อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ธันวาคม 14, 2017, 05:27:35 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ประกาศย้ำอีกครั้งแก่สมาชิกทุกท่านนะครับว่า อิกเราะอ์ฟอรั่มไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเว็บเพื่อการโฆษณาแฝงเชิงการค้าทุกประเภทครับ ... ชุกร็อน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดแฟ้ม : ชีอะฮฺ 12 อิหม่าม (อิษนัยอะชะริยะฮฺ)  (อ่าน 4848 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2008, 22:19:38 »


สืบเนื่องจากการแผ่ขยายในวงกว้างของกระแสการเชิญชวนไปสู่ลัทธิ "ชีอะฮฺ" หรืออาจจะเรียกให้ใกล้เคียงและถูกต้องมากขึ้นว่า "รอฟิเฎาะฮฺ" ตามสื่อต่างๆในสังคมมุสลิมไทยในช่วงหลังมานี้ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าลัทธิดังกล่าวนั้นเป็นลัทธิที่หลงผิด และเบี่ยงเบนออกจากแนวทางอัลกุรอานและสุนนะฮฺ แต่ด้วยความที่ยังมีคนจำนวนมากที่ขาดความรู้ความเข้าใจและข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับลัทธินี้ ประกอบกับความเป็น "มืออาชีพ" ในการใช้หลัก "ตะกิยะฮฺ" ของรอฟิเฎาะฮฺที่ปกปิดอำพราง ซ่อนเร้นความจริงไว้ภายใต้ใบหน้าอันยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร เราจึงขอมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อให้เราได้เข้าใจและระมัดระวังไม่หลงผิดหรือคล้อยตามลัทธิที่หลงทางเช่นนี้..

โดยเราจะนำเสนอ โดยยึดคำแปลและสรุปความหนังสือซึ่งเดิมเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยอิหม่ามมุหัมมัด บิน สุอูด อัลอิสลามิยะฮฺ - กรุงริยาฎ ประเทศซาอุฯ ซึ่งเขียนโดย ดร.นาศิรฺ บิน อับดิลลาฮฺ บิน อะลี อัลเกาะฟารีย์ เป๋นหลัก โดยอาจจะนำข้อมูลจากที่อื่นมาเสริมด้วยตามความเหมาะสม อินชาอัลลอฮฺ..

ขออัลลอฮฺตะอาลาได้โปรดประทานเตาฟีกและความช่วยเหลือแก่เราเพื่อให้งานชิ้นนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ พระองค์นั้นคือผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงปรีชาสามารถ..อามีน ยา ร็อบ..



ป. ล. อนึ่ง เพื่อความเป็นระเบียบและความต่อเนื่องในการนำเสนอ ขอสงวนสิทธิกระทู้นี้สำหรับการนำเสนอเพียงอย่างเดียว ส่วนท่านใดประสงค์ที่จะเพิ่มเติมข้อมูล วิพากษ์วิจารณ์ หรือมีคำถามเกี่ยวกับลัทธินี้ กรุณาตั้งกระทู้ใหม่ครับ..ขอบคุณครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2008, 22:30:24 »


سم الله الرحمن الرحيم


อารัมภบท


الحمد لله نحمده ونستعينه ونستغفره، ونعوذ بالله من شرور أنفسنا ومن سيئات أعمالنا، من يهده الله فلا مضل له، ومن يضلل فلا هادي له، وأشهد أن لا إله إلا الله وحده لا شريك له، وأشهد أن محمداً عبده ورسوله، وبعد


หนึ่งในรากฐานอิสลามอันยิ่งใหญ่คือการยึดมั่นกับแนวทางศาสนาแห่งองค์อัลลอฮฺตะอาลา และไม่แตกแยก “และพวกเจ้าจงยึดสายเชือก (ศาสนา) ของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน” (อาละอิมรอน : 103) "แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่างๆนั้นเจ้า (มุหัมมัด) หาใช่อยู่ในพวกเขาแต่อย่างใดไม่” (อัลอันอาม : 159)


บรรดามุสลิมในยุคเริ่มแรกนั้นต่างยืนอยู่บนแนวทางแห่งทางนำและสัจธรรมแห่งองค์อัลลอฮฺตะอาลา จนกระทั่งเมื่อท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮฺอันฮฺ ถูกสังหาร และเกิดฟิตนะฮฺความวุ่นวายอันนำไปสู่การทำสงครามระหว่างบรรดามุสลิมด้วยกัน ณ "ศิฟฟีน” ก็ได้มีกลุ่มนอกคอกกลุ่มหนึ่ง (เคาะวาริจญฺ) 1 เบี่ยงเบนออกจากแนวทางอิสลาม ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยกล่าวถึงกลุ่มๆนี้ว่า "และจะมีกลุ่มหนึ่งหันเหออกจากแนวทางอิสลามเมื่อเกิดความแตกแยกระหว่างบรรดา มุสลิม ซึ่งกลุ่มที่ใกล้เคียงกับความถูกต้องมากที่สุดจากสองกลุ่ม (ที่กำลังขัดแย้งกัน นั่นคือกลุ่มของท่านอะลีและกลุ่มของท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) จะเป็นผู้ฆ่าและปราบปรามพวกเขาเหล่านั้น” 2 หลังจากนั้นก็ได้เกิดบิดอะฮฺ "ชีอะฮฺ” 3ขึ้น และได้เกิดกลุ่มและแนวทางที่บิดเบือนอีกหลายต่อหลายกลุ่มดังที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยบอกกล่าวไว้ล่วงหน้า


ชีอะฮฺนั้นถือกำเนิดขึ้นที่เมือง "กูฟะฮฺ” 4  ดังนั้นจึงปรากฎรายงานจากทางสายของชีอะฮฺว่าจะไม่มีเมืองใดให้การต้อนรับแนวทางการเชิญชวนของพวกเขา (ในช่วงแรกๆ) นอกจากกูฟะฮฺ 5 หลังจากนั้นแนวคิดของกลุ่มนี้ก็ได้รับการเผยแพร่สู่เมืองอื่นๆ กลุ่ม "มุรฺญิอะฮฺ” ก็ถือกำเนิดขึ้นที่กูฟะฮฺเช่นกัน ส่วน "เกาะดะริยะฮฺ” และ "มุอฺตะซิละฮฺ” นั้น ถือกำเนิดขึ้นที่เมือง "บัศเราะฮฺ” ส่วน "ญะฮฺมิยะฮฺ” นั้นถือกำเนิดขึ้นจากแถบ “คุรอสาน”


ซึ่งการถือกำเนิดขึ้นของกลุ่มบิดอะฮฺเหล่านี้นั้น ก็อันเนื่องมาจากความห่างไกลจาก “ถิ่นฐานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม” 6 เพราะบิดอะฮฺนั้นจะเติบโตหรือขยายวงกว้างออกไปมิได้นอกเสียจากในวังวนแห่งความอวิชชาและขาดซึ่งผู้รู้ผู้ศรัทธา ดังนั้น ชาวสลัฟบางท่านจึงกล่าวว่า "สิ่งที่ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของเด็กหนุ่มและผู้ที่ไม่ใช่ชาวอาหรับก็คือการที่อัล ลอฮฺตะอาลาทรงประทานเตาฟีกให้เขาได้พานพบกับอาลิมอุละมาอฺที่เป็นอะฮฺลุสสุนนะฮฺ” 7 ทั้งนี้เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วคนสองกลุ่มนี้จะมีสิทธิเอนเอียงไปทางบิดอะฮฺและความหลงผิดได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เนื่องจากยังขาดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความหลงผิดของกลุ่มบิดอะฮฺต่างๆ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะต่อสู้กับบิดอะฮฺและสกัดกั้นฟิตนะฮฺ ก็คือการเผยแพร่สุนนะฮฺ และเปิดโปงความหลงผิดของกลุ่มที่หันเหออกจากสุนนะฮฺให้ผู้คนได้เข้าใจ ดังที่บรรดาอุละมาอฺสุนนะฮฺหลายๆท่านได้เคยยึดถือปฏิบัติ โดยพวกท่านได้ชี้แจงถึงความหลงผิดของกลุ่มบิดอะฮฺ เช่น อิหม่ามอะหฺมัด ท่านได้ตอบโต้กลุ่มญะฮฺมิยะฮฺและกลุ่มนอกรีตอื่นๆในยุคของท่าน หรืออิหม่ามบุคอรีที่ได้ตอบโต้กลุ่มญะฮฺมิยะฮฺ ส่วนอิบนุกุตัยบะฮฺก็ทำการตอบโต้ญะฮฺมิยะฮฺและมุชับบิฮะฮฺ ท่านดาริมีย์ก็โต้บิชรฺ อัลมัรฺรีสีย์


ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการชี้ แจงความบิดเบือนของกลุ่มที่หลงผิดที่ออกจากแนวทางของสุนนะฮฺนั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการที่จะป้องกันความสับสน และอธิบายหลักการศาสนาที่ถูกต้อง และยังเป็นการชี้นำทางสว่างแก่กลุ่มเหล่านั้น เพราะแท้จริงแล้วสัจธรรมความถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครอยากจะปฏิเสธ เพียงแต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นยังจมปลักอยู่กับความหลงผิดก็คือความ เคลือบแคลงสงสัยและคำพูดหรือทัศนะที่ไร้ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้น เราจะพบว่าบรรดาสาวกของกลุ่มเหล่านี้จะเป็นพวกนอกรีตไปเลย หรือไม่ก็เป็นผู้ซึ่งไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสอนผู้ไม่รู้ และเปิดเผยชี้แจงความบิดเบือนของกลุ่มนอกรีตเพื่อให้ผู้คนระมัดระวัง


การ ชี้แจงความบิดเบือนของกลุ่มก๊กที่ออกจากแนวทางของอัลกุรอานและสุนนะฮฺนั้น ถือเป็นวาญิบด้วยความเห็นพ้องของบรรดามุสลิม ถึงขนาดว่ามีรายงานว่า "มี คนถามอิหม่ามอะหฺมัด บิน หัมบัล ว่า ระหว่างการที่ชายคนหนึ่งถือศีลอด ละหมาด หรือเอียะติกาฟ (ที่เป็นสุนัต) กับการที่เขากล่าวชี้แจงความผิดบิดเบือนของผู้กระทำบิดอะฮฺ ท่านชอบให้กระทำสิ่งใดมากกว่า? อิหม่ามอะหฺมัดตอบว่า : หากเขาละหมาดหรือเอียะติกาฟ ผลบุญคุณงามความดีก็จะประสบแก่ตัวเขาเพียงคนเดียว แต่ถ้าเขาตักเตือน ชี้แจงถึงความหลงผิดของกลุ่มบิดอะฮฺ สิ่งนั้นจะยังประโยชน์แก่พี่น้องมุสลิมของเขาด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีความประเสริฐมากกว่า” 8


ทั้งนี้ ศัตรูอิสลามได้เล็งเห็นถึงโอกาสทองในการที่จะใช้กลุ่มนอกรีตเหล่านั้นทำให้เกิดฟิตนะฮฺความแตกแยกวุ่นวายในประชาชาตินี้ เพื่อเป็นการสกัดกั้นกระแสการหันกลับไปสู่ศาสนาของอัลลอฮฺ และการเข้ารับอิสลามอย่างล้นหลามในทั่วทุกแห่งหนของโลกจนเป็นที่หวาดวิตกของศัตรู กลุ่มหลงผิดเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือที่ได้ผลและเป็นกุศโลบายอันแยบยลในการทำลายล้างอิสลามจากข้างใน ด้วยกลุ่มที่แอบอ้างชื่ออิสลาม ดังนั้น เราจึงได้เห็นความช่วยเหลือต่างๆนาๆ ของศัตรูที่มีต่อกลุ่มเหล่านั้น และการพยายามผลักดันให้กลุ่มเหล่านั้นขึ้นมามีอำนาจในการชี้นำ


ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการเปิดเผยชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธาตุแท้ของกลุ่มที่บิดเบือนเหล่านี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชาติ  เพราะถ้าหากเราปล่อยให้กลุ่มนอกรีตเหล่านี้หลอกลวง บิดเบือน และแผ่ขยายอิทธิพลต่อไปในนามของศาสนาอิสลามแล้ว นั่นจะเป็นการปิดกั้นไม่ให้ผู้คนเข้ารับศาสนาและบทบัญญัติของอัลลอฮฺตะอาลา ซึ่งชัดเจนว่าสาเหตุหนึ่งของการต่อต้านอิสลามนั้นก็คือการมีทัศนคติว่ากลุ่ม หลงผิดที่เต็มไปด้วยความบิดเบือนและขัดกับความถูกต้องและสติปัญญานั้นคืออิส ลาม


กลุ่มต่างๆที่เคยถือกำเนิดขึ้นในอดีต ส่วนใหญ่ก็ได้อ่อนกำลังลงไปแล้วในปัจจุบัน และแทบไม่มีบทบาท ไม่มีสาวกผู้ตาม ไม่มีอำนาจที่จะมาต่อกรกับอะฮฺลุสสุนนะฮฺได้สักเท่าไรนัก


แต่ลัทธิ "ชีอะฮฺ” นั้นกลับเพิ่มการโจมตีอะฮฺลุสสุนนะฮฺ และขยายขอบเขตการเผยแพร่แนวทางอันหลงผิดของตนออกไปไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กลุ่ม “อิษนัยอะชะริยะฮฺ” คือกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการที่จะหลอกลวงผู้คนให้หลงผิดมากกว่ากลุ่มอื่นๆ






1- "เคาะวาริจญฺ” คือ กลุ่มที่ประกาศตนเป็นปรปักษ์และต่อต้านท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ภายหลังการตัดสินของตัวแทนฝ่ายท่านอะลี และฝ่ายท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จึงได้ทำการปราบปรามกลุ่มนี้ในสมรภูมิ “นะฮฺเราะวาน” ซึ่งได้ปรากฎมีรายงานที่เศาะหีหฺในตำราทั้งสอง (บุคอรีและมุสลิม) กว่าสิบหะดีษที่ระบุถึงคำสั่งของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้ฆ่าปราบปรามกลุ่มนี้เสีย

2- มุสลิม (พร้อมคำอธิบายของนะวะวีย์) บทซะกาต เรื่องการกล่าวเคาะวาริจญฺและลักษณะของกลุ่มนี้ (7/168)

3- ดู มินฮาญุสสุนนะฮฺ ของอิบนุตัยมิยะฮฺ : 1/218-219

4- มัจญฺมูอฺ ฟะตาวา อิบนิ ตัยมิยะฮฺ : 20/301

5- บิหารุล อันวารฺ : 10/259

6- มัจญฺมูอฺ ฟะตาวา อิบนิ ตัยมิยะฮฺ : 20/300-301

7- ชัรหฺ อุศูล อิอฺติกอด อะฮฺลิสสุนนะฮฺ ของลาละกาอีย์ 1/60 เป็นคำกล่าวของอัยยูบ อัสสัคติยานีย์

8- อิบนุตัยมิยะฮฺ / มัจญฺมูอะตุรเราะสาอิล วัลมะสาอิล : 5/110

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2008, 15:52:39 »


(ต่อ) อารัมภบท


ซึ่งสาเหตุที่ผู้เขียนเลือกที่จะเขียน (วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก) เกี่ยวกับกลุ่มอิษนัยอะชีริยะฮฺโดยเฉพาะนั้น ก็เพราะว่า

1 - หากเราพิจารณาดูรูปแบบและขั้นตอนการสืบทอดองค์ความรู้ทางศาสนา รวมไปถึงตำรับตำราแหล่งอ้างอิงของลัทธินี้ จะพบว่าเป็นประหนึ่ง “ศาสนา” เฉพาะเลยทีเดียว แม้แต่พวกเขาเองก็เรียกประเด็นปัญหาอะกีดะฮฺว่าเป็น “ศาสนาอิมามิยะฮฺ” ไม่ใช่ “มัซฮับอิมามิยะฮฺ” แต่อย่างใด 9   


2 - เนื่องจากกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการเผยแผ่ลัทธิของตน โดยมีผู้ทำงานเฉพาะในด้านนี้อย่างเป็นระบบ มีเครือข่าย มีการเคลื่อนไหวในทุกหนแห่ง และยังเน้นการเชิญชวนในหมู่อะฮฺลุสสุนนะฮฺ ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นว่าจะมีกลุ่มบิดอะฮฺกลุ่มใดที่จะทำได้ถึงขั้นนี้ ทุกวันนี้ลัทธิดังกล่าวพยายามที่จะแทรกซึมแนวคิดอันบิดเบือนนี้ และทำทุกวิถีทางที่จะขยายอาณาเขตของตน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างประเทศของตนขึ้นมา ซึ่งความพยายามเหล่านี้ก็ได้ผลในวงกว้างพอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว สถานทูตอิหร่านในประเทศต่างๆนั้นได้กลายเป็นศูนย์ประสานงานเพื่อการเชิญชวนไปสู่ลัทธิชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ โดยพวกเขาให้ความสำคัญกับการเผยแผ่ในหมู่มุสลิมมากกว่าการเผยแผ่ในหมู่ชนต่างศาสนิก


3 - ณ ปัจจุบัน กลุ่มนี้คือชีอะฮฺกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลก เป็นกลุ่มที่ได้รวมไว้ซึ่งกลุ่มก๊กชีอะฮฺทั้งหลายทั้งปวงที่เคยมีมาในหน้า ประวัติศาสตร์ เป็นเสมือนบทสรุปของแนวคิดชีอะฮฺสายต่างๆ กล่าวกันว่า ฉายา “ชีอะฮฺ” นั้นหากถูกกล่าวถึงโดดๆ จะหมายถึงชีอะฮฺกลุ่มนี้


4 - ลัทธินี้ให้ความสำคัญกับการโฆษณาชวนเชื่อว่ามีความประสงค์ที่จะประนีประนอม สมานฉันท์กับทางฝ่ายสุนนะฮฺ และได้ก่อตั้งองค์กร และศูนย์ต่างๆเพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดยมักยกสโลแกนว่าอยากเห็นความเป็น “เอกภาพ” ในหมู่ประชาชาติอิสลาม 10   


5 – ลัทธินี้มักนำเสนอว่าตนนั้นไม่ได้ต่างอะไรไปจากมัซฮับอะฮฺลุสสุนนะฮฺ เพียงแต่ถูกใส่ร้ายป้ายสี พวกเขาให้ความสำคัญกับการปกป้องแนวคิดของตนอย่างถวายชีวิต และเผยแพร่ตำรางานเขียนมากมายเพื่อการนี้ และยังคอยจ้องจับผิดตำราของทางฝ่ายสุนนะฮฺและตอบโต้โจมตีทุกครั้งเมื่อสบ โอกาส ซึ่งเช่นนี้ไม่ปรากฏว่ามีอยู่ในกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอย่างครบครันและเป็นรูปแบบ เหมือนเช่นกลุ่มนี้


6- ลัทธิดังกล่าวได้โจมตีด่าทอ ใส่ไคล้ อะฮฺลุสสุนนะฮฺอย่างรุนแรงและน่าเกลียด โดยเฉพาะบรรดาเศาะหาบะฮฺ และตำราหลักๆของอิสลาม ผ่านงานเขียนของพวกเขา พร้อมทั้งด่าทอผู้ที่เขียนถึงหรือวิพากษ์วิจารณ์ลัทธินี้ โดยอ้างว่างานเขียนเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการสมานฉันท์ และความเป็นเอกภาพของประชาชาติอิสลาม


7 – ผู้เขียนสังเกตเห็นความแตกต่างทางทัศนะและจุดยืนของตำราที่เขียนเกี่ยวกับชี อะฮฺกลุ่มนี้ในยุคปัจจุบัน โดยบางส่วนเห็นว่าผู้ตามลัทธินี้เป็น “กาเฟรฺ” ความสุดโต่งของแนวคิดลัทธินี้ทำให้ไม่อาจนับกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มมุสลิมได้ เช่น งานเขียนของเชคมุหิบบุดดีน อัลเคาะฏีบ, อิหฺสาน อิลาฮีย์ เซาะฮีรฺ, อิบรอฮีม อัลญับฮาน หรือคนอื่นๆ 11 และ บางส่วนก็เห็นว่ากลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺนั้นเป็นกลุ่มสายกลางที่ไม่สุดโต่งเหมือนกลุ่มบาฏินิยะฮฺ เช่น งานเขียนของอันนัชชารฺ, สุลัยมาน ดุนยา, มุศเฏาะฟา อัชชักอะฮฺ และคนอื่นๆ 12 ในขณะที่บางส่วนนั้นสับสนในตนเองถึงขนาดต้องหันไปถามความเห็นบรรดาผู้รู้ชีอะฮฺต่องานเขียนของอิหฺสาน อิลาฮี หรือมุหิบบุดดีน อัลเคาะฏีบ ดังเช่นงานเขียนของสาลิม อัลบะฮันสาวี ในหนังสือ “อัสสุนนะฮฺ อัลมุฟตะรออะลัยฮา” ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวอาจทำให้ผู้คนเกิดความสับสนได้






9- ตำรา อัลเอียะติกอดาต ของอิบนุ บาบะวัยฮฺ ถูกเรียกว่า “ศาสนาอิมามิยะฮฺ” ดู อัลฟะฮฺเราะสัต ของอัฏฏูสีย์ หน้า 189

10- ดู ฟิเราะตุตตักรีบ บัยนะ อะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัชชีอะฮฺ หน้า 511 เป็นต้นไป

11- ดู อัลคุฏูฏ อัลอะรีเฎาะฮฺ ของอัลเคาะฏีบ, อัชชีอะฮฺ วัสสุนนะฮฺ ของอิหฺซาน อิลาฮี และตับดีดุซเซาะลาม ของอัลญับฮาน

12- ดู นัชอะตุลฟิกริลฟัลสะฟีย์ ของนัชชารฺ, อัชชีอะฮฺ วะอะฮฺลุสสุนนะฮฺ ของสุลัยมาน และอิสลาม บิลามะซาฮิบ ของมุศเฏาะฟา

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 06:37:04 »



แหล่งอ้างอิงหลักของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้

ผู้เขียนยึดตำราที่เป็นที่ยอมรับในหมู่ชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ ทั้งตำราเก่าและตำราร่วมสมัยเป็นแหล่งอ้างอิงหลักของงานเขียนฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตำราตัฟสีร, หะดีษ, หรือหลักอะกีดะฮฺ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้

1- ตำราตัฟสีร

- ตัฟสีรฺอัลกุมมีย์ ซึ่งเขียนโดย อะลี บิน อิบรอฮีม อัลกุมมีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.307) ซึ่งเป็นตำราที่รอฟิเฎาะฮฺถือว่าเป็นต้นแบบของตำราตัฟสีรของพวกเขา และถือว่ารายงานทั้งหมดในตัฟสีรฺเล่มนี้มีความถูกต้องเชื่อถือได้ (ดู บทนำตัฟสีรฺอัลกุมมีย์ หน้า 10 และมุอฺญัม ริญาล อัลหะดีษ 1/63)

- ตัฟสีรฺอัลอัยยาชีย์ เขียนโดย มุหัมมัด บิน มัสอูด อัลอัยยาชีย์ (มีชีวิตอยู่ในช่วงปลาย ฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 3) ซึ่งเป็นตำราตัฟสีรที่เป็นที่ยอมรับในหมู่รอฟิเฎาะฮฺมากที่สุดอีกเล่ม (ดูคำพูดของอัตฏ็อบเฏาะบาอีย์ ในบทนำหนังสือเล่มนี้)

- ตัฟสีรฺฟุรอต บิน อิบรอฮีม บิน ฟุรอต อัลกูฟีย์ มีชีวิตอยู่ในฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 3 ถึงต้นฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ 4 เป็นตำราอีกเล่มที่เป็นที่ยอมรับในหมู่รอฟิเฎาะฮฺ (ดูคำพูดของมัจญฺลิสีย์ ในบิหารุล อันวารฺ 1/37)

- ตัฟสีรฺอัศศอฟี เขียนโดย มุหัมมัด มุหฺสิน อัลกาชานี

- ตัฟสีรฺอัลบุรฺฮาน เขียนโดย ฮาชิม บิน สุลัยมาน อัลบะหฺรอนี (เสียชีวิต ฮ.ศ.1107 หรือ 1109)

- มิรฺอาต อัลอันวารฺ วะ มิชกาต อัลอัสรอรฺ เขียนโดย อบุลหะสัน บิน มุหัมมัด อัลอามิลีย์



2- ตำราหะดีษ

หมายถึงตำราที่รวบรวมรายงานถึงบรรดาอิหม่ามของพวกเขา ซึ่งผู้เขียนได้ยึดตำราหลักที่เป็นที่ยอมรับในหมู่พวกเขาดังต่อไปนี้

- ตำรา 4 เล่ม (อัลกุตุบ อัลอัรฺบะอะฮฺ) นั่นคือ อัลกาฟีย์, อัตตะฮฺซีบ, อัลอิสติบศอรฺ และ มันลายะหฺฎุรุฮุล ฟะกีฮฺ ซึ่งบรรดาชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺต่างเห็นพ้องต้องกันว่า รายงานทั้งหมดในตำราทั้งสี่เล่มนี้ล้วนมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ (ดูคำกล่าวของ อัศศ็อดรฺ ใน อัชชีอะฮฺ หน้า 127)

- ตำรา 4 เล่ม ในยุคหลัง นั่นคือ อัลวาฟีย์, บิหารุล อันวารฺ, อัลวะสาอิล และ มุสตัดร็อก อัลวะสาอิล
ซึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ตำราหลักของรอฟิเฎาะฮฺในส่วนของรายงานนั้น มี 8 เล่มตามที่กล่าวมาข้างต้น (ดู คำพูดของอัลหาอิรีย์ ใน มินฮาจญ์ อะมะลีย์ ลิตตักรีบ หน้า 233)

- ตำราซึ่งเขียนโดย อบูญะอฺฟัรฺ มุหัมมัด บิน อะลี บิน บาบะวัยฮฺ อัลกุมมีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.381) เช่น อิกมาลุดดีน, อัตเตาหีด, ษะวาบุลอะอฺมาล, อุยูน อัคบารฺ อัรฺริฎอ และมะอานิล อัคบารฺ เป็นต้น
   
- ตำราของ อบูญะอฺฟัรฺ มุหัมมัด บิน หะสัน อัตฏูสีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.460)



3- ในส่วนของหลักอะกีดะฮฺ และฟิร็อก

นอกเหนือจากตำราที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้เขียนยังได้ทำการอ้างอิงจากตำราอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับในหมู่พวกเขา เช่น

- อิอฺติกอดาต เขียนโดย อิบนุ บาบะวัยฮฺ

- นะฮฺญุล มุสตัรฺชิดีน เขียนโดย อิบนุล มุเฏาะฮฺฮัรฺ

- อัลอิอฺติกอดาต เขียนโดย อัลมัจลิสีย์

- อะกออิด อัลอิมามิยะฮฺ เขียนโดย อัลมุซ็อฟฟัรฺ

- อะกออิด อัลอิมามิยะฮฺ อัลอิษนัย อะชะริยะฮฺ เขียนโดย อัซซันญานีย์

- อัลฆ็อยบะฮฺ โดย อันนุอฺมานีย์

- อัลฆ็อยบะฮฺ โดย อัตฏูสีย์

- อัลอีกอซ มินัล ฮัจอะฮฺ บิล บุรฺฮาน อะนิรร็อจอะฮฺ โดย อัลอามิลีย์

- อัลมะกอลาต วัลฟิร็อก โดย สะอฺด์ บิน อับดิลลาฮฺ อัลกุมมีย์

- ฟิร็อก อัชชีอะฮฺ โดย อันนูบัคตีย์

และตำราเล่มอื่นๆ



4- ตำราที่กล่าววิพากษ์นักรายงาน (กุตุบ อัรฺริญาล)

- มะอฺริฟะตุนนากิลีน โดย มุหัมมัด บิน อุมัรฺ อัลกัชชีย์ (มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4)

- อัรฺริญาล โดย อบุล อับบาส อะหฺมัด บิน อะลี อันนะญาชีย์ (เสียชิวิต ฮ.ศ.460)

- อัรฺริญาล โดย อัตฏูสีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.460)

- อัลฟะเราะสัต โดย อัตฏูสีย์

ซึ่งทั้งสี่เล่มนี้ถือเป็นตำราอ้างอิงที่สำคัญในเรื่องนี้ และเป็นที่ยอมรับในหมู่รอฟิเฎาะฮฺ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 06:39:28 »


1- ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชีอะฮฺ

ประกอบไปด้วยเนื้อหาดังต่อไปนี้

  1.1 ความหมายเชิงภาษาของคำว่า ชีอะฮฺ

  1.2 คำว่าชีอะฮฺในอัลกุรอาน และความหมาย

  1.3 คำว่าชีอะฮฺในหะดีษ และความหมาย

  1.4 คำว่าชีอะฮฺในตำราหะดีษของกลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺ และความหมาย

  1.5 คำว่าชีอะฮฺในหน้าประวัติศาสตร์

  1.6 นิยามคำว่าชีอะฮฺในตำราของกลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺ

  1.7 นิยามที่ถูกต้องของคำว่าชีอะฮฺ

  1.8 กำเนิดชีอะฮฺ

  1.9 กลุ่มก๊กต่างๆของชีอะฮฺ

  1.10 ฉายาต่างๆของชีอะฮฺอิมามิยะฮฺอิษนัยอะชะริยะฮฺ

  1.11 กลุ่มก๊กต่างๆของชีอะฮฺอิษนัยอะชะริยะฮฺ





1.1 ความหมายเชิงภาษาของคำว่าชีอะฮฺ

อิบนุ ดุร็อยดฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.321) กล่าวว่า : “เมื่อกล่าวว่าคนนั้นเป็นชีอะฮฺคนนี้ ก็หมายความว่า : เป็นผู้ที่มีทัศนะเดียวกับเขา, และสนับสนุนให้การช่วยเหลือแก่เขา” [ดู ญัมฮะเราะตุล ลุเฆาะฮฺ 3/63]

อัลอัซฮะรีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ.370) กล่าวว่า : “ชีอะฮฺ คือ กลุ่มผู้ให้การสนับสนุน, เหล่าผู้ตาม, หรือสาวกของผู้ใดผู้หนึ่ง” [ดู ตะฮฺซีบุลลุเฆาะฮฺ 3/61]

อัลเญาฮะรีย์ (เสีย ชีวิต ฮ.ศ.400) กล่าวว่า : “กลุ่มชนใดๆที่มีเป้าหมายเดียวกัน และยึดถือคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา พวกเขาเหล่านั้นก็คือชีอะฮฺ” [อัศศิหาหฺ 3/1240]

อิบนุ มันซูรฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.711) กล่าวว่า : “ชีอะฮฺ คือกลุ่มผู้ตามและสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่ง โดยหลักๆแล้วใช้สำหรับเรียกกลุ่มคน แต่ก็อาจจะใช้เรียกคนเพียงคนเดียวหรือสองคนก็ได้ โดยชื่อนี้ (ชีอะฮฺ)โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นชื่อเรียกของกลุ่ม ที่เลื่อมใสท่านอะลีและวงศ์วานของท่าน โดยเมื่อมีการกล่าวว่าคนนั้นคนนี้เป็นชีอะฮฺ ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่ามาจากกลุ่มดังกล่าว” [ดู ลิสานุล อะร็อบ หมวด شيع]

จะ เห็นว่าคำว่า “ชีอะฮฺ” เดิมทีในเชิงภาษานั้นจะสื่อความหมายในเชิงการติดตาม การช่วยเหลือ การมีทัศนะที่สอดคล้อง และการรวมตัวเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ในภายหลังเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเมื่อกล่าวถึงคำๆนี้ จะหมายกลุ่มผู้เลื่อมใสท่านอะลี และวงศ์วานของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 18, 2008, 19:16:25 โดย อบู ศ็อฟวาน » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2008, 19:16:59 »



1.2 คำว่าชีอะฮฺในอัลกุรอาน และความหมาย

รากศัพท์ของคำว่าชีอะฮฺ (หมวด شيع ) นั้นถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน 12 ครั้งด้วยกัน โดยท่านอิบนุลเญาซีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้สรุปว่า บรรดาอุละมาอ์นักตัฟสีรฺได้กล่าวกันว่า คำว่าชีอะฮฺในอัลกุรอานนั้นมี 4 ความหมายด้วยกัน คือ

1- กลุ่มก๊ก ดังที่ปรากฏใน อัลอันอาม : 159, อัลหิจญรฺ : 10, อัลเกาะศ็อศ : 4 และอัรฺรูม : 32

2- วงศ์วานและลูกหลาน ดังที่ปรากฏใน อัลเกาะศ็อศ : 15

3- ประชาชาติ ดังที่ปรากฏใน มัรยัม : 69, อัลเกาะมัรฺ : 51, สะบะอ์ : 54 และอัศศอฟฟาต : 83

4- แนวทางต่างๆ ดังที่ปรากฏใน อัลอันอาม : 65

[ดู นุซฮะตุล อะอฺยุน วันนะวาซิรฺ 376-377]


โดยท่านอิบนุลก็อยยิม เราะ หิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “คำว่าชีอะฮฺและรากศัพท์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคำนี้นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะให้ความหมายส่อไปในทางที่ไม่ดี และคำๆนี้ในอัลกุรอานก็ล้วนให้ความหมายในเชิงตำหนิติเตียนแทบทั้งสิ้น” [บะดาอิอุล ฟะวาอิด 1/155]


ซึ่งคำว่าชีอะฮฺตามที่ปรากฏในอัลกุรอาน ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ามันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มชีอะฮฺอันเป็นที่ รู้จักเลยแม้แต่น้อย แต่ที่น่าแปลกก็คือ มีบางส่วนจากกลุ่มชีอะฮฺพยายามและทำทุกวิถีทางที่จะอธิบายคำว่าชีอะฮฺที่ ปรากฏในอัลกุรอานว่าหมายถึงกลุ่มของตน โดยให้ความหมายผิดแผกไปจากความหมายที่แท้จริงของคำๆนั้น บิดเบือน เปลี่ยนแปลงอัลกุรอาน ดังเช่นที่พวกเขาตีความอายะฮฺ “และแท้จริง ผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของเขา(นบีนูหฺ)นั้นคืออิบรอฮีม” (อัศศอฟฟาต : 83) ว่า : นบีอิบรอฮีมนั้นเป็นชีอะฮฺผู้เลื่อมใสท่านอะลี!! [ดู ตัฟสีรฺอัลบุรฮาน 4/20, ตัฟสีรฺอัลกุมมีย์ 2/323 และ บิหารุล อันวารฺ 68/12-13]


ซึ่ง การตีความเช่นนี้ขัดแย้งกับสำนวนอัลกุรอาน และหลักการอิสลามโดยสิ้นเชิง มันเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานอะกีดะฮฺของกลุ่มรอฟิเฎาะฮฺสุดโต่งที่เชื่อว่าบรรดา อิหม่ามของพวกเขานั้นประเสริฐกว่าบรรดานบี [ดู อุศูลุดดีน ลิลบัฆดาดีย์ หน้า 298, อัชชิฟาอ์ ลิลกอฎีย์อิยาฎ] การตีความเช่นนี้ เป็นการหลงผิดอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่กินกับสติปัญญา คล้ายกับเป็นการกุเรื่องของผู้ที่ไม่ชำนิชำนาญการโกหกนั่นเอง เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดรับได้


อายะฮฺดังกล่าวตามการอธิบายของ อะฮฺลุสสุนนะฮฺแล้วก็คือ ท่านนบีอิบรอฮีมเป็นชีอะฮฺท่านนบีนูหฺ อะลัยฮิมัสสลาม กล่าวคือ เป็นผู้เจริญรอยตามและอยู่บนแนวทางของท่าน [ดู ตัฟสีรฺ อัตเฏาะบะรีย์ 23/69 และตัฟสีรฺ อิบนิกะษีรฺ 4/13] ซึ่งเป็นการให้ความหมายที่สอดคล้องกับสำนวนอายะฮฺ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็พบว่ามีนักตัฟสีรฺชีอะฮฺบางคนให้ความหมายอายะฮฺดังกล่าวเหมือนตัฟสีรฺอะ ฮฺลุสสุนนะฮฺเช่นเดียวกัน [ดู ตัฟสีรฺ มัจญมะอฺ อัลบะยาน 5/67]



1.3 คำว่าชีอะฮฺในหะดีษ และความหมาย

คำว่าชีอะฮฺถูกกล่าวถึง ในหะดีษโดยมีความหมายว่า ผู้ตาม หรือสาวก ดังปรากฏในหะดีษซึ่งรายงานโดยอิหม่ามอะหฺมัด เกี่ยวกับชายคนหนึ่งชื่อซุลคุวัยศิเราะฮฺ ที่กล่าวแก่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า “ท่านไม่ยุติธรรมเลย” ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้กล่าวถึงชายคนนี้ว่า
 
سَيَكُونُ له شِيعَة يتعمقون في الدين حتى يخرجوا منه

“ชายผู้นี้จะมีสาวก ซึ่งเคร่งครัดในศาสนา แต่ (สุดท้าย) พวกเขาก็ออกจากศาสนา” [มุสนัด 12/3-5]


ซึ่งคำว่า ชีอะฮฺ ในหะดีษบทนี้หมายถึง สหาย, สาวก และผู้ให้การช่วยเหลือ


และ เท่าที่ผู้เขียนค้นหาดูในตำราหะดีษต่างๆ ไม่พบว่ามีการให้ความหมายคำว่าชีอะฮฺว่าคือกลุ่มที่เป็นที่รู้จักกันในยุค หลัง นอกจากในหะดีษที่เฎาะอีฟหรือเมาฎูอฺ



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2008, 19:20:15 »



1.4 คำว่าชีอะฮฺในตำราหะดีษของกลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺ และความหมาย

ตำราหะดีษของกลุ่มชีอะฮฺได้กล่าวถึงคำว่า ‘ชีอะฮฺ’ ใน หลายๆตัวบทที่พวกเขาอ้างถึงท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม, ท่านอะลี, หะสัน, หุสัยน์ และคนอื่นๆจากบรรดาอิหม่ามทั้ง 12  คนตามความเชื่อของกลุ่มนี้ (ซึ่งสุนนะฮฺตามความเข้าใจของพวกเขานั้น คือคำพูดของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาอิหม่ามทั้ง 12 คน) โดยเป็นคำที่หมายถึงกลุ่ม แนวคิด และบรรดาอิหม่ามของพวกเขา


ซึ่งพวก เขากล่าวอ้างว่าท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือผู้เริ่มบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีอะฮฺ!..ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้กุรายงานเท็จที่ระบุว่าคำว่า ‘ชีอะฮฺ’ ในความหมายของพวกเขานั้น เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ก่อนยุคท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยซ้ำ โดยพวกเขาได้กล่าวว่านบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ก็เป็นชีอะฮฺที่นิยมท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ! (ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น) และยังกล่าวอีกว่า “การเป็นผู้นำของท่านอะลีนั้นมีระบุไว้ในคัมภีร์ทุกเล่มของบรรดานบี” [อุศูล อัลกาฟีย์ 1/437]



1.5 คำว่าชีอะฮฺ ในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม

ในยุคแรกๆของอิส ลาม คำว่าชีอะฮฺนั้นจะถูกจำกัดความหมายไว้แต่เพียงความหมายเชิงภาษาของคำๆนี้ นั่นคือ "การสนับสนุนช่วยเหลือ และการติดตาม" แม้กระทั่งในเอกสารการเจรจาเพื่อหาข้อยุติระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี กับ ท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ก็ปรากฎว่ามีการใช้คำว่าชีอะฮฺ ในความหมายดังกล่าวเช่นกัน โดยเรียกฝ่ายท่านอะลีว่าชีอะฮฺอะลี และเรียกฝ่ายท่านมุอาวิยะฮฺว่าชีอะฮฺมุอาวิยะฮฺ กล่าวคือคำว่าชีอะฮฺในเอกสารดังกล่าว ก็หมายถึง ผู้สนับสนุนอะลี และ ผู้สนับสนุนมุอาวิยะฮฺนั่นเอง ซึ่งบางส่วนบางตอนของเอกสารดังกล่าวระบุไว้ว่า :


"นี่คือข้อตกลงระหว่าง อะลี บิน อบีฏอลิบ กับ มุอาวิยะฮฺ บิน อบีสุฟยาน และชีอะฮฺของทั้งสอง.."


"โดยอะลีและชีอะฮฺของเขาเลือกที่จะให้ อับดุลลอฮฺ บิน ก็อยส์ เป็นตัวแทน ส่วนมุอาวิยะฮฺ และชีอะฮฺของเขาก็เลือก อัมรฺ บิน อัลอาศ.."


"หากคนใดคนหนึ่งจากผู้นำของทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตก็ที่การตกลงในเรื่องนี้จะสิ้นสุด ก็ให้ชีอะฮฺของ เขาเลือกผู้ที่พวกเขาพึงพอใจเพื่อดำรงตำแหน่งแทนเขา.." (ดูเอกสารเหล่านี้ใน อัลอัคบาร อัฏฏิวาล 194-196, ตารีค อัฏเฏาะบะรีย์ 5/53-54)


ท่านหะกีม บิน อัฟละหฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า "..เพราะฉันได้ห้ามนาง (ท่านหญิงอาอิชะฮฺ) ไม่ให้พูดถึงชีอะฮฺทั้งสองนี้(ชีอะฮฺอะลี และชีอะฮฺมุอาวิยะฮฺ)" บันทึกโดย มุสลิม 2/168


ครั้ง หนึ่ง ท่านมุอาวิยะฮฺ ได้กล่าวแก่ บุสรฺ บิืน อัรฺเฏาะอะฮฺ ขณะที่ท่านจะส่งเขาไปเยเมนว่า "ท่านจงเดินทางไปจนถึงเมืองศ็อนอาอ์ ที่นั่นมีชีอะฮฺของเราอยู่"  (ตารีค อัลยะอฺกูบี 2/197)


ซึ่งจาก หลักฐานข้างต้น ทำให้เราทราบว่าในยุคแรกๆนั้น คำว่าชีอะฮฺไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายที่สนับสนุนท่านอะลีเท่านั้น แต่จะใช้ในความหมายเชิงภาษาทั่วไป นั่นคือ ผู้สนับสนุน หรือผู้ติดตาม นั่นเอง..


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2008, 19:25:12 »



1.6 นิยามคำว่าชีอะฮฺในตำราของกลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺ


1.นิยามที่ให้โดย อัลกุมมีย์ (ตาย ฮ.ศ.301) ผู้ที่ได้ชื่้อว่าเป็นอาลิมระดับแนวหน้าของชีอะฮฺคนหนึ่ง

"ชีอะฮฺ คือ กลุ่มมุสลิมฝ่าย อะลี บิน อบีฏอลิบ เป็นผู้ที่สนับสนุนอะลีในยุคท่านนบี  99 และหลังจากยุคท่าน โดยพวกเขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่นิยมเลื่อมใสท่าน และเห็นว่าท่านคือผู้นำหลังจากท่านนบี" [อัลมะกอลาต วัลฟิร็อก หน้า 10]

ซึ่ง อันนูบัคตีย์ ก็เห็นด้วยกับคำนิยามนี้ [ฟิร็อกุชชีอะฮฺ หน้า 2,17]


ข้อสังเกต :

- คำนิยามนี้ คือคำนิยามที่ปรากฎในตำราเล่มที่เก่าที่สุดเล่มหนึ่งของชีอะฮฺ โดยในคำนิยามดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงหลักใดๆของกลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺ ที่พวกเขาถือว่ามันเป็นหัวใจของการเป็นชีอะฮฺ เช่น ประเด็นการที่ท่านนบีระบุว่าอะลี และลูกหลานของท่านคือผู้นำ รวมไปถึงประเด็นอื่นๆ (ยกเว้นการกล่าวถึงความเป็นผู้นำของอะลีในตอนท้ายของคำนิยาม โดยไม่ได้ชี้ว่ามันเป็นการระบุเจาะจงจากท่านนบี)


- ซึ่งนิยามที่ไม่กล่าวถึงหลักความเชื่อต่างๆที่ชีอะฮฺยุคหลังอุตริขึ้นนั้น ถือได้ว่าเป็นคำนิยามที่ใกล้เคียง สำหรับชีอะฮฺดั้งเดิมในยุคแรก และจะไม่ครอบคลุมผู้ที่แอบอ้างตนว่าเป็นชีอะฮฺ เพราะพวกเขาเหล่านั้น ได้อุตริหลักความเชื่อใหม่ๆขึ้น ซึ่้งบรรดาอะฮฺลุลบัยต์ในยุคแรกไม่เคยกล่าวถึง.. แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น คำนิยามเช่นนี้ ตามเกณฑ์ของชีอะฮฺอิษนัยอะชะริยะฮฺโดยรวมแล้ว ถือว่าไม่ใช่คำนิยามที่ถูกต้องของชีอะฮฺ แม้ว่าอัลกุมมีย์ และอันนูบัคตีย์ จะเป็นอุละมาอ์ของกลุ่มนี้เช่นเดียวกันก็ตาม..


- ในคำนิยามนี้ ระบุว่ามีชีอะฮฺอะลีสมัยท่านนบี  ซึ่งถือว่าเป็นแอบอ้างที่ไร้ซึ่งมูลความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะในสมัยนั้น บรรดามุสลิมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีกลุ่มก๊กใดๆทั้งสิ้น..



2.นิยามที่ให้โดย อัลมุฟีด (ตาย ฮ.ศ.412)

" ชีอะฮฺ คือ สาวกของอะมีรุลมุมินีน เศาะละวาตุลลอฮิอะลัยฮฺ (อะลี) โดยพวกเขาให้ความรักความนับถือ และเชื่อมั่นว่าท่านคือผู้นำหลังจากท่านเราะสูล โดยไม่มีการเว้นช่วง (คือเป็นผู้นำหลังจากท่านเราะสูลทันที) พร้อมทั้งปฏิเสธการเป็นผู้นำของผู้ที่เป็นเคาะลีฟะฮฺก่อนหน้าท่าน และยกย่องให้ท่านเป็นผู้ที่สมควรได้รับการตาม โดยท่านจะไม่ตามผู้ใดในลักษณะที่เป็นการตามอย่างนอบน้อม" และอัลมุฟีด ก็ได้กล่าวอธิบายเพิ่มว่า กลุ่มที่ถือว่าเข้าข่ายคำนิยามนี้ก็คือกลุ่มอิมามิยะฮฺ และกลุ่มญารูดิยะฮิจากสายซัยดิยะฮิ ส่วนกลุ่มอื่นๆจากสายซัยดิยะฮฺ ไม่ถือว่าเป็นชีอะฮฺในมุมมองของเขา [อัลมะกอลาต หน้า 29]


ข้อสังเกต :

- คำนิยามนี้ไม่ได้กล่าวถึงหลักความเชื่อสำคัญของของกลุ่ม เช่น การเป็นผู้นำของลูกหลานอะลี


- จะเห็นว่า คำนิยามนี้ได้ปฏิเสธกลุ่มชีอะฮฺที่มีความเป็นกลาง และความพอดี จากสายซัยดิยะฮฺ โดยไม่นับว่าเป็นชีอะฮฺ จะนับว่าเข้าข่ายชีอะฮฺก็เฉพาะกลุ่มที่สุดโต่งเท่านั้น นั่นคือ กลุ่มอัลญารูดิยะฮฺ รวมไปถึงกลุ่มสุดโต่งจากสายอื่นๆ


- ประโยคที่ว่า "และยกย่องให้ท่านเป็นผู้ที่สมควรได้รับการตาม โดยท่านจะไม่ตามผู้ใดในลักษณะที่เป็นการตามอย่างนอบน้อม" นั้นบ่งชี้ถึงหลักสำคัญข้อหนึ่งของกลุ่มนี้ นั่นคือ การตะกิยะฮฺ (อำพรางตน) โดยพวกเขาอ้างว่า ท่านอะลีนั้นแม้ภายนอก จะดูเหมือนท่านตามบรรดาเคาะลีฟะฮฺทั้งสาม แต่ในใจท่านนั้น ท่านคือผู้ที่สมควรได้รับการตาม ซึ่งการที่ท่านตามเคาะลีฟะฮฺทั้งสามนั้น ก็เป็นการตามในแบบตะกิยะฮฺ ไม่ใช่ตามด้วยความนอบน้อมจากใจ นั่นเอง..


- ส่วนประโยคที่ว่า "และเชื่อมั่นว่าท่านคือผู้นำหลังจากท่านเราะสูล  โดยไม่มีการเว้นช่วง" นั้นวางอยู่บนพื้นฐานแนวคิดของกลุ่มนี้ ที่ปฏิเสธการเป็นผู้นำของเคาะลีฟะฮฺทั้งสาม นั่นเอง..



3.คำนิยามที่ให้โดย อัฏฏูซีย์ (ตาย ฮ.ศ.460) หนึ่งในอุละมาอ์ที่กลุ่มนี้ให้การยอมรับ

"คือ ผู้ที่ศรัทธาว่าอะลีนั้น คือผู้นำของบรรดามุสลิมีน ผ่านการสั่งเสียจากท่านเราะสูล  และด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ" [ตัลคีศ อัชชาฟีย์ 2/56]


ข้อสังเกต :

- จะเห็นว่า อัฏฏูซีย์ ได้ระบุชัดเจนว่า การเชื่อว่าการเป็นผู้นำของท่านอะลีเป็นการสั่งเสียของท่านนบีนั้น ถือเป็นหลักสำคัญของการเป็นชีอะฮฺ เพราะฉะนั้น กลุ่มใดที่ไม่้เชื่อเช่นนั้น และให้การยอมรับท่านอบูบักร อุมัร และอุษมาน (เช่น กลุ่มสุลัยมานิยะฮฺ จากสายซัยดิยะฮฺ) กลุ่มนี้จะไม่นับว่าพวกเขาเป็นชีอะฮฺ โดยเด็ดขาด..



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 18, 2008, 21:54:00 »



1.7 นิยามที่ถูกต้องของคำว่าชีอะฮฺ


ในทัศนะของผู้เขียน มองว่านิยามของคำว่า “ชีอะฮฺ” นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการทางแนวคิดและหลักการยึดมั่นของกลุ่มนี้ ทั้งนี้ หากเราพิจารณาดูแนวคิดของชีอะฮฺ จะพบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยชีอะฮฺในยุคแรกนั้นต่างจากชีอะฮฺในยุคถัดมาอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงชีอะฮฺในยุคแรก ก็จะหมายถึงผู้ที่มีทัศนะว่าท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ มีความประเสริฐและเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺมากกว่าท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เท่านั้น (โดยมิได้มีแนวคิดบิดเบือนอื่นใด) จึงอาจกล่าวได้ว่า นิยามของคำว่าชีอะฮฺในยุคแรกนั้น คือ “กลุ่มคนที่เห็นว่าท่านอะลีเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺมากกว่าท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา” นั่นเอง (มัจญฺมูอฺ อัลฟะตาวา ลิบนิ ตัยมิยะฮฺ 3/153 และ ฟัตหุลบารีย์ 7/34)


ดังนั้น ท่านอิบนุ ตัยมิยะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ จึงกล่าวว่า “ชีอะฮฺยุคแรกๆที่อยู่ในยุคของท่านอะลีนั้น พวกเขาต่างเห็นพ้องว่าท่านอบูบักรฺ และอุมัรฺ ประเสริฐกว่าทุกๆคน” (มินฮาญุสสุนนะฮฺ 2/60) ซึ่งชะรีก บิน อับดิลลาฮฺ  หนึ่งในผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นชีอะฮฺในยุคนั้น ได้ห้ามให้เรียกกลุ่มคนที่เห็นว่าท่านอะลีประเสริฐกว่าท่านอบูบักรฺ และอุมัร ว่า  ”ชีอะฮฺ” เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวขัดแย้งกับสิ่งที่มีรายงานชัดเจนจากท่านอะลี ว่าท่านยกย่องเชิดชูท่านอบูบักร และอุมัร และเห็นว่าท่านทั้งสองประเสริฐกว่าท่าน (มินฮาญุสสุนนะฮฺ 1/7-8)


ลัยษ์ บิน อบีสุลัยม์ กล่าวว่า “ฉันมีโอกาสได้พบกับชีอะฮฺในยุคแรก พวกเขาต่างเห็นพ้องว่าท่านอบูบักรฺ และอุมัรฺ ประเสริฐกว่าท่านอื่นๆ” (อัลมุนตะกอ 360-361)


เจ้าของหนังสือมุคตะศ็อรฺ อัตตุหฺฟะฮฺ กล่าวว่า “ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในยุคของท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ไม่ว่าจะเป็นชาวมุฮาญิรีน หรือชาวอันศอรฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ในแนวทางของพวกท่าน ต่างทราบดีถึงความประเสริฐของท่าน ในขณะเดียวกันพวกท่านเหล่านั้นก็ไม่เคยล่วงเกินผู้หนึ่งผู้ใดจากบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เลย เพราะฉะนั้น การที่พวกท่านจะด่าทอ หรือกล่าวหาว่าท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นกาฟิรจึงเป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด” (มุคตะศ็อรฺ อัตตุหฺฟะฮฺ หน้า 3)


แต่ชีอะฮฺในยุคต่อมา ก็มิได้คงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ใจ และมารยาทอันสูงส่งดังกล่าว แนวทางของพวกเขาเปลี่ยนไป แตกเป็นกลุ่มเป็นก๊กมากมาย และคำว่าชีอะฮฺได้กลายเป็นหน้ากากซึ่งปกปิดซ่อนไว้ซึ่งแผนการอันเลวร้ายเพื่อทำลายล้างอิสลามและบรรดามุสลิมของหมู่ศัตรูผู้มีจิตใจสกปรกโสมม ดังนั้น อุละมาอ์หลายๆท่านจึงไม่เรียกขานกลุ่มนี้ซึ่งทำการด่าทอสาปแช่งท่านอบูบักรฺ และอุมัรฺ ว่า “ชีอะฮฺ” แต่พวกท่านเรียกกลุ่มคนเหล่านั้นว่า “รอฟิเฎาะฮฺ” (กลุ่มผู้ปฏิเสธ) เพราะกลุ่มคนเหล่านั้นไม่เหมาะสมที่จะได้ชื่อว่า “ชีอะฮฺ” (ซึ่งในยุคแรกนั้นคำว่าชีอะฮฺถือเป็นคำเรียกที่มีเกียรติ)


และผู้ที่ทราบถึงพัฒนาการของแนวคิดกลุ่มชีอะฮฺ จะไม่รู้สึกแปลกใจเลยหากพบว่าอุละมาอ์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคแรกๆบางท่านถูกเรียกขานว่าเป็น “ชีอะฮฺ” ทั้งที่พวกท่านนั้นเป็นถึงอุละมาอ์สุนนะฮฺระดับแนวหน้า ทั้งนี้ เนื่องจากนิยามของคำว่าชีอะฮฺในยุคนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากนิยามคำว่าชีอะฮฺในยุคหลัง


ฉะนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า แนวคิดชีอะฮฺนั้นมีหลายระดับ หลายรูปแบบ และมีพัฒนาการหลายขั้นด้วยกัน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ได้แตกแขนงออกเป็นกลุ่มก๊กมากมาย โดยกลุ่มที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนั้น คือ “กลุ่มอิษนัยอะชะริยะฮฺ” นั่นเอง


แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึง ณ ที่นี้ คือ การที่ตำราหลายๆเล่มกล่าวถึงนิยามชีอะฮฺว่า “คือ กลุ่มผู้ตาม หรือสาวกท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ” นั้น อาจก่อให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า ท่านอะลีนั้นเป็นชีอะฮฺ และมีแนวคิดเฉกเช่นกลุ่มคนเหล่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวคิดอันบิดเบือนของกลุ่มคนเหล่านั้นเลย เป็นเพียงการแอบอ้างชื่อท่าน และวงศ์วานของท่าน เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่แนวคิดอันบิดเบือนของตน



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2009, 20:17:46 »


1.8 กำเนิดชีอะฮฺ


# กำเนิดชีอะฮฺในมุมมองของชีอะฮฺเอง

ประเด็นนนี้ ชีอะฮฺเองมีความเห็นแตกต่างกัน โดยอาจสรุปได้ว่ามีอยู่ 2 ทัศนะ คือ

ทัศนะที่ 1 :

แนวชีอะฮฺนั้นถือกำเนิดมานานแล้ว ก่อนที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีเสียอีก โดยนบีทุกๆท่านในยุคก่อน จะถูกกำชับใช้ให้ศรัทธาต่อการเป็นผู้นำของท่านอลี!!


ตัวอย่างแนวความเชื่ออันน่ารังเกียจนี้ ก็เช่น :

รายงานจากอบุลหะสัน ในหนังสืออัลกาฟีย์ กล่าวว่า :
"การเป็นผู้นำของท่านอลีนั้น ได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ของบรรดานบีทุกเล่ม โดยอัลลอฮฺจะไม่ส่งเราะสูลท่านใดมา เว้นแต่จะกำชับถึงเรื่องการเป็นนบีของท่านนบีมุหัมมัีด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการเป็นผู้นำของท่านอลีหลังจากท่านนบี" (ดู อุศูลุลกาฟีย์ 1/437)


หรือรายงานที่มีบันทึกในหนังสืออัลบิหาร ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าว (ตามที่พวกเขากุขึ้น) ว่า :
"โอ้อลีเอ๋ย อัลลอฮฺไม่ทรงแต่งตั้งนบีท่านใด เว้นแต่พระองค์จะกำชับให้ท่านศรัทธาต่อการเป็นผู้นำของเจ้า ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม" (ดู อัลบิหารฺ 11/60)


และรายงานอื่นๆที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งหาดูได้จากตำราอันเป็นที่ยอมรับของพวกเขา เช่น อัลกาฟีย์ (2/8), อัลวาฟีย์ (2/155 และ 3/10), อัลบิหาร (35/151), ตัฟสีรอัศศอฟีย์ (2/80) , อัลบุรฮาน (1/86) และตำราอื่นๆอีกมากมาย



ทัศนะที่ 2 :

ชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺบางส่วนทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีความเชื่อว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือผู้ที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีอะฮฺ โดยแนวคิดชีอะฮฺถือกำเนิดขึ้นในยุคท่าน และเศาะหาบะฮฺบางท่านก็เป็นชีอะฮฺรักใคร่ฝักใฝ่ในท่านอลี ตั้งแต่ในยุคของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม!!


มุหัมมัด หุเสน อาลกาชิฟฆิฏอ กล่าวว่า : "ผู้ที่เพาะบ่มแนวคิดชีอะฮฺเป็นคนแรกในอิสลาม ก็คือตัวผู้นำมาซึ่งบทบัญญัติศาสนานั่นเอง กล่าวคือเมล็ดพันธุ์แห่งชีอะฮฺนั้น เกิดขึ้นพร้อมๆกับเมล็ดพันธุ์อิสลามอย่างเคียงคู่กัน ผู้ที่ทำการเพาะบ่มเมล็ดพันธุ์นั้นได้ดูแลรักษามัน รดน้ำพรวนดิน จนกระทั่งมันเติบโตขึ้นในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และงอกเงยออกดอกผลหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว" (ดู อัศลุชชีอะฮฺ หน้า 43 และดูรายงานอื่นๆใน อัลมะกอลาต หน้า 15 และฟิร็อก อัชชีอะฮฺ หน้า 17)



** ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ คงไม่จำเป็นต้องอธิบายแจกแจงถึงความสกปรกและหลงผิดของมัน เพราะมันชัดเจนอยู่แล้ว


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

takbir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 240


สักวันฉันจะเป็น "Super Muslim"


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2009, 21:36:29 »

อัลฮัมดูลลิลาฺฮ ได้ความรู้เพิ่มอีกในเรื่องของ ชีอะ พอที่จะเป็นภูมิคุ้มกันของพี่น้องได้อีกระดับหนึ่ง ขอนำบทความไปเผยแพร่ต่อน่ะครับ

ปล. รออ่านบทความต่อไป อย่าลืมนำมาฝากน่ะครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Ubuntu >> ชีวิตของตู
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 30, 2009, 22:08:22 »


# กำเนิดชีอะฮฺในมุมมองของผู้ที่ไม่ใช่ชีอะฮฺ


ทัศนะที่ 1 :

เห็นว่าแนวคิดชีอะฮฺ เกิดขึ้นภายหลังการเสียชีวิตของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยในขณะนั้น มีบางคนเห็นว่าท่านอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำมากที่สุด และนั่นคือจุดกำเนิดของแนวคิดชีอะฮฺ (ทัศนะนี้เป็นของนักวิชาการบางท่านจากยุคแรกและยุคหลัง เช่น อิบนุค็อลดูน, อะหมัด อะมีน และนักบูรพาคดีบางคน)


ทัศนะที่ 2 :

แนวคิดชีอะฮฺเริ่มขึ้นภายหลังการเสียชีวิตท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จากการถูกลอบสังหาร โดยผู้ที่เริ่มบ่มเพาะแนวคิดนี้คือ อับดุลลอฮฺ บิน สะบะอ์ ยะฮูดีที่แกล้งทำเป็นรับอิสลาม (ทัศนะนี้เป็นของนักวิชาการหลายท่าน เช่น อิบนุหัซม์)


ทัศนะที่ 3 :

เห็นว่าแนวคิดชีอะฮฺก่อตัวขึ้นในปี ฮ.ศ.37 เมื่อเกิดสงครามศิฟฟีน ระหว่างท่านอะลี กับท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา (ทัศนะนี้เป็นของนักวิชาการหลายท่าน เช่น ชาฮฺ อับดุลอะซีซ อัดดะฮฺละวีย์)


ทัศนะที่ 4 :

เห็นว่าแนวคิดชีอะฮฺเริ่มขึ้นภายหลังการเสียชีวิตของท่านหุสัยน์ (ทัศนะของ Strotnmann,R)


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2009, 08:52:53 »


สรุปทัศนะที่ถูกต้องเกี่ยวกับการถือกำเนิดขึ้นของชีอะฮฺ


ชีอะฮฺ ในรูปแนวคิดและหลักอะกีดะฮฺนั้น มิได้ถือกำเนิดขึ้นในคราวเดียว (ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) แต่ได้มีพัฒนาการหลายขั้นจากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่ง ทั้งนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่าจุดเริ่มต้น หรือประกายความคิดของอะกีดะฮฺนี้เริ่มมีขึ้น ภายใต้การนำของยะฮูดีย์ที่ชื่ออิบนุสะบะอ์ ซึ่งตำราชีอะฮฺเองก็ยอมรับว่าอิบนุสะบะอ์เป็นคนแรกที่เสนอแนวคิด ว่าตำแหน่งผู้นำนั้นจำเป็นต้องเป็นของท่านอลี และท่านคือผู้ที่ท่านนบีกำหนดให้เป็นตัวแทนหลังจากท่าน..ซึ่งข้อนี้ก็ถือเป็นรากฐานสำคัญของอะกีดะฮฺชีอะฮฺ


นอกจากนี้ ตำราชีอะฮฺก็ยังได้ระบุว่าอิบนุสะบะอ์และพวกพ้อง คือคนกลุ่มแรกที่ทำการด่าทอสาปแช่งท่านอบูบักรฺ อุมัร อุษมาน และเศาะหาบะฮฺท่านอื่นๆ..ข้อนี้ ก็เป็นหลักอะกีดะฮฺชีอะฮฺ ดังที่ตำราของพวกเขาระบุไว้


อิบนุสะบะอ์กล่าวว่าท่านอลีจะกลับมาสู่โลกดุนยานี้อีกครั้ง (ร็อจญ์อะฮฺ) และยังกล่าวอีกว่าท่านอลีและอะฮฺลุลบัยต์ ได้รับความรู้อันเป็นความลับเฉพาะที่ไม่มีผู้อื่นรู้อีกด้วย..ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนกลายเป็นหลักสำคัญของอะกีดะฮฺชีอะฮฺ


เหล่านี้คือรากฐานสำคัญของหลักอะกีดะฮฺชีอะฮฺ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การผูกโยงความสัมพันธ์ระหว่างจุดกำเนิดของแนวคิดชีอะฮฺกับอิบนุสะบะอ์นั้น หมายถึังแนวคิดชีอะฮฺสุดโต่งที่วางอยู่บนรากฐานต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนแนวคิดชีอะฮฺในแบบที่หมายถึงการยกย่องท่านอลีว่าประเสริฐกว่าท่านอื่นๆเพียงอย่างเดียว (โดยไม่มีแนวคิดสุดโต่งอื่นๆ) นั้นไม่ถือว่ามีจุดกำเนิดมาจากกลุ่มอิบนุสะบะอ์แต่อย่างใด


แนวคิดชีอะฮฺดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เริ่มมีการบ่มเพาะภายหลังการเสียชีวิตของท่านอุษมาน และในยุคของท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ด้วยการจุดประเด็นของอิบนุสะบะอ์ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นแนวคิดของกลุ่มใดกลุ่มอย่างชัดแจ้ง แถมยังถูกท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ประกาศสงครามต่อต้านอย่างหนักหน่วง


แต่ทว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามมาในภายหลัง ทำให้เริ่มเห็นผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้เป็นกลุ่มเป็นก้อนชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังเช่น ในสงครามศิฟฟีนและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามดังกล่าว หรือหลังจากท่านอลีและท่านหุเซนถูกฆาตกรรม เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนผลักดันให้เกิดความรู้สึกเห็นใจและโน้มน้าวไปสู่การยกย่องช่วยเหลือบรรดาอะฮฺลุลบัยต์ และทำให้มีการแทรกซึมเข้ามาของแนวคิดสุดโต่งบิดเบือน ในรูปของการช่วยเหลือปกป้องท่านอลีและวงศ์วานของท่าน จนก่อให้เกิดความเชื่อที่แปลกประหลาดมากมาย เมื่อเวลาผ่านไปบิดอะฮฺเหล่านี้ก็เติบโตและเป็นภัยขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มีผู้สานต่อแนวคิดของอิบนุสะบะอ์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก


ฉายา "ชีอะฮฺ" ในยุคท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ นั้นมีความหมายเพียง "ความรักใคร่และการช่วยเหลือ" เท่านั้น ไม่เคยปรากฎว่ามันจะหมายถึงหลักอะกีดะฮฺ ที่เป็นแนวคิดของกลุ่มชีอะฮฺทุกวันนี้เลยแม้แต่น้อย.. และอย่างที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว ว่าในยุคนั้นฉายาดังกล่าวก็มิได้จำกัดเฉพาะกลุ่มที่รักท่านอลี แต่ยังใช้เรียกผู้ที่รักใคร่ท่านอื่นๆด้วย เช่น ชีอะฮฺมุอาวิยะฮฺ (ผู้รักใคร่และช่วยเหลือมุอาวิยะฮฺ) เป็นต้น


ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ต่า่งๆที่เกิดขึ้นกับบรรดาอะฮฺลุลบัยต์ (เหตุฆาตกรรมท่านอลี ท่านหุเซน ฯลฯ) จะเป็นเรื่องน่าเศร้าใจและน่าเห็นใจอย่างยิ่ง ที่มุสลิมทุกคนย่อมต้องรู้สึก แต่บรรดาศัตรูอิสลามซึ่งคอยจับจ้องจะทำลายล้างอิสลาม ก็ได้ใช้จุดนี้เป็นใบเบิกทาง ในการสร้างความแตกแยกร้าวฉานในหมู่ประชาชาติอิสลาม.. ด้วยเล่ห์กลลับลวงพราง สับปลับปลิ้นปล้อน พวกเขาสามารถทำความเสียหายแก่ประชาชาติอิสลาม ในระดับที่แม้แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ยังไม่อาจจะทำได้.. ผู้คนจากศาสนาอื่น และผู้ที่มีเจตนาจ้องจะทำลายอิสลาม ได้หลั่งไหลเข้าสู่แนวคิดชีอะฮฺ แล้วพวกเขาก็อุตริหลักความเชื่ออันบิดเบือน ซึ่งผสมปนเปกับความเชื่อและแนวคิดในศาสนาเดิมของพวกเขาขึ้น แล้วนำเสนอสิ่งเหล่านั้นในนามของอิสลาม.. ดังที่เราจะได้ติดตามกันต่อไป อินชาอัลลอฮฺ


(อุศูลมัซฮับชีอะฮฺ หน้า 78-81)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2009, 09:09:14 โดย Abu Sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1132


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2009, 12:07:35 »

الحجة الباهرة
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 09, 2013, 14:55:27 »


1.9 กลุ่มก๊กต่างๆของชีอะฮฺ

เร็วๆนี้.. อินชาอัลลอฮฺ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1132


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: กันยายน 13, 2017, 19:08:42 »

มาต่อด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.053 วินาที กับ 22 คำสั่ง