อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
มิถุนายน 24, 2017, 08:57:08 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่ "อิกเราะอ์ฟอรั่ม" และ ขอความกรุณาอ่าน กติกาและข้อตกลงการใช้งาน ด้วยนะครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อุละมาอ์ คือแก่นแห่ง “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ”  (อ่าน 572 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2206


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มกราคม 04, 2017, 12:50:18 »

“อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เป็นชื่อที่อัลลอฮฺตั้งให้กับบรรดาบ่าวที่เคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์ด้วยความยำเกรงอย่างที่สุด ตามแบบอย่างที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำเอาไว้ในภาคปฏิบัติของชีวิตจริงอย่างสมบูรณ์

หลังจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตไป ตัวอย่างในภาคปฏิบัติของท่านก็ถูกสืบทอดเรื่อยมาโดยบรรดาอุละมาอ์ เริ่มตั้งแต่เศาะหาบะฮฺทั้งหลาย อาทิ ท่านอบู บักรฺ และบรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมที่เหลือ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นอุละมาอ์ที่เปรียบได้เหมือนแก่นแห่ง “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ”
อุละมาอ์นั้นคือผู้สืบทอดบรรดานบี ซึ่งมรดกตกทอดของบรรดานบีก็คือวะห์ยูที่พวกเขาได้รับมาจากอัลลอฮฺ ในขณะที่วะห์ยูที่ถูกประทานลงมาให้กับท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็คือ อัลกุรอานและสุนนะฮฺ นั่นเอง

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
وَإِنَّ الْعُلَمَاءَ وَرَثَةُ الْأَنْبِيَاءِ، وَإِنَّ الأَنْبِيَاءَلَمْ يُوَرِّثُوا دِينَارًا وَلَا دِرْهَمًا، إِنَّمَا وَرَّثُوا العِلْمَ، فَمَنْ أَخَذَ بِهِ أَخَذَ بِحَظٍّ وَافِرٍ 
ความว่า “แท้จริง บรรดาอุละมาอ์คือทายาทผู้สืบทอดบรรดานบี ซึ่งแท้จริงแล้ว บรรดานบีนั้นไม่ได้ทิ้งมรดกเป็นเงินเป็นทองแต่อย่างใด แต่ทว่าพวกเขาทิ้งความรู้ไว้เป็นมรดก ดังนั้น ใครที่รับมรดกนี้(ผ่านวะห์ยูของอัลลอฮฺที่มีอยู่ในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ)แสดงว่าเขาได้รับส่วนที่ครบถ้วนเป็นที่สุดแล้ว”

ยิ่งไปกว่านี้ สถานะของอุละมาอ์ในยุคประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ถือว่าเปรียบเสมือน “นบีทั้งหลายของพวกบนีอิสรออีล” แต่พวกเขาไม่ได้เป็นนบีจริง ๆ เพราะจะไม่มีนบีอีกหลังจากท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  

บุคลิกของอุละมาอ์
อุละมาอ์ที่แท้จริงในอิสลามสามารถที่จะรู้จักได้ด้วยความรู้ที่เที่ยงแท้ของพวกเขา โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับอัลกุรอานและสุนนะฮฺ รวมทั้งสามารถที่จะรู้จักพวกเขาได้ด้วยบุคลิกการนำเสนอหลักฐานที่หนักแน่น อิบาดะฮฺที่เที่ยงตรง ความยำเกรงที่เห็นได้ชัด มารยาทที่สูงส่ง ท่าทีที่ชาญฉลาด จุดยืนที่เข้มแข็ง วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล บะเราะกะฮฺจากผลแห่งความพยายามมุมานะ การให้นะศีหะฮฺ/คำแนะนำปรึกษาหารือที่บริสุทธิ์ใจ การตะวักกัลมอบหมายที่สูงยิ่ง ความเป็นอยู่ที่นอบน้อมถ่อมตน ความอดทนที่เปี่ยมด้วยความอิคลาศ และมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงของคนอื่นอย่างมากมาย
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
ความว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ในหมู่บ่าวของพระองค์ก็คือ บรรดาอุละมาอ์”

เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ว่า อาลิมคนหนึ่งที่รู้จักอัลลอฮฺผู้ทรงรอบรู้และปรีชาอย่างสัจจริง แล้วเขาจะไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อพระองค์ผู้ทรงเอกะผู้ทรงอำนาจควบคุมทุกสรรพสิ่ง เพราะความรู้สึกที่มีให้กับผู้ใดหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมเกิดมาจากการได้รู้จักสิ่งนั้นอย่างแน่แท้
อุละมาอ์เป็นเหมือนแก่นและป้อมปราการของศาสนา อีกทั้งยังเป็นดวงดาว ไฟส่องสว่าง และผู้นำทาง ให้กับ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” พวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮฺได้นำเอามาเป็นสักขีพยานพร้อม ๆ กับการเป็นสักขีพยานของอัลลอฮฺและบรรดามลาอิกะฮฺ พระองค์ตรัสว่า
ความว่า “อัลลอฮฺ บรรดามลาอิกะฮฺ และบรรดาผู้มีความรู้ ได้เป็นสักขีพยานยืนยันแล้วว่า แท้จริงแล้วไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงดูแลจัดการทุกสรรพสิ่งด้วยความยุติธรรมยิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงปรีชาญาณ”

อิสลามถือว่า มติที่เห็นเป็นเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์ในแต่ละรุ่นเป็นหลักฐานที่บังคับใช้กับประชาชาติได้ และอัลลอฮฺก็ได้สั่งให้ผู้คนทั้งหลายเชื่อฟังพวกเขา ภายใต้บริบทหรือกรอบแห่งการเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

นอกจากนี้ ยังมีอุละมาอ์ประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่ทายาทผู้สืบทอดมรดกของบรรดานบี พวกเขาเหล่านี้มีชื่อว่า “อุละมาอ์ อัส-สูอ์” หรือ “อุละมาอ์ อัด-ดุนยา” ซึ่งเป็นอุละมาอ์ที่ไม่ชอบหรือไม่ให้ความสำคัญกับวะห์ยูอัลกุรอานและสุนนะฮฺ พวกเขาให้ความสำคัญกับตรรกะทางปัญญามากกว่าหลักฐานจากวะห์ยู การปฏิบัติที่แสดงออกมามักจะค้านกับคำพูดของพวกเขาอยู่เสมอ ภาพภายนอกที่เห็นเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ปกปิดอยู่ภายใน บางครั้งพวกเขาก็เชิญชวนคนอื่นสู่อิสลามด้วยลิ้นที่เปล่งวาจาออกมา แต่กลับทำให้คนอื่นเกลียดอิสลามเพราะเห็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของพวกเขาเสียเอง หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้างและสกปรก ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺของพวกเขาช่างขุ่นมัว เป้าหมายสำคัญมีเพียงแค่วัตถุปัจจัยและตำแหน่งหน้าที่ หนำซ้ำอาจจะเลยถึงขั้นชอบให้เกิดการทะเลาะและแบ่งพรรคพวกเป็นฝักเป็นฝ่าย อุละมาอ์แบบนี้มักจะเป็นต้นเหตุการเบี่ยงเบนไขว้เขวและความแตกแยกของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเราให้พ้นจากสิ่งนี้ด้วยเถิด

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงพบว่าอุละมาอ์บางคนจึงอธิบายความหมายของคำว่า “ญะมาอะฮฺ” ในหะดีษที่พูดถึงการแตกออกเป็นเจ็ดสิบสามกลุ่มของประชาชาติท่านนบีมุหัมมัดว่า หมายถึง “อะฮฺลุล อิลม์” หรือ “อุละมาอ์” นั่นเอง

เพราะพวกเขารวมอยู่ในศัพท์ที่อัลกุรอานและสุนนะฮฺได้กล่าวถึงในหลาย ๆ รูปแบบการขนานนาม อาทิ อุลุล อิลม์, อุลุล อัมร์, อุลุล อัลบาบ, อะฮฺลุซ ซิกร์ และ อะฮฺลุล อิลม์

ถ้าไม่มีอุละมาอ์ก็ไม่มีญะมาอะฮฺ และถ้าไม่มีญะมาอะฮฺก็ย่อมจะไม่มี “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เพราะอุละมาอ์เป็นแกนนำของคณะที่ปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาและแต่งตั้งที่เรียกว่า “อะฮฺลุลหัลล์ วัลอักด์” ซึ่งมีหน้าที่เพื่อแต่งตั้งผู้นำ/ผู้ปกครองและคอยให้คำปรึกษาเพื่อให้เขาทำหน้าที่ด้วยความสัจจริงและยุติธรรม รวมทั้งคอยให้คำแนะนำแก่ประชาชนเพื่อให้เชื่อฟังผู้ปกครองด้วยความบริสุทธิ์ใจและอดทน

อัล-บุคอรีย์ ได้กล่าวว่า “ความหมายของคำว่า ญะมาอะฮฺ ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับให้ประชาชาติของท่านยึดถือยึดมั่นก็คือ บรรดาผู้รู้ที่เป็นนักวินิจฉัย (มุจญ์ตะฮิด) ไม่ใช่ชาวบ้านหรือคนทั่ว ๆ ไป นับประสาอะไรกับคนญาฮิลที่ไม่รู้อะไร และแน่นอนว่าไม่ใช่พวกบิดอะฮฺด้วย”  

อัต-ติรมิซีย์ ได้อธิบายว่า “ความหมายของ ญะมาอะฮฺ ในทัศนะของอุละมาอ์ก็คือ อะฮฺลุล ฟิกฮฺ, อะฮฺลุล อิลม์ และ อะฮฺลุล หะดีษ (ในทุกยุคสมัย)”  

อบู อัล-อัสวัด อัด-ดุอะลีย์ กล่าวว่า
«لَيْسَ شَيْءٌ أَعَزَّ مِنَ الْعِلْمِ، وَذَلِكَ أَنَّ الْمُلُوْكَ حُكَّامٌ عَلَى النَّاسِ وّالْعُلَمَاءَ حُكَّامٌ عَلَى الْمُلُوْكِ»
ความว่า “ไม่มีสิ่งใดที่สูงเกียรติยิ่งไปกว่าความรู้ นั่นเป็นเพราะว่าบรรดากษัตริย์นั้นคือผู้นำของประชาชน และอุละมาอ์ก็คือผู้สอนและให้คำปรึกษาแก่บรรดากษัตริย์อีกทอดหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า อุละมาอ์นั้นมีความสำคัญมากขนาดไหนในการสร้างและฟื้นฟู “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” ตั้งแต่ยุคของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรื่อยมาถึงยุคของเคาะลีฟะฮฺทั้งสี่ พวกเขาต่างก็เป็นอุละมาอ์ของประชาชาติในยุคนั้น ๆ บทบาทในฐานะอุละมาอ์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะถือว่าเป็นแก่นแกนของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ”

เพราะฉะนั้น ความพยายามในการสร้างสถานะของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” จึงถือว่าเป็นหน้าที่อุละมาอ์ พวกเขาจะถูกตั้งคำถามโดยประวัติศาสตร์ถึงความรับผิดชอบต่อการเกิดความแตกแยกของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” ในโลกดุนยานี้ และอัลลอฮฺก็จะสอบสวนพวกเขาในวันอาคิเราะฮฺอีกต่อไปด้วย

นอกจากนี้แล้ว เราคงต้องยอมรับข้อเท็จจริงอันขมขื่นในประวัติศาสตร์ว่า ทุกครั้งที่เกิดความแตกแยกของ “อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ” เราจะพบต้นเหตุที่มาที่ไปของมันว่าเกิดมาจากความเบี่ยงเบนและหันเหของประชาชาติอิสลาม ที่ออกห่างเส้นทางสัจธรรมของอิสลามซึ่งวางฐานอยู่บนคำสอนของอัลกุรอานและสุนนะฮฺ เรามักจะพบสาเหตุความแตกแยกของประชาชาติอิสลามว่ามาจาก ความเบี่ยงเบนของคนบางคนที่ถูกเรียกว่าเป็นอุละมาอ์ในยุคนั้น ๆ ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว พวกเขาบางคนยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกว่าเป็นอุละมาอ์ของอิสลามได้เลย วัลลอฮุอะอฺลัม ขออัลลอฮฺทรงแก้ไขปรับปรุงพวกเราและพวกเขาเหล่านั้นด้วยเถิด

จุดยืนต่อความผิดพลาดของอุละมาอ์
มาร่วมกันยึดปฏิบัติคำสอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับจุดยืนอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ต่อบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลและมีบทบาท ตามที่ท่านนบีได้กล่าวว่า
أَقِيْلُوْا ذَوِيْ الْهَيْئَاتِ عَثَرَاتِهِمْ إِلاَّ الْحُدُوْدَ
ความว่า “พึงให้อภัยเท่าที่ทำได้กับความพลาดพลั้งของบรรดาคนที่มีสถานะสูง (เช่นบรรดาอุละมาอ์และผู้นำมุสลิม) ยกเว้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ หุดูด (ความผิดที่ถูกกำหนดบทลงโทษไว้แล้วในบทบัญญัติอิสลาม)”

อิมาม อัช-ชาฟิอีย์ ได้กล่าวว่า
وَذَوُو الْهَيْئَاتِ الَّذِينَ يُقَالُونَ عَثَرَاتِهِمْ؛ مَا لَمْ يَكُنْ حَدًّا؛ الَّذِينَ لَيْسُوا يُعْرَفُونَ بِالشَّرِّ، فَيَزِلُّ أَحَدُهُمُ الزَّلَّةَ
ความว่า “คนที่มีสถานะสูงที่ไม่ควรเอาผิดกับพวกเขาเวลาที่พวกเขาพลาดพลั้งไปในบางครั้ง ตราบใดที่ไม่ใช่ความผิดระดับที่ต้องโทษ หุดูด ก็คือ บรรดาคนที่โดยปกติแล้วไม่ใช่คนประเภทที่ทำชั่วจนเป็นที่รู้กัน พวกเขาเป็นคนที่มีเกียรติเพียงแต่ว่าพลาดพลั้งไปทำผิดในบางครั้ง” (นั่นเป็นกำหนดของอัลลอฮฺ และพระองค์ทรงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์)

โดยปกติแล้ว บรรดาคนที่มีคุณลักษณะเช่นนี้มักจะได้รับการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ให้สามารถแก้ปัญหาความหันเหหรือความพลาดพลั้งของพวกเขาได้ในที่สุด


---------------
คัดมาจาก : บทที่เก้า, หนังสือ "อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ", ผศ.ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 04, 2017, 12:53:35 โดย ด้วยความจริงใจ » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

แชทสดกับ บ.ก. (บริการใหม่ ... อิ อิ  Grin ) สถานะ :
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 21 คำสั่ง