรก็ตาม เล่ห์เพทุบายของเขากลับสัมฤทธิ์ผลกับบรรดามุสลิมธรรมดาๆจำนวนหลายพัน คนซึ่งหน้ามืดตามัวยอมทำตัวเป็นสาวกของเขา เพียงเพราะเขาประกาศว่ารักครอบครัวของท่านศาสดา ศ็อลฯ หรืออะหฺลุลบัยตฺเท่านั้น

ความจริงนั้นมีอยู่ว่า อิบนฺ ซะบาอฺมิได้มีความรักต่อท่านอะลี รอฎิฯ หรือต่อลูกหลานของท่านศาสดา ศ็อลฯ แม้แต่น้อย เขามิได้มีความเคารพความนับถือในความเคร่งครัดศาสนา ความรู้และฐานะทางจิตวิญญาณอันสูงส่งของท่านอะลีแต่ประการใด ถ้าหากว่าเขามีความเคารพอยู่บ้าง เขาก็ควรจะเชื่อฟังสิ่งที่ท่านอะลีสั่งสอนและแนะนำให้กับเขา โดยหวังว่าเขาจะสำนึกผิดจากการหมิ่นประมาทศาสนา การที่อิบนฺ ซะบาอฺประกาศว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าเป็นเพียงการแหกตาและหลุมพรางสำหรับใช้หลอกลวงบรรดามุสลิมหัวอ่อนทั้งหลายที่มีแนวโน้วจะเดินตามก้นอิบนฺ ซะบาอฺอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าอิบนฺ ซะบาอฺผู้นี้แหละกำลังทำงานต่อต้านหลักการพื้นฐานของอิสลามและหลักการสำคัญว่าด้วยเอกภาพของพระเจ้า(เอกภาพของพระเจ้า) โดยซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คราบของความรักที่มีต่อท่านอะลีและอะหฺลุลบัยตฺ เขาเป็นคนยะฮูดีผู้มีความชิงชังและความอาฆาตแค้นอิสลามเหมือนกับพวกยะ ฮูดีทั้งหลาย การกระทำนั่นแหละที่จะเผยให้เห็นความลับของการพูดว่ารักอย่างนั้นอย่างนี้ และจะพิสูจน์ให้ทราบความจริงว่าเป็นอย่างไร

ความเคารพและความรักต่อท่านอะลี รอฎิฯย่อมจะสามารถบีบบังคับให้เขาเชื่อฟังปฏิบัติตามท่านอะลี รอฎิฯ ในการพิทักษ์ปกป้องหลักการสำคัญว่าด้วยเอกภาพของพระเจ้าและการเป็นนบี ท่านสุดท้ายของมุฮัมมัด ศ็อลฯ แต่เพราะเจตนาลับๆของเขาที่จะทำลายรากฐานของอิสลามยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เขาจึงไม่เคยที่จะสดับฟังคำแนะนำจากความจริงใจของท่านอะลีแม้สักนิดหนึ่ง แล้วคนประเภทนี้จะอ้างว่าเป็นมุสลิมได้อย่างไร ยิ่งการอ้างว่าเป็นผู้รักท่านอะลีและอะหฺลุลบัยด้วยแล้ว อย่าพูดถึงเลย เขาเป็นได้แค่นักต้มตุ๋นตัวใหญ่และเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ที่กล้าได้กล้าเสี ย ก็เหมือนกับชัยฏอนที่ไม่ยอมทำความเคารพท่านนบีอาดัม

อิบนฺ ซะบาอฺเองก็ไม่ยอมละทิ้งทัศนะแบบพวกมุชริกีนในส่วนที่เกี่ยวกับพระเจ้าและนบีท่านสุดท้าย และยิ่งเหมือนชัยฏอนเข้าไปใหญ่เมื่อเขาทำให้บรรดามุสลิมจำนวนมากหลงทาง และการเผยแพร่สิ่งชั่วร้ายที่ทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงทางยังคงดำรงอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สงสัยว่า ท่านอะลี รอฎิฯเผาเขาจนตายจริงหรือ? จากข้อสนับสนุนบางประการทำให้มองได้ว่า เขาได้หลบหนีการลงทัณฑ์ไปอาศัยอยู่ที่เมืองมะดาอินและอะซัรฺบัยญาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเพียรพยายามเทศนาสั่งสอนเรื่องราวที่ถูกบิดเบือนของอิส ลาม นอกจากนี้เขายังพยายามที่จะเพาะความเป็นศัตรู ความแตกแยกและความเกลียดชังในหมู่มุสลิมกลุ่มต่างๆ เพื่อให้สาแก่ใจสำหรับความเป็นปฏิปักษ์ของคนยะฮูดีที่มีต่ออิสลาม

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของอิบนฺ ซะบาอฺ

จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของอิบนฺ ซะบาอฺนั้นลึกล้ำมากเหลือเกิน จุดมุ่งหมายสูงสุดของศัตรูอิสลามผู้น่าสะพรึงกลัวผู้นี้ได้แก่ การขุดรากถอนโคนรากฐานของอิสลามและการกวาดล้างร่องรอยของศรัทธาอันแท้จริงที่มีต่อพระเจ้าให้สูญสิ้นไปจากหน้าโลก ที่ว่าน่าสะพรึงกลัวก็เพราะยะฮูดีผู้นี้ทำงานอย่างชาญฉลาดและซ่อนเร้นอยู่ภาย ใต้คราบของความเป็นมุสลิม จิตใจที่มีเล่ห์กระเท่ห์ของเขาเฝ้าจับจ้องหาช่วงเวลาและโอกาสอันเหมาะสมสำหรับจู่โจมทำลายรากฐานของอิสลามอยู่เสมอ เพื่อที่จะให้จุดมุ่งหมายของตนสัมฤทธิผล เขาไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเลยว่าวิธีการที่ตนเองนำมาใช้จะสะอาดหรือสก ปรกหรือไม่ ก็เหมือนกับปีศาจร้ายทั้งหลาย เขาค่อยๆชอนไชวิธีการของเขาเข้าสู่หัวใจของคนมุสลิมธรรมดาสามัญ และภายใต้คำพูดหวานชื่นที่ว่ารักท่านอะลี รอฎิฯและลูกหลานของท่านศาสดา ศ็อลฯ เขากลับหยิบยื่นยาขมที่เป็นลัทธิบูชาพระเจ้าหลายองค์(การชิริกต่ออัลลอฮฺ ศุบหฯ) และการปฏิเสธคำสั่งห้ามคำสั่งใช้ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในอัล-กุรฺอาน เขาสามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโครงสร้างของบทบัญญัติและคำสอนของอิสลามทั้งหมดได้ราวกับว่ามันเป็นการสะกดจิตอย่างนั้น

มีต่อ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:09:42 »

ต่อ


กิจกรรมที่เป็นภัยของอิบนฺ ซะบาอฺ

หลักเตาฮีดหรือหลักการว่าด้วยเอกภาพของพระเจ้าเป็นแก่นและเป็นรากฐานของอิสลาม อิบนฺ ซะบาอฺได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะบิดเบือนแนวความคิดขนานแท้ดั้งเดิมของหลักการดังกล่าว เขาเริ่มต้นเกมอันชั่วช้าของเขาโดยการยกยอท่านอะลี รอฎิฯ และวาดภาพท่านอะลีให้ดูโดดเด่นสูงส่งกว่าบุคคลสำคัญอื่นๆทั้งหมดของอิสลาม ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยของท่าน เขายกย่องสรรเสริญท่านอะลี รอฎิฯจนเกินความเป็นจริง เป็นการพูดเกินความเป็นจริงมากเสียจนน่าเกลียด จนถึงขนาดที่ว่าสถานภาพของท่านอะลี รอฎิฯดูเหมือนจะสูงส่งกว่าสถานภาพของบรรดานบีทั้งหลาย เขาได้กุเรื่องท่านอะลีแสดงปาฏิหารย์มากมายหลายเรื่องด้วยกัน ลักษณะของปาฏิหารย์นั้นก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพเหนือมนุษย์ และประชาชนที่อยู่ใต้อิทธิพลของเขาจะได้เชื่อว่า ท่านอะลี รอฎิฯเป็นมนุษย์วิเศษที่มีพลังของพระเจ้า

ในเวลาต่อมาอิบนฺ ซะบาอฺได้บอกอย่างลับๆกับบรรดาสาวกที่ใกล้ชิดของเขาว่า ท่านอะลี รอฎิฯมีสภาพพระเป็นเจ้า และสมควรที่จะขนานนามว่าเป็นพระเจ้าจุติลงมา ชาวอาหรับก๊กซฺาตจำนวน 70 คนเชื่อมั่นในหลักศรัทธาดังกล่าวจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น จนแม้กระทั่งท่านอะลี รอฎิฯต้องตัดสินประหารพวกเขาทั้งหมดให้ตายด้วยไฟ

แต่ความเชื่อผิดๆดังกล่าวมิได้ตายไปพร้อมกับการดับชีวิตของคนนอกรีตจำนว น 70 คนนั้น ความเชื่อแบบมุชริกีนนี้ได้เผยแพร่ออกไปท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมายโดย สามารถเล็ดลอดหูตาของผู้เจริญรอยตามอิสลามอันบริสุทธิ์ดั้งเดิมไปได้ จนแม้ปัจจุบัน ชาวชีอะฮฺกลุ่มนุซัยรียังมีความเชื่อว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าจุติลงมา อาจมีคนมากมายไม่กล้ายอมรับอย่างเปิดเผย แต่ลึกๆกลับศรัทธาว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้าจุติลงมาจริง ทั้งนี้ก็เพราะว่าความเชื่อเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มิได้เกิดจากความคิดด้วยเหตุผลเสมอไป

อิบนฺ ซะบาอฺมีความเบิกบานใจเป็นอย่างมากที่พบว่า แม้ภายหลังท่านอะลี รอฎิฯจะประหารชีวิตคนจำนวน 70 คนเพราะความเลื่อมใสในหลักการนอกรีตดังกล่าว แต่ผู้เลื่อมใสในหลักการนอกรีตก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง แถมแผนการของอิบนฺ ซะบาอฺที่จะเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนหลักเตาฮีตของอิสลามยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง อิบนฺ ซะบาอฺเป็นบุคคลแรกที่เรียกท่านอะลีว่าเป็นพระเจ้า นั่นหมายความว่าเขาเป็นคนบุกเบิกแผ้วถางทางให้กับหลักการนอกรีตอันอุบาทว์ดังกล่าว ต่อมาจึงมีบรรดาผู้นำทางศาสนาหลายคนเกิดไปหลงเชื่อหลักศรัทธาที่เป็นพิษภัยเข้า แล้วเผยแพร่และเทศนาออกไปอย่างเปิดเผย

การบ่อนทำลายหลักเตาฮีตอันบริสุทธิ์ขยายตัวออกไปจนถึงกับว่า อิมามที่สืบทอดตำแหน่งจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งยังเชื่อกันว่ามีอำนาจและส ถานภาพของพระเจ้าด้วยเหมือนกัน ความเชื่อต่อๆมายังแพร่กระจายออกไปว่า อิมามมีความเป็นอมตะเหมือนพระเจ้า อิมามไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่ต้องประสบกับความตาย ถึงแม้ว่าอิมามจะมีเรือนร่างและทรวดทรงเป็นมนุษย์ก็ตาม มีการเผยแพร่ว่าท่านอะลี รอฎิฯยังมีชีวิตอยู่(เหมือนพระเจ้าเอง)และท่านมิอาจตายได้ เพราะว่าไม่มีอิมามท่านใดถึงแก่ความตาย ชาวชีอะฮฺบางกลุ่มยังคิดและเชื่อถึงขนาดว่าท่านอะลีมิได้ถูกฝัง และยังอยู่บนหมู่เมฆ ท่านจะลงมาจากหมู่เมฆและสังหารบรรดาศัตรูของท่านในตอนใกล้อวสานของ โลก ชีอะฮฺบางกลุ่มก็เชื่อว่าอิมามที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากท่านอะลีนั้นก็ยังคงดำรงอยู่เหมือนท่านอะลีไม่มีผิด

ใครคือผู้รับผิดชอบต่อการตั้งให้ท่านอะลีเป็นพระเจ้า

อิบนฺ ซะบาอฺแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อการอุปโลกน์ การเทศนาและเผยแพร่หลักศรัทธาอันเลวร้ายที่เชื่อว่าท่านอะลีเป็นพระเจ้า หลักศรัทธาดังกล่าวเป็นเท็จไม่ใช่หรือ? และตรงกันข้ามกับแนวความคิดอิสลามเรื่องเตาฮีด อัลลอฮฺ ศุบหฯพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้าผู้ทรงควรค่าแก่การเคารพภักดี ผู้เป็นเจ้านายของจักรวาลแต่เพียงผู้เดียว พระเจ้าผู้สร้างและผู้อภิบาลแต่เพียงลำพังไม่ใช่หรือ?

การที่พวกยะฮูดีทั้งหลาย เช่น มิตรสหายและหุ้นส่วนของอิบนฺ ซะบาอฺ จะแสดงความยินดีกับอิบนฺ ซะบาอฺเพราะความสำเร็จในการบ่อนทำลายอิสลามของเขา ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรอยู่มิใช่หรือ? อิบนฺ ซะบาอฺทำการเซาะศรัทธาของมุสลิมจำนวนมากโดยการฉกฉวยเอาแนวความ คิดและศรัทธาอันแท้จริงในเตาฮีด หรือเอกภาพของอัลลอฮฺ ศุบหฯไปจากพวกเขาอย่างลับๆมิใช่หรือ? คนอย่างอิบนฺ ซะบาอฺมิใช่หรือที่ดับชีวิตนิรันดร์ของมุสลิมจำนวนพันๆคนด้วยคำสอน " ชิริก " ซึ่งเป็นผลให้ผู้ที่ทำชิริก(การตั้งภาคีต่อพระเจ้า)ต้องถูกเผาไหม้ในไฟนรก

ความเป็นพระเจ้าของท่านอะลีและอิมามท่านอื่นๆ

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือคำสอนของอิบนฺ ซะบาอฺยังคงมีผลกระทบระยะยาวอยู่จนถึงทุกวันนี้ ชาวชีอะฮฺส่วนใหญ่มีความเชื่อในความเป็นพระเจ้าของท่านอะลี รอฎิฯ และอิมามท่านอื่นๆที่เป็นลูกหลานของท่าน แม้แต่พวกสุนนีย์บางส่วนยังมีความเชื่อในเรื่องนี้เหมือนกัน มีการกุเรื่องปาฏิหารย์และกระจายเรื่องนี้ออกไปยังประชาชนที่เชื่องมงายและไ ม่รู้เรื่องรู้ราว ดังตัวอย่างเช่นมีรายงานหนึ่งกล่าวว่า ในระหว่างค่ำคืนเมี๊ยอฺรอจญ์ ท่านศาสดา ศ็อลฯได้พบเห็นสิงโตตัวหนึ่งในระหว่างทาง ท่านศาสดาได้นำแหวนของท่านใส่เข้าไปในปากสิงโตตัวนั้น ณ บริเวณใกล้ๆกับซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา มีมือหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากอาณาจักรของพระเจ้า ดูซิ! มือศักดิ์สิทธิ์ข้างนั้นสวมใส่แหวนวงที่ท่านศาสดา ศ็อลฯใส่เข้าไปในปากของสิงโตตัวที่ท่านพบเห็นในระหว่างเดินทางไปเข้าเฝ้า อัลลอฮฺ ศุบหฯ หลังจากคืนเมี๊ยอฺรอจญ์ผ่านไปแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ท่านศาสดา ศ็อลฯได้เห็นแหวนวงเดียวกันนั้นใส่อยู่ในมือของท่านอะลี รอฎิฯ ที่กล่าวมานี้คือคำอธิบายและภูมิหลังของสมญานาม "ราชสีห์ของพระเจ้า" และ "หัตถ์ของพระเจ้า" ที่ใช้เรียกขานท่านอะลี รอฎิฯ

ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนคติงมงายไร้เหตุผลย่อมจะปราศจากขอบเขตใดๆ ชาวชีอะฮฺมิได้เชื่อเพียงว่าราชสีห์ของพระเจ้า(ท่านอะลี รอฎิฯ)เป็นพลังที่เข้ามาขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากต่างๆเท่านั้น แต่ท่านอะลี รอฎิฯยังได้รับการยึดถือว่าเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองที่แท้จริง ซึ่งตามคำสอนของอิสลามที่บริสุทธิ์และดั้งเดิมถือว่าเป็นซีฟัตหรือพระคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ศุบหฯแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องกุขึ้นมากมายเกี่ยวกับท่านอะลี รอฎิฯ เช่นมีเรื่องหนึ่งเล่าขานกันว่า ก่อนที่ท่านอะลีจะไปจุติเป็นเวลาแสนนานนั้น ท่านอะลี รอฎิฯมีหน้าที่คอยช่วยเหลือนบีหลายต่อหลายคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนบีนูฮฺ คือในขณะที่ท่านและประชาชาติของท่านกำลังประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งพระเจ้าบันดาลให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการลงโทษมนุษย์ที่กำลังทำบาปหยาบช้าอ ยู่ในสมัยนั้น เรื่องเล่านี้ช่างขัดแย้งกับโองการอัล-กุรฺอานโดยสิ้นเชิง เพราะอัล-กุรฺอานระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านนบีนูฮฺก็ดี หรือนบีลูตก็ดี หรือจะเป็นนบียูนุส(อะลัยฮิสสะลาม) ก็ตาม ทุกท่านล้วนแล้วแต่ร้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ศุบหฯเท่านั้น และพระองค์เองนั่นแหละที่ทรงช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากความยุ่งยากทั้งหลาย

ชิริกนั้นเข้าเกาะกุมจิตใจของชาวชีอะฮฺจนแกะไม่ออก ถึงขนาดที่พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือจากท่านอะลี รอฎิฯ แม้ในยามที่พวกเขาประสบกับปัญหาขี้ปะติ๋วเหมือนกับเด็กๆเดินล้มเปาะล้มแ ปะ ริมฝีปากของพวกเขาจะรีบเปล่งออกมาทันทีว่า "ยาอะลี!" หรือโอ้อะลี เพื่อร้องขอความช่วยเหลือ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนคำสอนอันชัดแจ้งของอัล-กุรฺอานที่ระบุว่า "นอกจากอัลลอฮฺแล้ว ไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกเจ้า หรือเป็นผู้สนับสนุนของพวกเจ้า" อัลลอฮฺ ศุบหฯทรงตรัสไว้ในอัล-กุรฺอานซูเราะฮฺยูนุส เพื่อห้ามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดว่า "และเจ้าอย่าได้วิงวอนนอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ แก่สิ่งที่ไม่ให้คุณและโทษแก่เจ้า ดังนั้นหากเจ้ากระทำ(เช่นนั้น) แน่นอนเจ้าก็เป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้ฉ้อฉลทันที" (10 : 106)

ชาวชีอะฮฺทำชิริกในหลายรูปแบบด้วยกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะชิริกได้กลายไปเป็นความเชื่อความศรัทธาที่ยังมีอิทธิพลอยู่ มีเรื่องแปลกมากๆเรื่องหนึ่งคือ ชาวชีอะฮฺเชื่อว่าสิ่งที่ท่านนบีมูซา อะลัย ฮิสสะลาม พบเห็นบนภูเขาสีนายนั้น ที่จริงเป็นเพียงแสงสะท้อนจากแสงของท่านอะลี รอฎิฯเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ขณะที่ท่านศาสดา ศ็อลฯเดินทางไปถึงบัลลังก์ของอัลลอฮฺ ศุบหฯในค่ำคืนเมี๊ยอฺรอจญ์ ที่จริงท่านศาสดาพบท่านอะลีอยู่หลังม่าน โดยเชื่อว่าท่านอะลีและอัลลอฮฺ ศุบหฯนั้นเท่าเทียมกัน และเป็นเพียง " ชื่อสองชื่อจากความเป็นจริงที่เป็นหนึ่งเดียวกัน " (ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ศุบหฯ ที่ต้องอ้างข้อความเช่นนี้)

"อิมาม ซฺะมีน" เป็นการทำชิริกอีกแบบหนึ่งที่ชาวชีอะฮฺทั้งที่มีการศึกษาและไม่มีการศึกษาถือว่ามีความสำคัญ ก่อนที่จะเดินทาง "อิมาม ซฺะมีน" จะปลุกปลอบใจผู้ที่กำลังจะออกเดินทางหรือผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์(ฮุจญาต)ให้มีความมั่นใจว่า "อิมาม" (ไม่ใช่อัลลอฮฺ ศุบหฯ)จะปกป้องคุ้มครองเขาให้พ้นจากความยุ่งยากลำบากทั้งมวลที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง การทำชิริกแบบนี้ได้กลายเป็นสิ่งสากลในสังคมมุสลิมไปเสียแล้ว

อำนาจการโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกจัดระเบียบ

รากฐานและหลักการสำคัญของลัทธิชีอะฮฺ อาทิ อิมามะฮฺ ความเป็นพระเจ้าของท่านอะลี การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งของท่านศาสดาแห่งอิสลามในฐานะของมะฮฺดี อาคิรุสซฺะมาน การสืบทอดอำนาจการปกครองของท่านอะลีในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านศาสดา ศ็อลฯ ทั้งหมดนี้คือการจัดการอันชาญฉลาดของอิบนฺ ซะบาอฺและเป็นผลลัพธ์ของการโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกจัดระเบียบมาเป็นอย่างดี นักปราชญ์ชีอะฮฺ เช่น อุมัรฺ บินอับดุลอะซีซฺ (ผู้แต่งริญาล กาชิ) อบูมุฮัมมัด บินมูซา เนาบัคตี (ผู้แต่งฟัรฺกุสชีอะฮฺ) อัลละมะอฺ นีอฺมะตุ้ลลอฮฺ อัล-ญะซัยริ และมิรฺซา มุฮัมมัด ตากี (ผู้แปลนาชิคุต ตะวาริค) ทุกท่านต่างยอมรับในหนังสือของพวกเขาว่า อับดุลลอฮฺ บินซะบาอฺเป็นคนยะฮูดี มีความรู้ทางศาสนาเป็นอย่างดี เขาเข้ารับอิสลามในสมัยปกครองของท่านอะลี รอฎิฯ เขาทำความผิดอย่างมหันต์จนทำให้ท่านอะลีไม่พอใจเป็นอย่างมากและได้เนร เทศเขาไปยังเมืองมะดาอิน

โดยอาศัยหลักความเชื่อที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้น เช่น อิมามะฮฺ การเป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านอะลี รอฎิฯ การปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่งของท่านศาสดาแห่งอิสลามในฐานะของอิมามที่ 12 หรือมะฮฺดี อาคิรุสซฺะมาน อันมีที่มาจากรังก่อการร้ายของอิบนฺ ซะบาอฺ ยะฮูดีเจ้าเล่ห์ที่เข้ารับอิสลามด้วยเจตนาที่จะทำลายและขุดรากถอนโคนโครงสร้างทางอุดมการณ์ของอิสลาม ชีอะฮฺเองได้ดำเนินการเพื่อโค่นล้มอิสลามที่บริสุทธิ์ดั้งเดิมเป็นเวลานานหลายศตวรรษมาแล้ว พวกเขาได้กระทำให้จุดมุ่งหมายอันชั่วช้าของอิบนฺ ซะบาอฺสัมฤทธิ์ผล โดยหารู้ไม่ว่าตนเองได้เผลอไผลไปรับ ”ยาหอม" ที่พรรณนาเกี่ยวกับ "มุฮับบัต อะหฺลิลบัยตฺ" หรือความรักในลูกหลานของท่านศาสดา ศ็อลฯ เข้าอย่างเต็มเปา ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะอิบนฺ ซะบาอฺมีความเชี่ยวชาญในงานโฆษณาชวนเชื่อ และมองออกว่าจะยกประเด็นไหนขึ้นมาใช้จึงจะบังเกิดผล เขาจึงเลือกที่จะเผยแพร่เรื่องสถานภาพอันสูงส่งของท่านอะลี รอฎิฯ ที่บรรลุถึงขั้นเป็นพระเจ้า ตลอดจนเรื่องการสืบอำนาจการปกครองของท่านในฐานะที่เป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกสุดของท่านศาสดา ศ็อลฯ

หลักการของชีอะฮฺที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นว่าด้วยเรื่องอิมามะฮฺ การสืบอำนาจปกครองเป็นเคาะลีฟะฮฺคนแรกของท่านอะลี รอฎิฯ และการปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งของท่านศาสดาแห่งอิสลามในฐานะของอิมามชีอะฮฺคนที่ 12 เป็นฉนวนให้เกิดสิ่งต่อไปนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

1. การประณามและใส่ร้ายป้ายสีเคาะลีฟะฮฺสามคนแรกของอิสลาม ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือเป็นอย่างสูงจากเหล่ามุสลิมสุนนีย์ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในโลกอิสลาม

2. การดูหมิ่นเหยียดหยามบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านศาสดา ศ็อลฯอย่างเปิดเผย ทั้งๆที่ท่านศาสดา ศ็อลฯเป็นผู้เรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น " แสงไฟกระโจมของทางนำ "

3. ประเด็นปัญหาที่ชาวชีอะฮฺขัดแย้งจะมีการตีความอายะฮฺอัล-กุรฺอานบิดเบือนออกไป

4. มีการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงคำสอนพื้นฐานของอิสลาม อาทิ ละหมาด ซะกาตและคำสั่งห้าม-คำสั่งใช้ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความผิดใหญ่ๆและคำสอนหลักๆ

หลักการนอกศาสนาเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค้ำจุนโดยกลไกการโฆษณาชวน เชื่ออันทรงพลังของชาวชีอะฮฺเป็นเวลานานหลายศตวรรษมาแล้ว กลไกนี้มุ่งที่จะทำลายล้างผู้เจริญรอยตามอิสลามที่แท้จริง ซึ่งช่างเหมือนกับสิ่งที่พวกตาร์ตาร์กระทำไม่มีผิด โดยที่ครั้งนั้นชีอะฮฺตูซี่เป็นผู้เชื้อเชิญให้พวกตาร์ตาร์เข้ามาเข่นฆ่าสังหารพี่น้องมุสลิมเอง

เพื่อที่จะบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของอิสลามให้ได้ อับดุลลอฮฺ บินซะบาอฺแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองระยะด้วยกัน เขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการใช้แผนอันชั่วร้ายโจมตีหลักการเตาฮีดอันบริสุทธิ์ ด้วยการยกย่องให้ท่านอะลี รอฎิฯเป็นพระเจ้า ในระยะที่สอง เขาจึงตั้งเป้าโจมตีไปที่แนวความคิดอันบริสุทธิ์และดั้งเดิมว่าด้วยสถานภาพของศาสดาในอิสลาม

วิธีปฏิบัติงานของเขาช่างเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและแผ่กระจายออกไปอย่างลึก ล้ำ เขาหยิบยื่นแนวความคิดเรื่องอิมามะฮฺให้แก่พี่น้องมุสลิมที่หลงไปเป็นสาวกของเขา กล่าวได้ว่าเขาเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่บอกว่าการศรัทธาในอิมามะฮฺของ ท่านอะลี รอฎิฯเป็นวายิบ(สิ่งจำเป็น)ทางศาสนา ต่อมาเขาก็ค่อยๆนำเอาแนวความคิดใหม่นี้มาผนวกเข้ากับบทบัญญัติของอิสลาม อันดับแรก เขาบอกกับประชาชนว่าศาสดาทุกท่านล้วนมี " วะซี " หรือคนสนิทด้วยกันทั้งนั้น ยูซะ (โยชัว) บินนูนเป็นคนสนิทของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม ในทำนองเดียวกัน ท่านอะลี รอฎิฯเป็นคนสนิทของท่านศาสดา ศ็อลฯ

ต่อมาเขาก็บอกกับประชาชนว่าหลังจากท่านศาสดา ศ็อลฯจากไป ประชาชนต้องมีอิมาม หรือผู้สืบทอดทางจิตวิญญาณและทางโลกโดยชอบธรรมของท่านศาสดา ศ็อลฯ เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็บอกกับประชาชนอีกว่า "วะซีของท่านศาสดา" นั้นเสมอด้วยตำแหน่งศาสดา(นบี)และมีความสามารถที่จะรับวะฮียฺ(การเปิดเผย)ของอัลลอฮฺ ศุบหฯ อิมามในฐานะที่เป็นผู้สืบทอดทางจิตวิญญาณของท่านศาสดา ศ็อลฯ นอกจากจะรับวะฮียฺของอัลลอฮฺ ศุบหฯแล้ว อิมามยังมีอำนาจที่จะแสดงมั๊วยิซาต(ปาฏิหารย์)เหมือนกับศาสดาอีกด้วย นอกจากนี้อิมามยังเป็นผู้บริสุทธิ์ไร้บาปและมลทินทั้งปวง(มะอฺซูม)เช่นเดียวกับศาสดา การเชื่อฟังอิมามเป็นวายิบ(จำเป็น)เหนือประชาชนที่อยู่รอบๆท่าน มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องศรัทธาในอิมามะฮฺเหมือนกับที่จำเป็นต้องศรัทธาในส ภาวะศาสดา(นุบุวะฮฺ) ดังนั้นบุคคลใดก็ตามที่ไม่ยอมศรัทธาในอิมามะฮฺถือได้ว่าอิมาน(ความเชื่อ)ของเขายังบกพร่องอยู่ ท่านอะลีดำรงอยู่ในสถานภาพเดียวกันกับสถานภาพของท่านศาสดาแห่งอิสลาม ถือได้ว่าอิมามคือบุคคลที่อัลลอฮฺ ศุบหฯทรงคัดเลือกเช่นเดียวกับศาสดา และโลกนี้จะปราศจากอิมามที่มีชีวิตมิได้ จำนวนอิมามที่พระเจ้ากำหนดไว้มี 12 ท่าน อิมามที่ 11 คือท่านหะซัน อัสการีถึงแก่กรรมในปี ฮ.ศ. 260 และอิมามที่ 12 บุตรชายของท่านหะซัน อัสการีหายตัวไป และจะกลับมาทำหน้าที่อิมามของประชาชนอีกครั้งหนึ่งในตอนใกล้อวสานของโลก

ดังที่เราได้กล่าวไว้ในตอนต้นๆแล้วว่า อิบนฺ ซะบาอฺได้ยกย่องท่านอะลี รอฎิฯจนถึงระดับของพระเจ้า พร้อมกับอวดอ้างตัวเองว่าเป็นนบี ด้วยเจตนาที่จะบิดเบือนและทำลายหลักการพื้นฐานของอิสลามอย่างชัดแจ้ง เขายกย่องสถานภาพและความคิดความเชื่อในตัวอิมามจนสูงเกินความเป็นจริง จนถึงขนาดว่าความเป็นนบีนั้นเริ่มจะกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญรองลงมา จนเกือบจะไม่สำคัญเอาเสียเลย เขาได้เทศนาและเผยแพร่ว่า อิมามมีความรู้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต เขาทำให้ประชาชนมีความเชื่อว่าอิมามมีอำนาจของพระเจ้าที่จะประกาศว่าสิ่งนี้หะลาลหรือหะรอม มุสลิมส่วนใหญ่เชื่ออย่างมั่นคงว่ากฎชะรีอะฮฺที่บัญญัติว่าสิ่งใดหะลาลและหะรอมนั้น ท่านศาสดา ศ็อลฯได้กำหนดไว้สมบูรณ์แล้วในครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย ดังนั้นจึงไม่มีผู้มีอำนาจคนใดมีอำนาจที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงชะรีอะฮฺได้

อิบนฺ ซะบาอฺเป็นยะฮูดี เขาเห็นพลเมืองยะฮูดีและศาสนายูดายต้องตกต่ำเพราะศาสนาอิสลาม ไฟแห่งการแก้แค้นปะทุขึ้นในหัวใจของเขาและลุกโชนขึ้นเป็นเปลวเพลิงกองใหญ่ เขาต้องการเผาอิสลามและมุสลิมให้ไหม้เป็นจุล

แผนการร้ายของเขาที่จะบิดเบือนพื้นฐานของอิสลามประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เขาสร้างนิกายหนึ่งขึ้นในท่ามกลางมุสลิมที่มีการกระทำและการแสดงตัวในลักษณะต่อต้านคำสอนพื้นฐานของอิสลาม ชาวชีอะฮฺทอดทิ้งกฎชะรีอะฮฺตามที่ตราไว้ในอัล-กุรฺอานและหะดีษของท่านศาสดา ศ็อลฯ แล้วประมวลกฎหมายของตนเองขึ้นตามคำสอนของอิบนฺ ซะบาอฺ

คำสอนของอิสลามนำมาซึ่งวิถีแห่งความเจริญรุ่งเรือง ไม่เหมือนกับพวกคริสเตียนที่เชื่อว่าท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสะลามเป็นพระเจ้าที่ต้องเคารพสักการะ และไม่เหมือนกับพวกยะฮูดีที่ดูถูกเหยียดหยามและสังหารศาสดาของพระเจ้า อิสลามยกย่องและให้เกียรติแก่ท่านศาสดา ศ็อลฯ แต่มุสลิมก็มิได้นับถือท่านในฐานะพระเจ้าที่ต้องเคารพสักการะ ฝ่ายสาวกของอิบนฺ ซะบาอฺยึดถือบรรดาอิมามของพวกเขาเสมอด้วยพระเจ้า ผู้ทรงบัญญัติกฎหมายและคู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากนี้ยังวิงวอนขอความช่วยเหลือต่ออิมามในยามที่พวกเขาประสบความยากลำบาก แน่นอนที่สุด ภารกิจของอิบนฺ ซะบาอฺสัมฤทธิ์ผลอย่างยิ่ง

คำตักเตือนของท่านอะลี รอฎิฯ

โอ้ชีอะฮฺทั้งหลาย! ในเมื่อพวกท่านอ้างว่าตนเองเป็นผู้รักท่านอะลี รอฎิฯอย่างสุดซึ้ง แต่ความรักที่ปราศจากการเชื่อฟังอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งในคำพูดและการกระทำย่อมเป็นการอวดอ้างที่ปราศจากแก่นสารใดๆ ท่านอะลี รอฎิฯได้กล่าวตักเตือนไว้ในหนังสือ "นะหฺญุลบะลาเฆาะฮฺ" ของท่านว่า

"ในไม่ช้าชนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับตัวฉันจะพบกับความพินาศอันเนื่องมาจาก พฤติกรรมที่ไม่ชอบธรรม ชนกลุ่มแรกจะอวดโอ่ว่ารักฉันมากจนเลยเถิด และความรักของพวกเขาจะรุกล้ำขอบเขตของความชอบธรรม ชนกลุ่มที่สองจะแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อฉัน และความเป็นปฏิปักษ์ของพวกเขาจะไม่ชอบธรรม เกี่ยวกับตัวฉัน แนวทางที่ดีที่สุดได้แก่ทางสายกลาง (ฉัน)ขอแนะนำให้พวกท่านอาศัยและเคร่งครัดต่อทางสายกลาง และให้พวกท่านเข้ากับคณะมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด เพราะพระหัตถ์แห่งความเมตตาและการช่วยเหลือของพระเจ้าจะอยู่กับมุสลิม คณะใหญ่ที่สุดเสมอ ระวัง! จงอย่าแยกตัวออกจากมุสลิมคณะใหญ่ที่สุด เพราะว่าบุคคลใดก็ตามที่แยกตัวออกไปจากมุสลิมคณะใหญ่ที่สุด เขาจะตกเป็นเหยื่อความเลวร้ายของซัยฏอน นี่ก็เหมือนกับแพะที่หลงออกจากฝูงแล้วกลายเป็นเหยื่อของสุนัขป่าที่เฝ้าตะครุบอยู่ บุคคลใดก็ตามที่มาขอให้พวกท่านละทิ้งความสัมพันธ์กับมุสลิมคณะใหญ่ที่สุด จงกุดหัวของเขา แม้ว่าหัวนั้นจะอยู่ภายใต้ผ้าโพกหัวของฉัน"

ชาวชีอะฮฺซึ่งอ้างตัวว่าเสียสละเพื่อท่านอะลี รอฎิฯ น่าจะพิจารณาคำตักเตือนดังกล่าวของท่านอะลีอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาพวกเขามิได้แยกตัวเองออกจากคณะมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด แล้วไปสร้างนิกายขึ้นมาใหม่อันเป็นการสวนทางกับคำตักเตือนของท่านอะลี รอฎิฯ มิใช่หรือ? ประการที่สอง คำแนะนำอันชาญฉลาดดังกล่าวของท่านอะลี รอฎิฯเรียกร้องให้ดำเนินสายกลางในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรักและการเคารพนับถือ แต่ช่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่สวนทางกับคำสอนและคำแนะนำดังกล่าว ชาวชีอะฮฺยกท่านขึ้นเป็นพระเจ้าจริงๆ และเชื่อว่าท่านมีอำนาจเหนือธรรมชาติ และเป็นอำนาจของพระเจ้า พวกเขาเรียกท่านอะลี รอฎิฯว่าเป็น " มุชกิล กุชา " หรือผู้ขจัดปัดเป่าความยุ่งยากทั้งปวง ทั้งๆที่อำนาจแก้ไขความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวงนั้นมีอยู่กับอัลลอฮฺ ศุบหฯเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ชาวชีอะฮฺจะหันมาพิจารณาโอวาทดังกล่าวของท่านอะลี รอฎิฯอย่างเคร่งเครียดจริงจัง พร้อมกับยกเลิกการให้ความรักและความเคารพนับถือชนิดที่ทำกันอย่างเลยเถิด และหยุดมองว่าท่านเป็นบุคคลเหนือธรรมชาติที่ควรจะนับถือเป็นพระเจ้าได้เสียที


ที่มา : History of the Shia Creed, Written under active guidance of Imam Ahl-e-Sunnat Maulana Abdus Shakoor Farooqi of Lucknow, published by Sipah-e-Sahabah of Pakistan, pp. 13-30
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:12:51 »

อิบนฺ สะบาอฺเป็นนิทานหรือเป็นเรื่องจริง


ก่อนที่จะศึกษาบทบาทและแนวความคิดของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ อัล-ซุฟฟานี หรืออีกนามหนึ่งคือ อิบนฺ เซาดะฮฺ เราควรจะมาพูดถึงความมีตัวตนอยู่จริงของเขาก่อนจะดีกว่า ปวงนักปราชญ์ให้ความสำคัญกับเขาในระดับสูงทีเดียว บางท่านกล่าวโทษเขาว่า เขาต้องรับผิดชอบต่อลัทธิแปลกปลอมที่เกิดขึ้น นักปราชญ์บางท่านสงสัยในความมีตัวตนอยู่จริงของเขา โดยกล่าวว่าเขาไม่มีตัวตน เป็นเพียงบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นมาตามตำนานเท่านั้น

ท่านศาสตราจารย์อะหฺมัด ชาลาบีกล่าวไว้ในหนังสือของท่านว่า ท่านได้อ่านหนังสือชื่อ “อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ" ของศาสตราจารย์มุรฺตะฎอ อัล-อัสการีย์ คณบดีของคณะศึกษาจุดกำเนิดของศาสนาในอิรัก ซึ่งในหนังสือเล่มนั้นผู้ประพันธ์ได้สรุปว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นเพียงเรื่องที่เล่าลือต่อๆกันมา หรือเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกกุเรื่องขึ้นโดยนักเล่านิทานคนหนึ่งชื่อชัยฟฺ อิบนฺ อุมัร อัต-ตามิมีย์ (มุรฺตะฎอ อัล-อัสการีย์, อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และตำนานอื่นๆ , ภาค 2, หน้า 21, พิมพ์ครั้งที่ 2 โดยกลุ่มพี่น้องมุสลิม, เตหะราน 1981) ทั้งๆ ที่ความจริง ยังมีผู้อื่นที่รายงานเรื่องของอิบนฺ สะบาอฺ แต่อัล-อัสการีย์จงใจที่จะไม่พูดถึง

ในประเทศปากีสถาน มีหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งถูกจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมันซูรฺ ฮุสเซน อัล บุคอรี เป็นหนังสือแปลเป็นภาษาอังกฤษและแจกโดยไม่คิดมูลค่า หนังสือเล่มนี้ยืนยันตามทฤษฎีของมุรฺตะฎอ อัล-อัสการีย์

สำหรับมันซูรฺ ฮุสเซน อัล-บุคอรี ได้ประพันธ์หนังสือเล่มหนึ่งเป็นภาษาเปอร์เซียชื่อ "อับดุลลอฮิ วัฟซานัย เตาะรีกี ดิกเกอร์" เพื่อปฏิเสธเกี่ยวกับความมีอยู่จริงของอิบนฺ สะบาอฺ หนังสือเล่มนี้มีความยาวถึงสามตอนด้วยกัน นับตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งถึงตอนจบของหนังสือ ทั้งหมดเป็นไปเพื่อพิสูจน์ว่าบุคคลที่มีนามว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ เป็นเพียงบุคคลที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้น ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดเคยกล่าวถึงเขามาก่อนเลย จนกระทั่งอิบนฺ ญะรีรฺ อัต-เฏาะบารีย์ ซึ่งตายในปี ฮ.ศ. 310 ได้นำเอาเรื่องอิบนฺ สะบาอฺมากล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของท่าน (เฏาะรีค) หนังสือทั้งหลายก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดถึงบุคคลที่ว่านี้เลย

ดร.ตอฮา ฮุสเซนเป็นอีกคนหนึ่งที่แสดงความสงสัยเกี่ยวกับความมีอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ท่านเขียนเอาไว้ว่า "สำหรับข้าพเจ้าแล้วดูเหมือนว่า บุคคลที่พูดถึงเรื่องราวของอิบนฺ สะบาอฺจนเกินความเป็นจริงนั้นกำลังฝ่าฝืนตัวเองและประวัติศาสตร์จนเกิดความเสียหายอย่างหนัก ประการแรก เราขอตั้งข้อสังเกตุว่า เราไม่พบชื่อของอิบนฺ สะบาอฺปรากฏในหนังสือสำคัญต่างๆ ซึ่งรายงานเกี่ยวกับการกบฏต่อท่านอุษมาน อิบนฺ สะอัดไม่ได้เอ่ยถึงเขา ในขณะที่เขารายงานเรื่องการเลือกตั้งท่านอุษมานและการกบฏต่อท่าน ส่วนอัล-บะลาดูรีย์ก็มิได้อ้างถึงอิบนฺ สะบาอฺในหนังสือ "อันซอบ อัล-อัชรอฟ" ของเขาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งตามความคิดของข้าพเจ้าเห็นว่า หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสืออ้างอิงที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรื่องในทำนองนี้ และยังเป็นหนังสือที่มีรายละเอียดมากด้วย อัต-เฏาะบารีย์กล่าวถึงอิบนฺ สะบาอฺตามรายงานของชัยฟฺ อิบนฺ อุมัร ส่วนนักประวัติศาสตร์ในยุคหลังก็อาศัยอ้างอิงมาจากอัต-ตะบารีย์นั่นเอง" (จากหนังสือการจราจลครั้งสำคัญ โดย ดร.ตอฮา ฮุสเซน, เล่ม , หน้า 132)

ความคิดของดร.ตอฮา ฮุสเซนสอดคล้องกับสิ่งที่ศาสตราจารย์มุรฺตะฎอ อัล-อัสการีย์กล่าวเอาไว้ นั่นก็คือว่า อัต-เฏาะบารีย์เป็นคนแรกที่กล่าวถึงอิบนฺ สะบาอฺ และนักประวัติศาสตร์ในยุคหลังล้วนอาศัยอ้างอิงมาจากเขาทั้งสิ้น

ที่จริงแล้วความจริงมิใช่จะมีแต่อัต-เฏาะบารีย์เท่านั้นที่พูดถึงอิบนฺ สะบาอฺ หากเราศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เราจะพบว่าท่านหะซัน อิบนฺ มุฮัมมัด อิบนฺ หะนะฟีย์ ซึ่งตายในปี ฮ.ศ. 95 ได้กล่าวถึงอิบนฺ สะบาอฺไว้ในหนังสือของท่าน ท่านอิมามอบู หะนีฟะฮฺ ซึ่งตายในปี ฮ.ศ. 150 ได้นำเรื่องนี้มากล่าวไว้ในหนังสือ "อัล-มุสนัด" และท่านสะอัด อิบนฺ อับดุลลอฮฺ ซึ่งตายในปี ฮ.ศ. 301 ยังได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "หนังสือรวมปกิณกะและกลุ่มคณะต่างๆ" นอกจากนี้ อบูมุฮัมมัด อัล-หะซัน อิบนฺ มูซา อัล-เนาบัคตีย์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของชีอะฮฺในสมัยฮิจเราะฮฺศตวรรษที่สาม ถึงกับลงทุนเขียนเรื่องราวของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเสียจนยืดยาวกินเนื้อที่ถึงบทหนึ่งในหนังสือของท่านชื่อ "ฟิรอก อัล-ชีอะฮฺ"

ในหนังสือลิซาน อัล-มีซานของซัยฟิน อิบนฺ ฮาญัรฺ อัล-อัซกอลานีย์ (เล่ม 4, หน้า 22 ฉบับที่พิมพ์โดย ดารฺ อิหฺยา อัต-ตูเราะฮฺ อัล-อะเราะบีย์ ปรับปรุงโดยมุฮัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัล-มัรฺอัชลีย์) ได้พูดถึงอิบนฺ สะบาอฺ โดยอ้างอิงจากหนังสือ เฏาะรีค มะดีนัต ดิมัสกฺ ของอิบนฺ อะซากิรฺ และหนังสือมุสนัด ของอบู ยะอฺลา อัล-เมาวฺซิลีย์ พบว่านอกจากซัยฟฺ อิบนฺ อุมัรแล้ว ยังมีผู้รายงานคนอื่นๆ อีกมาก (กรุณาดู อิบนฺ อะซากิรฺ, เฏาะรีค มะดีนัตดิมัสกฺ, เล่ม 29, หน้า 3-10)

ความจริงอัล-อัสการีย์ได้กล่าวถึงผลงานทางประวัติศาสตร์ของอิบนฺ อะซากิรฺเอาไว้ในหนังสือวิเคราะห์เรื่องอิบนฺ สะบาอฺด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยความกระตือรือร้นที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจ(ผิดๆ)ในจำนวนเรื่องเล่าทั้งหมด 12 เรื่องของอิบนฺ อะซากิรฺ อัล-อัสการีย์หยิบยกเฉพาะเรื่องหนึ่งของซัยฟฺ อิบนฺ อุมัรเท่านั้น โดยทำราวกับว่ารายงานอื่นๆ อีก 11 รายงานไม่มีอยู่ (กรุณาดู อัล-อัสการีย์, อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺและตำนานอื่นๆ, หน้า47) ความจริงใน 11 รายงานที่เหลือมีถึง 10 รายงานที่เล่าโดยคนอื่นๆ นี่คือความจริงที่อัล-อัสการีย์ชอบที่จะละเลยโดยสะดวก

ความจริงการดำรงอยู่จริงของอิบนฺ สะบาอฺนี้ได้รับการพิสูจน์โดยนักปราชญ์ของสายชีอะฮฺ และบรรดาอิมามของพวกเขา ถ้าจะแก้ตัวว่าอัล-อัสการีย์ไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของอัล-อะซากิรฺ หรือคนอื่นๆ ก็อาจจะกล้อมแกล้มฟังได้ แต่ถ้าบอกว่าอัล-อัสการีย์ไม่รู้ถึงมรดกของตนเองนั้น ก็เห็นจะต้องยืนยันคำว่า “ชอบที่จะละเลย” ให้หนักแน่นยิ่งขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ผู้ค้นคว้าวิจัยระดับคงแก่เรียนนั้น เมื่อจะเขียนผลการวิจัย เขาย่อมต้องทุ่มเวลาให้กับการค้นคว้าตำรับตำราต่างๆ มากเป็นพิเศษ และตำราที่เขาจะละเลยไม่ได้เลย นั่นก็คือตำราที่เป็นมรดกทางวิชาการของตนเอง

แต่ในบทสำรวจประวัติศาสตร์ของเขา ซึ่งอัล-อัสการีย์อ้างว่ากระทำอย่างละเอียดลออจริงๆ เขากลับไม่พูดถึงตำรับตำราของพวกตนแม้แต่น้อย ข้อเท็จจริงนั้นก็คือ การมีอยู่จริงของอิบนฺ สะบาอฺได้รับการพิสูจน์รับรองโดยหนังสือบันทึกชีวประวัติบุคคลต่างๆ ของชีอะฮฺเกือบทุกเล่ม ดร.สะอฺดีย์ อัล-ฮาชิมีย์ ในหนังสือของเขาชื่อ อิบนฺ สะบาอฺ : หะกีเกาะฮฺ ลา เคาะยาล(หน้า 25-28, มักตะบะฮฺ อัด-ดารฺ, มะดีนะฮฺ ฮ.ศ. 1406) ได้จัดทำบัญชีตำราของชีอะฮฺที่รับรองการมีอยู่จริงของอิบนฺ สะบาอฺได้ถึง 20 รายการด้วยกัน ขอยกตัวอย่างหนึ่งเช่น หนังสืออิคติยารฺ มะอฺริฟัต อัรฺ-ริญาล ซึ่งอบู ญะอฺฟัรฺ อัต-ตูซีย์ได้ปรับปรุงจากผลงานของอบู อัมรฺ อัล-กัชชีย์ ซึ่งเป็นพจนานุกรมประวัติผู้รายงานหะดีษของชีอะฮฺในฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 4

ในหนังสือดังกล่าว หัวข้ออิบนฺ สะบาอฺมีข้อมูลยาว 2 หน้า(323-324) ประกอบไปด้วยรายงานต่างๆ กันถึง 5 รายงาน ตรงกับหมายเลข 170-174 ต่อไปนี้เป็นรายนามของอิมามทั้ง 5 ที่เป็นต้นต่อของรายงานเรื่องนี้ :

     170 : รายงานโดยอิมามมุฮัมมัด อัล-บากิรฺ
     171 : รายงานโดยอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก
     172 : รายงานโดยอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก
     173 : รายงานโดยอิมามซัยนุล อาบิดีน
     174 : รายงานโดยอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก

(กรุณาดู อิคติยารฺ มะอฺริฟัต อัรฺ-ริญาล, หน้า 323-324, อัส-ซัยยิด มะฮฺดี อัร-ริญาลีย์, พิมพ์โดยมุอัซสะสะฮฺ อะหฺลุลบัยตฺ, เมืองกุม, ฮ.ศ. 1404)

ผู้รายงานในหลักฐานข้างต้นทั้งหมดคือชีอะฮฺ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะนำสมมุติฐานของอัล-อัสการีย์มาใช้กับรายงานต่างๆ ที่อัล-กัชชีย์เป็นผู้บันทึกไว้ เราคงต้องสรุปว่า ซัยฟฺ อิบนฺ อุมัรมีความเก่งกาจสามารถเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับประสบความสำเร็จในการล่อลวงอิมาม(ผู้ที่เชื่อกันว่าดำรงอยู่ในภาวะมะอฺศูม - ไร้บาปไร้มลทิน)ให้หลงเชื่อว่าอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺนั้นมีตัวมีตนจริงๆ ทั้งที่นายซัยฟฺ อิบนฺ อุมัรกุมันขึ้นมาจากจินตนาการอันบิดเบี้ยวของเขา

แท้ที่จริงแล้ว อิบนฺ สะบาอฺมีบทบาทอันน่าทึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์ความแตกแยกของอิสลามเลยทีเดียว เขาเป็นคนแรกที่หว่านเมล็ดพันธ์ของลัทธิแห่งความแปลกแยกนี้ลงในสมัยของท่านอุษมาน รอฎิฯ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเองนั่นแหละที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่องนี้ เพราะเหตุนี้ บรรดาหนังสือตำราที่เขียนโดยชาวสุนนีย์ ชาวชีอะฮฺ และแม้กระทั่งบรรดานักบูรพาคดี(Orientalists)ต่างก็มิได้ละเลยบุคคลผู้นี้แม้แต่น้อย ที่จริงบุคคลเหล่านี้ล้วนอุทิศพื้นที่ดีๆ ในหนังสือของพวกเขาให้กับประวัติของผู้มีนามว่าอิบนฺ สะบาอฺ เนื่องจากประวัติตอนนี้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์มิใช่น้อยเลย

การปฏิเสธความมีอยู่จริงของตัวอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺจึงเป็นพยานหลักฐานส่อให้เห็นถึงความเขลาและการละเลยข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ดังที่มีบันทึกอยู่ในหนังสือที่เชื่อถือได้ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราควรจะพิจารณาหนังสือต่างๆ ที่เขียนโดยนักปราชญ์สำคัญๆ ของชีอะฮฺ สุนนีย์และนักบูรพาคดีจะเป็นการดีกว่า ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อจะได้ทำให้ความมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ของอิบนฺ สะบาอฺมีความชัดเจนยิ่งขึ้น และเพื่อที่จะปฏิเสธทัศนะของนักเขียนร่วมสมัยบางคนที่สรุปว่าอิบนฺ สะบาอฺเป็นเพียงผู้มีอยู่ในตำนานเท่านั้น


Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64

2. เว็บไซต์ www.ansar.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:14:38 »

สาเหตุที่มีการปฏิเสธความมีอยู่จริงของอิบนฺ สะบาอฺ




เมื่อเราศึกษาความรู้สึกนึกคิดของคนที่กล่าวว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺไม่เคยมีอยู่จริง เราพบว่าคนพวกนี้มีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายบางประการ นั่นคือ ต้องการจะพิสูจน์ว่าอัช-ชีอะฮฺนั้นมีอยู่ในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ แล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงที่ท่านรสูลสิ้นชีวิต(วะฟาต) นักปราชญ์บางท่าน เช่น ฮุสเซน บัคชฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "อิมามัตและมุลูกียะฮฺ" ฉบับพิมพ์เป็นภาษาอุรฺดู ความว่า "แท้ที่จริงแล้วหลักความเชื่อของชีอะฮฺเริ่มต้นในวันที่ท่านอิมามอะลีปฏิเสธไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจและทำการท้าทายอำนาจดังกล่าว วันที่ท่านทำให้เป็นที่ชัดเจนถึงสิทธิของท่านในการสืบการปกครองโดยแสดงพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ รัฐบาลในสมัยนั้นไม่สามารถแก้ตัวกับหลักฐานดังกล่าวได้" (จากหนังสือ อิมามัตและมุลูกียะฮฺ ฉบับภาษาอุรดู โดยฮุสเซน บัคชฺ หน้า 66)

นักปราชญ์บางคนอ้างว่า คำว่า "ชีอะฮฺ" เป็นคำที่รู้จักกันดีในสมัยท่านรสูล ศ็อลฯ และอัต-ตะชัยยุอฺนี้ดำรงอยู่ตั้งแต่สมัยของท่านรสูลแล้ว พวกเขากล่าวว่า ผู้ให้กำเนิดอัต-ตะชัยยุอฺในอิสลามนั้น แท้ที่จริงก็คือผู้ให้กำเนิดอัช-ชารีอะฮฺ(หรือระบอบอิสลาม)นั่นเอง ที่พูดอย่างนี้ก็หมายความว่า เมล็ดพันธุ์ของอัต-ตะชัยยุอฺได้ถูกเพาะลงพร้อมกับเมล็ดพันธุ์ของอิสลามเคียงคู่กันมาและเท่าเทียมกัน (จากหนังสือ อะหฺลิ อัช-ชีอะฮฺและจุดเริ่มต้นของอัช-ชีอะฮฺ โดยมุฮัมมัด อัล-ฮุสเซน หน้า 87)

ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ "อัช-ชีอะฮฺในประวัติศาสตร์" โดย มุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-เซฺน กล่าวว่า "อัต-ตะชัยยุอฺปรากฏในสมัยของท่านศาสดาแห่งอิสลาม ด้วยโอวาททั้งหลายของท่าน ท่านได้บ่มเพาะหลักความเชื่อของอัต-ตะชัยยุอฺไว้สำหรับท่านอะลีและครอบครัวของท่าน พร้อมกับสถาปนามันขึ้นในหัวใจของบรรดามุสลิมทั้งหลาย แท้จริงแล้วท่านได้สั่งให้มีอัต-ตะชัยยุอฺอยู่บ่อยๆ ในหลายวาระด้วยกัน" (จากหนังสืออัช-ชีอะฮฺในประวัติศาสตร์ โดยมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-เซฺน หน้า 29)

อัล-อิมาม อัล-มุซซัฟฟะรีย์คิดว่า "การเรียกร้องไปสู่ตะชัยยุอฺเริ่มต้นขึ้นในทันทีที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ผู้ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ได้ป่าวประกาศก้องในตรอกซอยเมืองมักกะฮฺ และบนภูเขาทั้งหลาย ด้วยการเปล่งถ้อยคำว่า ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ’" (จากหนังสือประวัติศาสตร์ของชีอะฮฺ โดยมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-มุซซัฟฟะรีย์ หน้า 8, 9)

เชคมุฮัมมัด กาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺ อ้างหะดีษหลายตอนเพื่อจะพิสูจน์ว่าอัต-ตะชัยยุอฺนี้มีต้นกำเนิดในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ และท่านรสูลเองนั่นแหละที่เป็นผู้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ของอัต-ตะชัยยุอฺด้วยตัวท่านเอง หนึ่งในหะดีษเหล่านี้ได้แก่ "ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า บุรุษผู้นี้และบรรดาผู้สนับสนุนของเขา(นั่นคือชีอะฮฺของเขา)จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในวันอวสาน" อีกตอนหนึ่งปราชญ์ชีอะฮฺผู้นี้ได้ยกข้อความจากอัล-กุรฺอานมาเป็นหลักฐาน ดังความว่า "แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำสิ่งดีงามต่างๆ พวกเหล่านั้นเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด" (98 : 7)

เมื่ออายะฮฺดังกล่าวถูกประทานลงมา ท่านรสูล ศ็อลฯ ได้กล่าวกับท่านอะลีว่า "เจ้าและบรรดาผู้สนับสนุนของเจ้าจะยืนขึ้นในวันอวสานอย่างอิ่มอกอิ่มใจและเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง"

สิ่งที่ทำให้เชคกาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺยืนกรานว่า หลักความเชื่อของชีอะฮฺได้ปรากฏในสมัยของท่านศาสดา ศ็อลฯ แล้วนั้น ได้แก่ข้อพิสูจน์ที่ว่ามีเศาะฮาบะฮฺบางคนให้การสนับสนุนและรักท่านอะลี เชคกาชิฟมิได้มองความรัก และการสนับสนุนดังกล่าวในลักษณะธรรมดาๆ แต่ได้ตีความพฤติกรรมดังกล่าวไปจนไกลสุดกู่ ท่านเชคคิดว่าการสนับสนุนของพวกเขาคือการมุ่งหมายให้ท่านอะลีเป็นอิมาม อิมามผู้ที่จะมาพูดเพื่อท่านรสูล ศ็อลฯ มาอรรถาธิบายและตีความคำสั่งต่างๆ ของท่าน ตลอดจนมาเปิดเผยความลึกลับเกี่ยวกับการปกครองและวิทยปัญญาของท่าน (จากหนังสืออะหฺลิ อัช-ชีอะฮฺและจุดเริ่มต้นของอัช-ชีอะฮฺ โดยเชคมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-กาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺ หน้า 54,55)

ถ้าเราพิจารณาความคิดเห็นที่กล่าวมาข้างต้นอย่างพินิจพิเคราะห์ เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า ความคิดเห็นดังกล่าวปราศจากความจริงหรือความถูกต้องโดยสิ้นเชิง ความคิดของชาวชีอะฮฺตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสำคัญๆ ของพวกเขา ไม่มีร่องรอยอยู่ในยุคสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ หรือแม้ภายหลังวะฟาตของท่านเลยแม้แต่น้อย ข้อเท็จจริงก็คือ แนวความคิดของชีอะฮฺได้รับอิทธิพลมาจากข้อคิดเห็นของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ซึ่งนำทรรศนะแปลกปลอมนี้มาจากยะมัน โดยหวังจะทำการแก้แค้นมุสลิม เพราะมุสลิมเคยใช้มาตรการบางอย่างจัดการกับพวกยะฮูดีในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ และภายหลังวะฟาตของท่าน ทั้งนี้เนื่องมาจากการกระทำที่เป็นภัยของพวกเขา ดังนั้นเราจึงเห็นว่าชาวชีอะฮฺจะให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้นต่ออิบนฺ สะบาอฺและพลพรรคของเขาที่เป็นกบฎต่อท่านอุษมาน รอฎิฯ ตัวอย่างเช่น อัลละมาอฺ ฮุสเซน บัคชฺ นักปราชญ์ชีอะฮฺท่านหนึ่งได้วิจารณ์การสังหารท่านอุษมาน รอฎิฯ เอาไว้ว่า "การประหารอุษมานมิใช่อาชญากรรมแต่อย่างใด การประหารเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพื่อความสำเร็จของสังคมอิสลาม ฝ่ายท่านอะลีนั้น ท่านไม่พอใจที่จะปกป้องอุษมาน" (จากหนังสืออะหฺลิ อัล-ชีอะฮฺและจุดเริ่มต้นของอัล-ชีอะฮฺ โดยเชคมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-กาชิฟ อัล-ฆิตะฮฺ หน้า 54, 55)

ลำพังประโยคนี้เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่า ชีอะฮฺเห็นด้วยกับอาชญากรรมที่อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺและพรรคพวกของเขาก่อขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า เขาเป็นผู้ก่อตั้งแนวทางให้กับชาวชีอะฮฺนั่นเอง สำหรับความคิดความรู้สึกที่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ โดยอ้างว่าอัต-ตะชัยยุอฺมีอยู่แล้วในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ หรือหลังจากท่านวะฟาตได้ไม่นานนัก การกล่าวอ้างเช่นนี้ช่างไร้ความจริงเสียเหลือเกิน แม้แต่ในหมู่ชาวชีอะฮฺด้วยกัน ที่จริงมีบางคนไม่ยอมรับเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำไป ตัวอย่างเช่น อิบนุล นะดีมคิดว่าการก่อตั้งชีอะฮฺเกิดขึ้นในวันที่มีการทำสงครามอูฐ(อัล-ญะมาล) เขากล่าวว่า “เมื่อฏอลหะฮฺและซุเบรฺขัดแย้งกับท่านอะลี และปฏิเสธแนวทางแก้ไขปัญหาทุกประการ นอกจากการล้างแค้นให้กับโลหิตของอุษมาน ท่านอะลีถูกบีบบังคับให้ทำการสู้รบกับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะสำนึกผิด และหันกลับมาเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ ศุบหฯ บุคคลที่สนับสนุนท่านอะลีนั้นเรียกว่าอัช-ชีอะฮฺ(ผู้สนับสนุน)" (จากหนังสืออิมามัตและมุลูกียะฮฺ ฉบับภาษาอุรดู โดยอัลละมาอฺ ฮุสเซน บัคชฺ หน้า 123)

ชาวชีอะฮฺบางคนกล่าวว่า "นาม(ว่าชีอะฮฺนั้น)เกิดขึ้นในวันที่มีการทำสงครามฮุเนน" (หนังสือดรรชนี โดยอิบนุล นะดีม หน้า 249) อิบนฺ ฮัมซะฮฺและอบู ฮาติม ตลอดจนชีอะฮฺบางคนเป็นผู้ยืนยันความเห็นข้างต้น

ถ้าเรายอมรับข้อคิดเห็นดังกล่าวที่ว่าอัช-ชีอะฮฺเริ่มต้นในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ ท่านรสูลเองเป็นผู้ริเริ่มเรียกร้องเชิญชวนไปสู่การสนับสนุน(อัต-ตะชัยยุอฺ)ท่านอะลี รอฎิฯ และว่า อัต-ตะชัยยุอฺ นี้ได้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการเรียกร้องไปสู่ "พยานหลักฐานสองประการ" (อัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺ)ดังความเห็นของมุฮัมมัด ฮุสเซน อัล-มุซซัฟฟะรีย์แล้ว เมื่อนั้นเราเห็นจะต้องยอมรับว่า ภารกิจของท่านรสูล ศ็อลฯ มิได้มีอะไรเลย นอกจากจะเป็นการจัดตั้ง “พรรค" หนึ่งให้กับท่านอะลี รอฎิฯ และยังทำหน้าที่โฆษณาชวนเชื่อให้กับพรรคดังกล่าวเสียด้วย (ขออัลลอฮฺ ศุบหฯ อภัยโทษให้เราด้วยที่ต้องสมมุติเช่นนี้)

ข้อเท็จจริงก็คือ มุฮัมมัด ศ็อลฯ ศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ของเราช่างห่างไกลจากการมีความคิดที่คับแคบอะไรเช่นนั้น ภารกิจของท่านคือการอบรมพร่ำสอนเรื่องความรัก ความห่วงใยและความร่วมมือในระหว่างมนุษย์ คำสอนของท่านเชื่อมโยงมวลมุสลิมทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันในภราดรภาพ จัดได้ว่าเรื่องนี้เป็นความสำเร็จของภารกิจที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้กระทำไว้ ทำให้มันแตกต่างๆ กับศาสนาอื่นๆ อัลลอฮฺ ศุบหฯ ทรงถือว่าภราดรภาพเป็นหนึ่งในความเมตตาที่พระองค์ประทานให้กับมวลมุสลิม ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอานความว่า "และพวกเจ้าจงระลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่ทรงประทานแก่พวกเจ้า เมื่อครั้งพวกเจ้าเคยเป็นศัตรูต่อกัน แล้วพระองค์ได้ทรงประสานระหว่างหัวใจของพวกเจ้า ต่อมาพวกเจ้าก็เปลี่ยนมาเป็นพี่น้องกันโดยความกรุณาของพระองค์" (3 : 103)

สมมุติว่าอัช-ชีอะฮฺดำรงอยู่ในสมัยของท่านรสูล ศ็อลฯ และท่านเองเป็นผู้ก่อตั้งพรรคดังกล่าวด้วยตัวของท่านเองแล้ว คำถามก็คือ เกียรติคุณของพรรคนี้อยู่ตรงไหนในประวัติศาสตร์ แล้วทำไมพี่น้องมุสลิมถึงเลือกท่านอบูบักรและท่านอุมัร รอฎิฯ เป็นเคาะลีฟะฮฺด้วยความเต็มใจ ทำไมพวกเขาถึงไม่ปฏิเสธท่านผู้นำทั้งสอง ถ้าพวกเขาขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำด้วยความไม่ชอบธรรม เมื่อไม่ชอบธรรมแล้ว ทำไมพวกเขาถึงไม่พยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องเสียเล่า

มวลมุสลิมทั้งปวงจะต้องแสดงออกซึ่งความคิดเห็น เหมือนกับที่พวกอัล-เคาะวาริจญ์แสดงความคิดเห็นของพวกเขาออกไปโดยปราศจากการลังเล มิใยว่าทัศนคติของพวกเขาจะมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ตามที


โดยสรุปก็คือ การปฏิเสธการมีอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺนั้นมิได้ตั้งอยู่บนข้อพิสูจน์หรือหลักฐานแต่ประการใด ดังพยานหลักฐานที่เราคัดมาจากหนังสือตำรับตำราของนักปราชญ์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เราเห็นว่าการปฏิเสธนั้นไม่ได้ดำเนินไปตามความจริง ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้อย่างหนักแน่นว่า อัต-ตะชัยยุอฺนั้นถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาจากความคิดของยะฮูดี คนกลุ่มแรกที่หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ของอัต-ตะชัยยุอฺ คนกลุ่มแรกที่ก่อตั้งอัต-ตะชัยยุอฺ แล้ววางหลักการพื้นฐานให้กับมันได้แก่พวกยะฮูดีนั่นเอง อาทิ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และนักโฆษณาชวนเชื่อกลุ่มหนึ่งที่ปฏิบัติงานทั้งโดยลับและเปิดเผย

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺมีบทบาทในประวัติศาสตร์อย่างใหญ่หลวง ทุกวันนี้อิสลามยังคงต้องเจ็บช้ำเพราะความคิดความเห็นของเขา ซึ่งเป็นเหตุให้เอกภาพของมุสลิมต้องพินาศไป มุสลิมแบ่งแยกแตกออกเป็นกลุ่มเป็นนิกายที่ต่างทำสงครามและเย้ยหยันซึ่งกันและกัน โดยทั้งหมดนี้ต่างก็ทำในนามของอิสลามด้วยกันทั้งนั้น



Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64

2. เว็บไซต์ www.ansar.org

   
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:16:39 »

อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺในหนังสือของชีอะฮฺ




ในบรรดาหนังสือสำคัญๆ ของชีอะฮฺ มีหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเอาไว้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ :

อัล-กุลัยนีย์ ปราชญ์ชีอะฮฺผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "อัล-กาฟีย์" เล่ม 7 หน้า 257 ว่า "มีคนบางคนมาหาท่านอะมีรุ้ล มุอฺมินีน แล้วกล่าวว่า "ขอความสันติจงมีแด่ท่าน พระผู้เป็นเจ้าของเรา" ท่านจึงสั่งให้พวกเขาเตาบะฮฺ(สำนึกผิดและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ศุบหฯ) แต่พวกเขาปฏิเสธ ดังนั้นท่านจึงขุดหลุมขึ้นมาแล้วสุมไฟขึ้น จากนั้นจึงโยนพวกเขาลงไปในหลุมไฟ"

อนึ่งอัล-กาฟีย์นี้เป็นหนังสือที่แต่งโดยอัล-กุลัยนีย์ นับเป็นหนังสืออ้างอิงที่สำคัญที่สุดของชาวชีอะฮฺ อิมาม อัล-มุนตะซอรฺหรืออิมามมะฮฺดีของชาวชีอะฮฺได้กล่าวยกย่องหนังสือเล่มนี้ว่า “อัล-กาฟีย์นี้เพียงพอแล้วสำหรับพลพรรค(ชีอะฮฺ)ของเรา"

อบูมุฮัมมัด อัล-หะซัน อิบนฺ มูซา อัล-เนาบัคตีย์ ซึ่งถือกันว่าเป็นปราชญ์ชีอะฮฺที่สำคัญคนหนึ่งในศตวรรษที่สาม ได้กล่าวถึงอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “ฟิรอก อัล-ชีอะฮฺ" ความตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า :

"อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ให้ร้ายอบูบักร, อุมัร, อุษมาน และเศาะหาบะฮฺคนอื่นๆ และยังปฏิเสธความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านั้น เขาอ้างว่าท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม นั่นแหละที่ใช้ให้เขาทำเช่นนั้น ท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม จับกุมเขา และขอให้เขาอธิบายพฤติกรรมของเขา เขายอมรับความผิด ท่านอะลีมีคำสั่งให้ประหารเขาเสีย ประชาชนพากันร่ำร้องว่า “โอ้ท่านอมีรุ้ลมุอฺมินีน! ท่านจะเด็ดชีพของบุรุษที่เชิญชวน(ผู้คนทั้งหลาย)ให้รักท่านและอะหฺลุลบัยตฺ และเรียกร้อง(ประชาชน)ไปสู่วิลายะฮฺของท่าน แถมยังตัดความสัมพันธ์กับเหล่าศัตรูของท่านได้อย่างไร" ดังนั้นเขา(ท่านอะลี)จึงเนรเทศเขา(อิบนฺ สะบาอฺ)ไปยังเมืองมะดาอิน(หรือเมืองเซสิโฟน - เมืองหลงของจักรวรรดิ์เปอร์เซียในครั้งกระนั้น) ผู้ทรงความรู้บางคนจากกลุ่มผู้ติดตามท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม กล่าวว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นชาวยะฮูดีที่มาเข้ารับอิสลามและเกาะติดท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม เมื่อครั้งที่ยังนับถือศาสนายูดาย เขาเคยอ้างว่า ยูชะอฺ(โยชัว) บิน นูน เป็นวะซีย์(ผู้สืบทอดอำนาจ)ของท่านนบีมูซา ภายหลังเมื่อเขาได้เข้ารับอิสลามแล้ว หลังจากท่านนบี ศ็อลฯ วายชนม์ไปแล้ว เขาถือว่าท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม มีฐานะเช่นเดียวกับยูชะอฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นคนแรกที่ประกาศอิมามะฮฺของท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม เขาตัดความสัมพันธ์กับศัตรูของท่าน และประกาศว่าคนเหล่านั้นเป็นฝ่ายปรปักษ์ของเขา เพราะเหตุนี้ บรรดาผู้ที่ต่อต้านชีอะฮฺจึงกล่าวว่า ชีอะฮฺและและรอฟิเฎาะฮฺมีกำเนิดมาจากศาสนายูดาย"

"ขณะที่อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺอยู่ที่เมืองมะดาอิน ข่าวมรณกรรมของท่านอะลีมาถึงหูของเขา เขาพูดกับผู้ป่าวประกาศข่าวดังกล่าวว่า "ท่านโกหก ถ้าท่านนำศีรษะของเขาใส่ถุงมาถึง 70 ใบ และนำคน 70 คนมาเป็นพยานยืนยันมรณกรรมของเขา เรายังคงจะยืนยันว่า เขายังไม่ตาย เขาไม่ได้ถูกสังหาร และเขาจะยังไม่ตายจนกว่าจะได้ปกครองทั่วหน้าพิภพนี้" (กรุณาดูอัล-เนาบัคตีย์, ฟิรอก อัล-ชีอะฮฺ, พิมพ์โดยฮัยดารียะฮฺ เพรส, นะญัฟ ฮ.ศ. 1379/1959, หน้า 43, 44)

หนังสือ "ริญาล อัล-กัชชีย์" ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่ดีที่สุดในบรรดาผลงานประพันธ์ของชนชีอะฮฺ เขียนโดยอบูอัมรฺ บิน อับดุล อะซีซ อัล-กัชชีย์ มีข้อความพาดพิงถึงอิบนฺ สะบาอฺว่า “บางคนที่ทรงความรู้กล่าวว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นชาวยะฮูดี เขาเคยมีความคิดสุดโต่งในการเรียกยูชะอฺ(โยชัว) บิน นูนว่าเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง(ให้สืบทอดอำนาจ)ของท่านนบีมูซา ภายหลังได้เข้ารับอิสลาม หลังจากการวายชนม์ของท่านนบี ศ็อลฯ เขาก็พูดเช่นนั้นกับท่านอะลี เขาเป็นคนแรกที่ประกาศอิมามะฮฺของท่านอะลี ปฏิเสธและตัดความสัมพันธ์กับศัตรูของท่าน ประกาศว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นปรปักษ์ของเขาด้วย และยังเรียกพวกเขาว่ากาฟิรฺ เพราะเหตุนี้ บรรดาผู้ที่ต่อต้านชีอะฮฺมักจจะกล่าวว่า ชีอะฮฺและรอฟิเฎาะฮฺกำเนิดมาจากลัทธิยูดาย" (กรุณาดู อบู อัมรฺ บิน อับดุล อะซิซ อัล-กัชชีย์, ริญาล อัล-กัชชีย์, หน้า 101 และอัล-มะมากอนีย์, ตันกีฮฺ อัล-มะกอล, หน้า 184 ปรากฏรายงานในลักษณะเช่นเดียวกันนี้)

ถ้าอุละมาอฺชีอะฮฺเหล่านี้รายงานเท็จเกี่ยวกับการมีตัวมีตนของอิบนฺ สะบาอฺ เช่นนั้นก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะพูดจาโกหกในเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่นกันอย่างเช่น เหตุการณ์ซิฟฟีน การฆาตกรรมท่านหุเซน รอฎิฯ หรือแม้กระทั่งคำสอนอื่นๆ ของชีอะฮฺซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าเรื่องอิบนฺ สะบาอฺไม่จริง เหตุการณ์อื่นๆ และรายงานหะดีษต่างๆ ที่บุคคลเหล่านั้นบันทึกเอาไว้จะถือว่าเชื่อถือไม่ได้เช่นกัน

ถ้าสมมุติว่าบุคคลที่มีนามข้างต้นเป็นคนโกหก หนังสือตำราของพวกเขาย่อมจะมีข้อผิดพลาดด้วยเช่นกัน ดังนั้น หลักฐานของพวกเขาจะนำมาใช้เป็นข้อพิสูจน์หรือเป็นข้อผูกมัดไม่ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ เราขอเชิญชวนให้ท่านพิจารณาพยานหลักฐานจากบุคคลที่อ้างว่าเป็น “มะอฺศูม" หรือผู้ไร้บาปและยังเป็น "ผู้ช่วยของอัลลอฮฺ" ที่คำพูดของพวกเขามีความศักดิ์สิทธิ์พอกับพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหฯ เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น :

มุฮัมมัด บิน กุลาวัยฮฺเล่าให้ฉันฟัง สะอฺด์ บิน อับดุลลอฮฺเล่าให้ฉันฟังความว่า ยะอฺกูบ บิน ยะซีดและมุฮัมมัด บิน อีซาได้เล่าให้เราฟัง จากอะลี บิน มะฮฺซิยารฺ จากฟะดะเลาะฮฺ บิน อัยยูบ อัล-อัซดีย์ จากอับบัน บิน อุษมานกล่าวว่า เขาได้ยินอบู อับดุลลอฮฺ อะลัยฮิสสะลาม พูดว่า

"ขออัลลอฮฺสาปแช่งอับดุลลอฮฺ บิน สะบาอฺ เขาอ้างว่าท่านอะมีรุ้ลมุอฺมินีน อะลัยฮิสสะลาม(ท่านอะลี)เป็นพระเจ้า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านอะมีรุ้ลมุอฺมินีน อะลัยฮิสสะลาม เป็นบ่าวทาสของอัลลอฮ ขอความวิบัติจงมีแก่ผู้ที่โกหกเกี่ยวกับเรา เพราะมีคนเที่ยวพูดเกี่ยวกับเราในสิ่งที่เราเองไม่ได้พูดถึงตัวเรา(อย่างนั้น) เราขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงปลดเปลื้องเราให้พ้นจากพวกเขา เราขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงปลดเปลื้องเราให้พ้นจากพวกเขา"

เล่าจากยะอฺกูบ บิน ยะซีด จากอิบนฺ อบี อุมัยรฺและอะหฺมัด บิน มุฮัมมัด บิน อีซา จากบิดาของเขาและอัล-หุเซน บิน สะอีด จากหิชาม บิน ซาลิม จากอบู ฮัมซะ อัล-ษุมะลีย์ กล่าวว่า ท่านอะลี บิน อัล-หุเซน อะลัยฮิสสะลาม พูดว่า :

"ขอการสาปแช่งของอัลลอฮฺจงประสบแก่ผู้ที่โกหกเกี่ยวกับเรา คราใดที่ฉันเอ่ยถึงอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ขนตามร่างกายของฉันจะลุกชันขึ้นทุกครั้งไป ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม เป็นบ่าวที่เหมาะสมของอัลลอฮฺ เป็นน้องชายของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ท่านไม่ได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺ นอกเสียจากท่านจะเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ และ(ในทำนองเดียวกัน)ท่านรสูลุลลอฮฺเองก็ไม่ได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺ นอกเสียจากท่านจะเคารพเชื่อฟังอัลลอฮฺ"

เล่าจากมุฮัมมัด บิน คอลิด อัต-ตะยะลิซีย์ จากอิบนฺ อบี นัจญ์รอน จากอับดุลลอฮฺ บิน สินาน กล่าวว่า ท่านอบู อับดุลลอฮฺ อะลัยฮิสสะลาม พูดว่า :

"เราคือครอบครัวแห่งความสัตย์จริง แต่เราก็ยังไม่ปลอดภัยจากคนโกหกที่ปั้นเรื่องมดเท็จเกี่ยวกับเราต่อหน้าฝูงชน หวังจะใช้คำเท็จของเขาทำลายสัจธรรมของเรา ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ เป็นผู้ที่สัตย์จริงที่สุดในหมู่ผู้คนทั้งหลายสำหรับสิ่งที่ท่านพูดออกไป และยังนับเป็นผู้ที่สัตย์จริงที่สุดในหมู่มนุษยชาติทั้งมวล กระนั้น มุซัยลิมะฮฺยังปั้นเรื่องเท็จเกี่ยวกับท่าน ส่วนท่านอะมีรุ้ลมุอฺมินีน อะลัยฮิสสะลาม ถือเป็นผู้สัตย์จริงที่สุดในหมู่มัฆลูก(สิ่งถูกสร้าง)ของอัลลอฮฺ รองจากท่านรสูลุลลอฮฺ และคนหนึ่งที่เคยปั้นเรื่องโกหกเกี่ยวกับตัวท่าน พยายามที่จะทำลายความสัตย์จริงของท่าน และอ้างเรื่องมดเท็จเกี่ยวกับอัลลอฮฺ ได้แก่อับดุลลอฮฺ บิน สะบาอฺนั่นเอง" (อบู อัมรฺ บิน อับดุล อะซิซ อัล-กัชชีย์, ริญาล อัล-กัชชีย์, หน้า 100, 101)

จากที่กล่าวมา ท่านยังต้องการหลักฐานจากชีอะฮฺอีกหรือไม่? เราขอเสนอหลักฐานจากปราชญ์ชีอะฮฺอีกท่านหนึ่ง อัล-หะซัน บิน อะลี อัล-ฮิลลีย์ ซึ่งเป็นผู้บันทึกประวัติบุคคลของชีอะฮฺที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ท่านเขียนเกี่ยวกับอิบนฺ สะบาอฺ เอาไว้ดังนี้ :

"อับดุลลอฮฺ บิน สะบาอฺได้กลายสภาพเป็นผู้ไร้ศรัทธา และสำแดงความสุดโต่ง(ทางความเชื่อ)ให้ปรากฏ เขาอ้างตัวเป็นนบี และว่าท่านอะลี อะลัยฮิสสะลามเป็นอัลลอฮฺ(ในสภาพเนื้อหนัง) ท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม เฝ้าขอร้องให้เขาเตาบะฮฺอยู่นาน 3 วัน แต่ท่านก็ทำไม่สำเร็จ ดังนั้นท่านจึงเผาเขา(ทั้งเป็น)พร้อมกับชายอีก 70 คนที่พูดว่าท่านเป็นพระเจ้า" (อัล-ฮิลลีย์, กิตาบ อัรฺ-ริญาล, หน้า 469, พิมพ์ในเตหะราน, อิหร่าน 1383 อ้างอิงอยู่ในหนังสืออัช-ชีอะฮฺ วัต-ตะชัยยุอฺ, หน้า 56)

ไม่เพียงเท่านี้ เราขอเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ได้แก่ท่านอัล-อัสตารฺ อะบาดีย์ ผู้บันทึกประวัติบุคคลของชีอะฮฺอีกท่านหนึ่ง ขอเชิญพิจารณาพยานหลักฐานของท่านได้ดังนี้ :

"อับดุลลอฮฺ บิน สะบาอฺอ้างตัวเป็นนบี และยังว่าท่านอะลี อะลัยฮิสสะลาม เป็นอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง เมื่อได้ยินเรื่องเช่นนี้ ท่านอะมีรุ้ลมุอฺมินีนได้เรียกเขามาพบ และได้สอบถามเรื่องดังกล่าวจากเขา เมื่อเขายอมรับ ท่านกล่าวกับเขาว่าจงหยุดพูดอย่างนั้นและจงเตาบะฮฺ ขอให้มารดาของเจ้าสูญเสียเจ้า อย่างไรก็ตาม(อิบนฺ สะบาอฺ)ปฏิเสธ และ(ท่านอะลี)ได้รั้งตัวเขาไว้ 3 วัน แต่เขายังคงไม่ยอมเตาบะฮฺ ดังนั้นท่านจึงเผาเขา(ทั้งเป็น)" (อัล-อัสตารฺ อะบาดีย์, มันฮาจญ์ อัล-มะกอล, หน้า 203 อ้างอิงอยู่ในหนังสืออัช-ชีอะฮฺ วัต-ตะชัยยุอฺ, หน้า 56)

เรายังมีพยานหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเราอยากจะนำคำพูดของเขามาเสนอ ท่านผู้นี้เป็นนักประวัติศาสตร์เปอร์เซีย ท่านยืนยันและเขียนเอาไว้ในหนังสือ "เฎาะรีค ชีอะฮฺ" ปรากฏความดังนี้ :

"เมื่ออับดุลลอฮฺ บิน สะบาอฺทราบว่าฝ่ายต่อต้านอุษมานในอียิปต์เข้มแข็งขึ้น เขาจึงไปที่นั่นและแสร้งทำเป็นผู้ทรงความรู้และทรงคุณธรรม จนกระทั่งประชาชนไว้วางใจเขา หลังจากสร้างตัวเองจนมั่นคงแล้ว เขาจึงเริ่มเผยแพร่ความคิดและทฤษฎีของตนเองออกไป นั่นก็คือว่า ท่านนบีแต่ละท่านล้วนมีผู้สืบทอดที่ได้รับการแต่งตั้งคนหนึ่ง และผู้ได้รับการแต่งตั้ง(วะซีย์)ของท่านรสูลุลลอฮฺ และผู้สืบทอด(อำนาจการปกครอง)ของท่านไม่ใช่ใครนอกจากท่านอะลี ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการประทานความรู้และฟัตวา ประกอบไปด้วยความเมตตากรุณาและความอาจหาญ ความซื่อสัตย์และความเที่ยงธรรมของท่านยังเป็นที่รู้จักกัน(เป็นอย่างดี) เขายังกล่าวอีกว่า อุมมะฮฺได้กระทำผิดต่อท่านอะลี ปล้นสดมภ์สิทธิ์ของท่าน สิทธิของเคาะลีฟะฮฺและวิลายะฮฺ มันเป็นหน้าที่ของพวกท่านทุกคนที่จะต้องช่วยเหลือและสนับสนุนท่าน เขา(อิบนฺ สะบาอฺ)เลิกเคารพเชื่อฟัง และหมดความสวามิภักดิ์ในตัวอุษมาน(เสียแล้ว) คำพูดและการกระทำของเขาเป็นที่ประทับใจชาวอียิปต์จำนวนมาก และคนเหล่านั้นได้ก่อการกบฏต่ออุษมาน" (เฏาะรีก ชีอะฮฺ : เราดัต อัศ-ศอฟา, เล่ม 2, หน้า 292, พิมพ์ในเตหะราน อ้างอิงอยู่ในหนังสืออัช-ชีอะฮฺ วัต-ตะชัยยุอฺ, หน้า 56)

รายงานต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความจริงต่อไปนี้คือ :

1. อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นยะฮูดี

2. เขาเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า ผู้รับมรดกการปกครอง หรือ อัล-อิมามะฮฺให้กับท่านอะลี รอฎิฯ

3. อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นคนแรกที่ใส่ร้ายป้ายสีเศาะฮาบะฮฺของท่านรสูล ศ็อลฯ เขายังประณามและกล่าวหาว่าท่านเหล่านั้นเป็นมุรฺตัด เป็นกาฟิรฺออกนอกศาสนาอิสลาม

เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ใช่บุคคลในตำนานดังคำกล่าวอ้างของนักเขียนร่วมสมัยบางคน แต่เขาคือบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ดังที่นักเขียนชีอะฮฺส่วนใหญ่รายงานเรื่องดังกล่าวไว้

เขาเป็นผู้สร้างทฤษฎีที่อธิบายว่า ท่านอะลีมีภาวะเป็นพระเจ้าและท่านจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง เขาเป็นคนแรกที่กล่าวว่า เคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกเป็นผู้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไปจากท่านอะลี รอฎิฯ อย่างไม่ยุติธรรม เขาเป็นผู้ที่เสแสร้งเข้ารับอิสลามและประสงค์ร้ายต่ออิสลามและมุสลิม เริ่มต้นด้วยการยุยงให้ผู้คนก่อการกบฏต่อเคาะลีฟะฮฺอุษมาน รอฎิฯ

Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64
2. เว็บไซต์ www.ansar.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:18:24 »

อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺในหนังสือของนักบูรพาคดี




หนังสือของพวกนักบูรพาคดีไม่เพียงจะกล่าวถึงอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ เท่านั้น แต่หนังสือเหล่านี้ยังวิเคราะห์ชีวิตของเขาในแง่มุมต่างๆ อีกด้วย นักบูรพาคดีได้ศึกษาปัจจัยต่างๆ ซึ่งผลักดันให้เขาสามารถเผยแพร่แนวคิดที่เป็นภัยในหมู่พี่น้องมุสลิม แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงความคิดเห็นและทรรศนะของบรรดานักบูรพาคดีที่มีต่ออิบนฺ สะบาอฺ เราควรจะมาดูก่อนว่า นักบูรพาคดีพยายามพิสูจน์ถึงความมีตัวตนของอิบนฺ สะบาอฺอย่างไรและในลักษณะไหน เพราะเรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาอยู่ในความคิดของนักวิจัยบางคน

ก่อนอื่นเราต้องรำลึกอยู่เสมอว่า พวกนักบูรพาคดีเกลียดชังอิสลามและมุสลิม พวกเขาเล็งลูกศรแห่งการใส่ร้ายป้ายสีและการประณามหยามเหยียดมาที่อิสลาม และความสำเร็จของพี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครองในยุคอุมัยยะฮฺ ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาโลกตะวันออก เราจะเห็นสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจน การเหยียดหยามและการใส่ร้ายนี้เป็นผลมาจากชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมที่มีส่วนคุกคามต่อการดำรงอยู่ของโลกคริสเตียน

บรรดาดินแดนแว่นแคว้นทั้งหลายที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอุมัยยะฮฺได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา ความจริงอุมัยยะฮฺได้พยายามที่จะรวบรวมมุสลิมทั้งมวลเข้าอยู่ใต้ร่มธงเดียวกัน น่าเสียดายที่เอกภาพดังกล่าวอยู่ได้ไม่นานนัก ในยุคของอับบาสิยะฮฺและฟาฏิมียะฮฺ เอกภาพของมุสลิมก็อันตรธานไปโดยสิ้นเชิง ฝ่ายอับบาสิยะฮฺทำการปกครองโลกอิสลามได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยอาศัยข้อผูกมัดทางศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว โลกอิสลามจึงได้ผูกสัมพันอยู่กับเคาะลีฟะฮฺของอับบาสิยะฮฺ ด้วยเหตุนี้นักปราชญ์จึงสามารถสังเกตุออกถึงความเห็นอกเห็นใจที่บรรดานักบูรพาคดีมีต่ออับบาสิยะฮฺและฟาติมียะฮฺอย่างน่าทึ่ง ในทำนองเดียวกัน นักบูรพาคดีเหล่านี้กลับมีทัศนคติต่ออุมัยยะฮฺในทางลบ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มิได้ขัดขวางพวกเขาไม่ให้พูดความจริงเกี่ยวกับการมีตัวตนของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และเปิดโปงการปิดบังที่ซ่อนเร้นอยู่ในงานเขียนบางเล่มให้เป็นที่กระจ่าง

เพื่อเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ เราขอแนะนำหนังสือชื่อ "The Caliphate : Its Ascendance and Fall" หรือ "ระบบเคาะลีฟะฮฺ : ความรุ่งเรืองและการตกต่ำ" โดย เซอร์ วิลเลี่ยม เนอร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ชอบทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามและมุสลิมอยู่เสมอ เป็นข้าหลวงอังกฤษประจำแคว้นตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียในสมัยที่อินเดียยังคงอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษ ท่านเซอร์ วิลเลี่ยมได้กล่าวไว้ในหนังสือดังกล่าวว่า :

"อิบนฺ สะบาอฺ ผู้ที่รู้จักกันในนามว่า อิบนฺ เซาดะฮฺ เป็นผู้อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของคาบสมุทรอาหรับ เขาเป็นยิวและเปลี่ยนมารับอิสลาม หลังจากนั้น สภาพความจริงของเขาก็ปรากฏจนเป็นที่ประจักษ์ว่า เขามีความคิดที่จะปฏิวัติรัฐบาลในสมัยของเขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกเนรเทศออกจากเมืองอัล-กูฟะฮฺและดามัสกัสหลายครั้งด้วยกัน เพื่อเป็นการลงโทษสำหรับความคิดที่จะทำการปฏิวัติของเขา ท้ายที่สุด เขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอียิปต์ ดินแดนที่เขาเริ่มต้นเผยแพร่ความคิดต่อต้านหลักศรัทธาของอิสลาม อาทิ การกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งของมุฮัมมัดเหมือนกับการกลับมาของพระเยซูคริสต์ อะลีเป็นผู้รับมรดกการปกครองของศาสดา อุษมานเป็นผู้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ ความยุติธรรมและสัจธรรมเรียกร้องให้มีการโค่นล้มรัฐบาลของเขา(อุษมาน) โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทรรศนะเหล่านี้ได้รับความเห็นชอบและการยอมรับจากประชาชนบางคน" (อ้างอิงมาจากหนังสือเล่มเดียวกัน ฉบับแปลเป็นภาษาอุรฺดู, หน้า 216-217)

หนังสือ "History of The Arabs" หรือ "ประวัติศาสตร์อาหรับ" โดยศาสตราจารย์ นิโคลสัน มีบทหนึ่งเขียนถึงเรื่องชีอะฮฺเป็นการเฉพาะ ความตอนหนึ่งมีอยู่ว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นชาวเมืองสะนาอฺ อัล-ยะมัน เขาเข้ารับอิสลามในสมัยการปกครองของอุษมาน ก่อนหน้านี้เขาเป็นยิว บรรดานักประวัติศาสตร์กล่าวว่า เขาเคยไปเยือนดินแดนฮิญาซฺ อัล-บัสเราะฮฺและอัล-กูฟะฮฺ สุดท้ายเขาได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอียิปต์ ที่นี้แหละ เขาได้เริ่มทำการการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับการกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งของมุฮัมมัดในแบบเดียวกับการกลับมาของพระเยซูคริสต์ เขาอ้างว่าศาสดานั้นมีจำนวนเป็นพัน แต่ละท่านล้วนมีผู้รับมรดกการปกครองคนหนึ่ง และผู้รับมรดกการปกครองของมุฮัมมัดคืออะลี แต่อบูบักร อุมัรและอุษมานได้แย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไปจากอะลี" (หน้า 215)

ดร. วอลเทอร์ซี่ คเลนี่ เมื่อครั้งที่ท่านจัดพิมพ์คำแปลหนังสือ "กิตาบุล อิบานะ อันอุซูล อัล ดัยนา" ที่ท่านแปลเองเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1940 ดร.วอลเทอร์ซี่เขียนบทนำให้กับคำแปลนี้เสียยาวเหยียด ตอนหนึ่งมีความว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นคนยิวคนหนึ่ง เขาได้พบกับอะลี และพูดกับอะลีด้วยการใช้ ‘คำพูด’ หนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาได้จินตนาการว่าอะลีเป็นพระเจ้า ด้วยเหตุนี้อะลีจึงเนรเทศเขาออกไป เพราะประโยคดังกล่าวจัดได้ว่าเป็นมุรฺตัด หรือตกศาสนาแล้ว แต่ความคิดเช่นนี้กลับหยั่งรากลึกลงในพลพรรคของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ รวมทั้งความคิดที่ว่าอะลีจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ เขายังเทศนาอีกว่า พระเจ้ามาปรากฏอยู่ในร่างของอะลี ดร.วอลเทอร์ซี่เชื่อว่า ชาวชีอะฮฺถือว่าอิมามะฮฺนั้นสูงส่งกว่าความเป็นนบี(ศาสดา)เสียอีก พวกเขาอธิบายอิสลามในลักษณะที่แปลกประหลาดมาก ซึ่งแสดงให้เห็นความศรัทธาของพวกเขาที่ว่า มุฮัมมัดแม้จะป็นคนเมตตาการุณอยู่ก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะทำความดีงามให้กับมนุษยชาติ" (หน้า 7, Cool

ดร.กาย ทาฮาลสเตอร์ได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "Al-Shiaa in India" หรือ "ลัทธิชีอะฮฺในประเทศอินเดีย" ฉบับภาษาอังกฤษ เล่ม 1 ใจความตอนหนึ่งมีอยู่ว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นบุคคลแรกที่โฆษณาชวนเชื่อสนับสนุนอะลี เขาเป็นยิวในเมืองสะนาอฺ และประกาศเข้ารับอิสลามในระหว่างสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมาน เขาออกตระเวนเที่ยวไปหลายเมืองและเผยแพร่ความคิดของเขาว่า มุฮัมมัดจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่ง และว่าอะลีเป็นผู้รับมรดกการปกครองของมุฮัมมัด เขา(อิบนฺ สะบาอฺ)ยังยืนยันว่าเคาะลีฟะฮฺสามท่านแรกเป็นผู้แย่งชิง(ตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺไปจากอะลี) ความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในตัวมุฮัมมัดถูกถ่ายทอดต่อไปยังอะลีภายหลังการสิ้นชีวิตของผู้เป็นศาสดา ความคิดเช่นนี้ได้รับการต้อนรับจากบรรดาผู้ที่ไม่พอใจการปกครองของอุษมาน"

ในกรุงลอนดอน ดวิกท์ เอ็ม. โดนัลด์สันได้จัดพิมพ์หนังสือ "The Sheit Religion of Islam" หรือ "ศาสนาชีอะฮฺอิสลาม" จัดเป็นหนังสือเกี่ยวกับลัทธิชีอะฮฺที่สำคัญเล่มหนึ่ง โดนัลด์สันเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียงที่เคยอาศัยอยู่ในเมือง "มัชฮาด" เป็นเวลานานถึง 16 ปี เขาได้รับความช่วยเหลือในการเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ้างอิงมากมาย เฉพาะรายชื่อของหนังสืออ้างอิงเหล่านี้ก็กินเนื้อที่ถึง 16 หน้าทีเดียว เขายกบทหนึ่งให้กับเรื่องของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ และยังพูดถึงบุคลิกภาพกับความคิดของอิบนฺ สะบาอฺได้อย่างชัดเจน โดนัลด์สันกล่าวว่า "มีข้อคิดเห็นอยู่หลากหลาย แต่ในบรรดาข้อคิดเห็นเหล่านี้ มีความคิดหนึ่งดำรงอยู่ด้วย นั่นคือว่าอะลีได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าให้มาดูแลกิจการทางการเมืองและทางศาสนาของรัฐอิสลาม ผู้ให้กำเนิดความคิดนี้ก็คือ อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ตามที่พบรายงานอยู่ในหนังสือของอัต-เฏาะบารีย์ บุคคลผู้นี้ได้ท่องเที่ยวไปทั่วจักรวรรดิอิสลามและเทศนาสั่งสอนมุสลิมให้หลงไปสู่แนวทางต่างๆ ก่อนที่จะประกาศรับอิสลามเขาเคยเป็นยิวมาก่อน ดั้งเดิมเขาเป็นคนมาจากเมืองสะนาอฺ อัล-ยะมัน เมื่อเที่ยวเยือนไปตามรัฐอิสลามทั้งหลายแล้ว เขาจึงตั้งถิ่นฐานอยู่ในอียิปต์ ณ สถานที่นี้ เขาได้เริ่มต้นโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออะลี และแถลงความคิดเห็นของเขาออกไปว่าอบูบักร อุมัรและอุษมานแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ(ไปจากอะลี) นอกจากนี้ เขายังป้ายสีอุษมานว่า อุษมานเป็นคนทุจริตและเป็นอันตราย เขายืนยันว่ามุฮัมมัดจะกลับมายังโลกอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับพระเยซู และยังยืนยันอีกว่าศาสดา(นบี)ทุกท่านล้วนมีผู้รับมรดกการปกครองด้วยกันทั้งนั้น และว่าอะลีเป็นผู้รับมรดกการปกครองของมุฮัมมัด แต่ทว่าสาวกบางคนของมุฮัมมัดกลับไม่ยอมเคารพในคำสั่งเสียของผู้เป็นศาสดาและดังนั้นพวกเขาจึงได้กระทำฉ้อฉลต่ออะลี มุสลิมทั้งหลายควรจะให้การสนับสนุนอะลี และควรจะกดดันบรรดาผู้แย่งชิงทั้งหลายเพื่อที่จะกอบกู้สิทธิของอะลีให้กลับคืนมา นอกจากนี้ เขายังยืนยันอีกว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ถูกถ่ายทอดจากผู้เป็นศาสดาไปยังอะลีขณะกำลังสิ้นใจ"

ศาสตราจารย์ฮิตตีพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "History of the Arabs" หรือ "ประวัติศาสตร์ชาติอาหรับ" ที่ท่านเขียนเองด้วยสไตล์วิทยาศาสตร์ ฮิตตีกล่าวว่า "มันเป็นเรื่องยากที่จะไล่ติดตามผลกระทบจากลัทธิต่างๆ ของอิหร่านและคริสเตียนที่มีต่อลัทธิชีอะฮฺในช่วงที่ลัทธิชีอะฮฺเริ่มต้นและพัฒนาเรื่อยมา แนวความคิดเรื่องมะฮฺดีผู้ที่ถูกรอคอยนั้นนำมาจากความคิดของคริสเตียนหรือความคิดของศาสนาอื่น บุคลิกภาพของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺออกจะแปลกประหลาด และถูกแวดล้อมอยู่ด้วยเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มิอาจเข้าใจได้ เขาเข้ารับอิสลามในสมัยของอุษมาน เขาเป็นต้นเหตุทำให้อะลีต้องกระสับกระส่ายอยู่ไม่วาย เพราะความคิดอันแปลกประหลาดของเขา ดังนั้น อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ จึงเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มชีอะฮฺสุดโต่งขึ้น พวก Gnostics หรือพวกคริสเตียนในยุคแรกๆ มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในก

ารทำให้เกิดความคิดเรื่องอิมามะฮฺในชีอะฮฺ"

ข้อความที่นำมาอ้างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ มีตัวตนอยู่จริง และที่แน่ๆ ก็คือ เขาเป็นผู้ก่อตั้งแนวทาง(ลัทธิ)นี้อย่างแน่นอน



Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64

2. เว็บไซต์ www.ansar.org
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1129


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 25, 2017, 21:20:02 »

อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺในหนังสือของสุนนีย์





ความมีตัวตนอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺปรากฏเป็นรายงานอยู่ในหนังสือของอะหฺลิส สุนนะฮฺ วัล ญะมาอะฮฺที่เชื่อถือได้หลายเล่มด้วยกัน หนังสือของอะหฺลิส สุนนะฮฺฯ ส่วนมากจะจัดเรื่องนี้ให้เด่นเป็นพิเศษ การศึกษาบุคลิกภาพและความคิดของเขาก็เป็นไปตามภววิสัยปราศจากอคติใดๆ ท่านอิมามอบู หะนีฟะฮฺ(ตายในปี ฮ.ศ. 150)กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างยืดยาว ท่านกล่าวว่า "อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺเป็นยะฮูดีที่เข้ารับอิสลามในสมัยของท่านอุษมาน รอฎิฯ เขาเป็นผู้ปลุกปั่นยุยงให้ชาวอียิปต์สังหารท่านอุษมาน เขามีแนวโน้มไปทางท่านอะลี รอฎิฯ แต่เขามีความสกปรกโสมมอยู่ภายใน" (จากหนังสือมุสนัด อัล-อิมาม อัล-อะซฺาม หน้า 158)

ในหนังสือ "ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคณะต่างๆ" อัล-บัฆดาดีกล่าวว่า อิบนฺ อัล-เซาดะฮฺเป็นสาวกศาสนายูดาย เขาต้องการจะทำลายศาสนาของพี่น้องมุสลิมโดยอาศัยการตีความของเขาเกี่ยวกับตัวท่านอะลี รอฎิฯ และบุตรของท่าน ทั้งนี้เพื่อที่มุสลิมจะได้เชื่อในตัวท่านอะลีเหมือนกับความเชื่อที่พวกคริสเตียนมีต่อท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสะลาม (จากหนังสือ อัล-ฟัรกฺ บัยนัล ฟิรอก โดยอัล-บัฆดาดี, หน้า 233)

อะบุล มุซัฟฟัรฺ อัล-อิสฟะรอยนี่กล่าวถึงเรื่องของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ไว้ในหนังสือของท่านชื่อ "ทางนำในศาสนา" อัซ-รอซีย์เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "ความเชื่อของกลุ่มคณะต่างๆ : มุสลิมและมุชริกีน" อิบนฺ ฮัมซฺในหนังสือ "อัล-ฟัสลฺ" และอื่นๆ อัช-ชาฮฺริสตานีย์เขียนเรื่องนี้ไว้ในบทหนึ่งของหนังสือ "หลักความเชื่อและนิกายต่างๆ" ตอนหนึ่งกล่าวว่า "ชาวอัซ-สะบาอียะฮฺคือ สาวกของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺ ผู้ที่กล่าวกับท่านอะลี รอฎิฯ ว่า "ท่านนั่นแหละที่เป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา" ท่านอะลีจึงเนรเทศเขาไปยังเมืองอัล-มะดาอิน กล่าวกันว่าเขาเป็นยะฮูดีที่เปลี่ยนมารับอิสลามในภายหลัง ในสมัยที่เขายังเป็นยะฮูดีอยู่ เขายืนยันว่ายูซะอฺ(โยชัว)บุตรของนูนเป็นผู้รับมรดกการปกครองของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสะลาม ความเห็นเช่นเดียวกันนี้แหละที่เขานำมาพาดพิงถึงท่านอะลี รอฎิฯ เขานำเอาความคิดที่ว่าท่านอะลีเป็นอิมาม(ผู้นำ)มาอธิบายเป็นคนแรก ต่อมาพวกสุดโต่งกลุ่มคณะต่างๆ ล้วนแตกออกไปจากต้นตอความคิดแห่งนี้นั่นเอง พวกสุดโต่งดังกล่าวได้แก่พวกที่อ้างว่าท่านอะลียังมีชีวิตอยู่ ท่านไม่ได้ถูกสังหาร และส่วนที่เป็นของพระเจ้ายังคงสถิตอยู่ในตัวของท่าน"

"พวกสุดโต่งกล่าวว่า ท่าน(อะลี)คือคนที่มาในหมู่เมฆ ฟ้าร้องเป็นเสียงของท่าน ฟ้าแลบคือการหวดแส้ของท่าน และท่านจะลงมายังโลกในภายหลังเพื่อที่จะทำให้โลกอุดมไปด้วยความยุติธรรม ในระดับเดียวกับที่โลกเคยเต็มไปด้วยความอยุติธรรมมาก่อน" (จากหนังสือ อัล-มิลลาล วะ อัล-นิฮาล โดยอัช-ชาฮฺริสตานีย์ เล่ม 2 หน้า 22)

อิบนฺ อะษากิรฺได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของท่านว่า "เมื่อท่านอะลี รอฎิฯ ได้รับเลือกเป็นเคาะลีฟะฮฺ ท่านจึงกล่าวคำปราศรัย อับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺได้ยืนขึ้นกล่าวว่า "ท่านเป็นผู้เป็นใหญ่แห่งโลก" ท่านอะลีจึงเตือนว่า "จงยำเกรงอัลลอฮฺ" เขากล่าวอีกว่า "ท่านเป็นกษัตริย์" ท่านอะลีได้เตือนอีกครั้งหนึ่งว่า "จงยำเกรงอัลลอฮฺ" เขายืนยันว่า "ท่านสร้างบรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย และได้กำหนดส่วนแบ่งของพวกเขา" ด้วยเหตุนี้แหละท่านอะลีจึงได้สั่งให้ประหารเขาเสีย" (จากหนังสือประวัติศาสตร์ของอิบนฺ อะษากิรฺ เล่ม 7 หน้า 430)

สุดท้าย เราขอเปิดเผยสิ่งที่ ดร.อะหฺมัด อะมีน นักวิชาการชีอะฮฺได้เขียนเกี่ยวกับอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺและพลพรรคของเขาว่า "กลุ่มลึกลับต่างๆ ได้แผ่ขยายออกไปในช่วงปลายยุคการปกครองของท่านอุษมาน ทุกกลุ่มต่างเรียกร้องให้ปลดท่านออกจากตำแหน่ง และให้เลือกคนอื่นขึ้นมาแทน กลุ่มเหล่านี้บางกลุ่มทำการเรียกร้องสิทธิให้กับท่านอะลี นักโฆษณาชวนเชื่อที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ อับดุลลอฮฺ อิบน สะบาอฺ เขาเป็นยะฮูดีจากยะมันที่เข้ารับอิสลามในเวลาต่อมา เขาท่องเที่ยวไปยังเมืองบัสเราะฮฺ กูฟะฮฺ อัช-ชามและอียิปต์ เขากล่าวว่านบีทุกคนมีผู้รับมรดกการปกครองและท่านอะลีคือผู้รับมรดกการปกครองของท่านนบีมุฮัมมัด เพราะฉะนั้นจะมีใครอยุติธรรมเสียยิ่งกว่าบุคคลที่ไม่ยอมดำเนินตามคำสั่งเสียของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ และกระโดดข้ามผู้รับมรดกการปกครองของท่าน เขา(อิบนฺ สะบาอฺ)เป็นหนึ่งในบุคคลที่กระตือรือร้นที่สุดในการแข็งข้อต่อท่านอุษมาน จนกระทั่งอุษมานถูกสังหารในที่สุด" (จากหนังสือ The Dawn of Islam หรือรุ่งอรุณแห่งอิสลาม โดย ดร.อะหฺมัด อะมีน หน้า 254)

ข้อความดังกล่าวข้างต้นยกมาจากตำรับตำราของนักปราชญ์สำคัญๆ ทั้งหมดต่างยืนยันถึงความมีอยู่จริงของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ สะบาอฺอย่างชัดเจน นักปราชญ์เหล่านี้ยังยืนยันด้วยว่า อิบนฺ สะบาอฺมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ยืนกรานว่าอิบนฺ สะบาอฺเป็นเพียงบุคคลตามตำนานเท่านั้น


Source :

1. หนังสือของ Dr.Mohammad Yousof Al-Nagrami, Al Shi'aa on The Scale, translated by Ahmad Ibrahim Al Shareef, 1989, printed by unknown publisher, pp. 48-64

2. เว็บไซต์ www.ansar.org
หน้าเอกสารสำหรับพิมพ์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.102 วินาที กับ 22 คำสั่ง