อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
กรกฎาคม 21, 2018, 05:07:41 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อิกเราะอ์ฟอรั่ม ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างเงียบเหงา ต่อไป

16 พฤษภาคม  2008 อิกเราะอ์ฟอรั่ม ครบรอบ 9 ปีแล้วนะครับ

http://www.iqraforum.com/forum/index.php/topic,2.0.html
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พัฒนาการของฟิกฮฺในยุคต่างๆ  (อ่าน 2639 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Abu Sofwan
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2729



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2008, 18:09:54 »


(1)

ฟิกฮฺในยุคสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม


ยุคสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือช่วงเวลาอันประเสริฐที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการประทาน อัลกุรอาน ฟิกฮฺในยุคนี้จึงเรียกได้ว่าเป็น “ฟิกฮุล วะห์ยฺ” นั่นคือฟิกฮฺที่มาจากองค์อัลลอฮฺตะอาลา โดยพระองค์จะทรงประทานหุก่มต่างๆ ลงมายังท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในรูปของโองการอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ทำการเผยแพร่สิ่งนั้นสู่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน

ในยุคนี้ยังไม่มีการจำกัดความหรือบัญญัติคำว่า “ฟิกฮฺ” ว่าหมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยหุก่มภาคปฏิบัติ ดังที่เข้าใจกันในยุคหลัง แต่ฟิกฮฺในยุคนี้ได้ครอบคลุมทุกๆด้านของบทบัญญัติอิสลามไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะกีดะฮฺ (หลักการยึดมั่น) หรืออิบาดาต (หลักการปฏิบัติ) ซึ่งเราอาจจะแบ่งฟิกฮฺในยุคนี้ออกเป็นสองระยะด้วยกันคือ


1 - ณ เมืองมักกะฮฺ

คือช่วงเวลาร่วม 13 ปี นับจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวบทบัญญัติอิสลามจะเน้นหนักไปในเรื่องของหลักการยึดมั่นศรัทธา การห้ามการทำชิริก (ตั้งภาคีต่อองค์อัลลอฮฺ) และเรื่องของจรรยามารยาทต่างๆ ในอิสลามเสียส่วนใหญ่ แทบจะไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิบัติเลย นอกจากการละหมาดซึ่งในช่วงแรกๆนั้นหมายถึงการละหมาดสองเวลาเช้า-เย็น (จนกระทั่งคืนอิสรออ์ เมียะรอจญ์ ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมขึ้นไปรับบทบัญญัติการละหมาดห้าเวลา ณ องค์อัลลอฮฺตะอาลา) และซะกาตซึ่ง ณ เวลานั้นหมายถึงการเศาะดะเกาะฮฺให้ทานที่ไม่ใช่วาญิบ (กระทั่งมีบัญญัติในปีที่สองหลังการฮิจญฺเราะฮฺว่าซะกาตคือการให้ทานที่เป็นวาญิบ)
 
2 - ณ เมืองมะดีนะฮฺ

หลังจากที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงอนุญาตให้ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำการฮิจญฺเราะฮฺอพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺและก่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น ก็เริ่มมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักการปฏิบัติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล หรือที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม เช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับหลักอิบาดาต การญิฮาด การแต่งงานและความสัมพันธ์ในครอบครัว บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดทางอาญาและบทลงโทษ การซื้อ-ขายและการทำธุรกรรมต่างๆ สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบัญญัติอื่นๆ ที่ครอบคลุมทุกๆ ด้าน ทุกๆแง่มุมของชีวิต


รูปแบบของการบัญญัติหุก่มในยุคนี้
 
เราอาจจะสรุปรูปแบบหรือแนวทางการบัญญัติหุก่มในยุคนี้ได้เป็นสองลักษณะ คือ

1 - เกิดเหตุการณ์ ปัญหา หรือคำถามที่ต้องการคำตอบหรือบทบัญญัติทางศาสนาขึ้น ในกรณีเช่นนี้ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจะรอการประทานคำตอบหรือหุก่มจากองค์อัลลอฮฺตะอาลาก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งพระองค์จะทรงประทานโองการอัลกุรอานลงมายังท่านเพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ หรืออาจจะเป็นในรูปของหะดีษ แต่ในบางครั้งอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นโดยไม่มีการประทานหุก่มจากอัลลอฮฺ ซึ่งในกรณีนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จะทำการอิจญ์ติฮาด (ใช้ความพยายามในการหาหุก่มของปัญหา) ซึ่งหากถูกต้องอัลลอฮฺก็จะทรงเห็นชอบ แต่หากการอิจญ์ติฮาดนั้นไม่ถูกต้องพระองค์ก็จะทรงประทานโองการระบุถึงสิ่งที่ถูกต้อง ดังเช่นกรณีของเชลยศึกชาวมุชริกีนในสงครามบัดร์ เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมตัดสินให้ไถ่ตัวไปได้ อัลลอฮฺก็ทรงประทานโองการตำหนิการตัดสินใจของท่าน เป็นต้น
 
ตัวอย่างของการบัญญัติหุก่มประเภทนี้ ก็เช่น ครั้งหนึ่งเศาะหาบะฮฺได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเกี่ยวกับเลือดประจำเดือน อัลลอฮฺตะอาลาก็ทรงประทานโองการตอบคำถามนั้นในสูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 222 และเมื่อเศาะหาบะฮฺถามท่านถึงน้ำทะเล ท่านก็ตอบไปว่าน้ำทะเลนั้นสะอาดและสัตว์น้ำที่ตายในทะเลก็เป็นที่อนุมัติให้รับประทานได้ ดังปรากฏในตัวบทหะดีษ (อบูดาวูด 83, อัตติรมิซีย์ 69, อันนะสาอีย์ 332 และ 4350 , อิบนุ มาญะฮฺ 386 และ 3264)  ทั้งนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบไปด้วยโองการที่ลงมายังท่าน เป็นต้น
 
2 - บทบัญญัติที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยที่ไม่มีคำถาม หรือ เหตุการณ์ใดๆเป็นสาเหตุของการบัญญัติ ทั้งนี้ก็เพราะว่าองค์อัลลอฮฺตะอาลานั้นทรงรอบรู้ถึงความต้องการ และสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์สำหรับการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เพราะบทบัญญัติอิสลามนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำตอบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสังคมใหม่ขึ้นด้วยกฏเกณฑ์และระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม และการกำหนดหน้าที่ของบ่าวที่พึงมีต่อเอกองค์อัลลอฮฺตะอาลาเพื่อเป็นรากฐานอันมั่นคงของสังคมสืบต่อไป ตัวอย่างของการบัญญัติหุก่มประเภทนี้ก็เช่น การกำหนดให้มีการชูรอ (ปรึกษาหารือ) หรือการแจกแจงวิธีการจ่ายซะกาต เป็นต้น


ลักษณะเด่นของการบัญญัติหุก่มในยุคนี้

1 – เป็นการบัญญัติแบบทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป

กล่าวคือ บทบัญญัติทั้งหมดไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นในคราวเดียวแต่เป็นการบัญญัติทีละขั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากน้อยไปสู่มาก ง่ายไปสู่ยาก ตลอดระยะเวลา 23 ปี ยกตัวอย่างเช่น บทบัญญัติการละหมาดซึ่งในขั้นแรกนั้นกำหนดให้ละหมาดวันละสองเวลาเช้า-เย็น แล้วจึงเพิ่มเป็นห้าเวลา การห้ามดื่มเหล้าก็เช่นกัน เป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไม่ได้ห้ามเด็ดขาดในคราวเดียว เป็นต้น ซึ่งวิธีการเช่นนี้ทำให้ไม่รู้สึกยากลำบากในการที่จะน้อมรับและปฏิบัติตาม
 
2 – การปฏิเสธสิ่งที่จะทำให้เกิดความยากลำบาก

ซึ่งลักษณะข้อนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบทบัญญัติในยุคนี้เท่านั้นแต่ยังครอบคลุมบทบัญญัติอิสลามในทุกยุคทุกสมัย กล่าวคือบทบัญญัติอิสลามนั้นไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินความสามารถของมนุษย์ และหากว่ามีอุปสรรคใดๆ ที่จะมาทำให้การปฏิบัติตามบทบัญญัติอิสลามนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก อิสลามก็จะมีทางออกให้ด้วยการผ่อนปรน อนุโลมและอนุญาตให้ปฏิบัติเท่าที่ความสามารถจะมี เช่น ในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วย เดินทาง หลงลืม หรือพลาดพลั้ง อิสลามก็จะมีบทบัญญัติเฉพาะที่เป็นทางออกของผู้ที่ประสบกับกรณีนั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากเราพิจารณาดูบทบัญญัติอิสลามทั้งหมดจะพบว่ามีน้อยมากและแต่ละอย่างก็ใช้เวลาปฏิบัติไม่มาก เมื่อเทียบกับเวลาที่เรามี จึงไม่ถือเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตเลยแม้แต่น้อย
                   
3 - การแทนที่บทบัญญัติใดบทบัญญัติหนึ่งด้วยบทบัญญัติที่ดีกว่า (นัซคฺ)

กล่าวคือ อัลลอฮฺตะอาลา อาจจะทรงบัญญัติหุก่มหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ในระยะเวลาหนึ่ง โดยที่พระองค์ทรงรู้ว่าเมื่อถึงเวลาอันควรพระองค์จะทรงแทนที่หุก่มนั้นด้วยหุก่มอื่นที่เหมาะกับเวลานั้นมากกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็เป็นไปด้วยหิกมะฮฺ (วิทยปัญญาและเหตุผล) ของพระองค์เพราะพระองค์ทรงรอบรู้ในทุกๆสิ่ง ตัวอย่างของการนัซคฺ ก็เช่นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับอิดดะฮฺ (การครองตนโดยไม่แต่งงาน)ของหญิงที่สามีตาย ซึ่งในระยะแรกนั้นอิดดะฮฺของนางคือ 1 ปีเต็ม ตามที่ปรากฏในอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 240 หลังจากนั้นอัลลอฮฺตะอาลาก็ทรงเปลี่ยนให้เป็น 4 เดือน กับ 10 วันดังปรากฏในสูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ : 234 เป็นต้น


ไม่มีการคิลาฟ (การขัดแย้งทางทัศนะ) ในยุคนี้

เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีชีวิตอยู่ในยุคนี้ และท่านก็เป็นผู้บอกหุก่มที่มาจากองค์อัลลอฮฺตะอาลา เมื่อมีปัญหาใดๆทุกคนก็จะกลับไปหาท่าน สอบถามท่าน กล่าวคือ บทบัญญัติทั้งหมดนั้นล้วนมาจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ พร้อมคำอธิบายและการตอบข้อซักถามของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงไม่มีการขัดแย้งทางทัศนะเกิดขึ้นในยุคนี้


การจดบันทึกในยุคนี้

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ตั้งให้เศาะหาบะฮฺบางท่านทำหน้าที่บันทึกโองการอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมายังท่าน เช่น ท่านเซด บิน ษาบิต หรือท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา และท่านอื่นๆ ในส่วนของหะดีษนั้น ช่วงแรกๆท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ห้ามให้บันทึกเพราะเกรงว่าจะสับสนกับอัลกุรอาน แต่ภายหลังท่านก็อนุญาตให้บันทึกไว้ได้ ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ทำการบันทึกหะดีษของท่านในยุคนี้ ก็คือท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮฺ

วันที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากไปนั้น อัลกุรอานล้วนถูกบันทึกไว้ทั้งหมดแล้ว เพียงแต่อยู่กระจัดกระจายและยังไม่ได้ถูกรวบรวมเป็นเล่ม แต่กระนั้นเศาะหาบะฮฺหลายๆท่านก็ท่องจำอัลกุรอานขึ้นใจ จนกระทั่งสมัยของท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮฺ ที่เริ่มมีการรวบรวมอัลกุรอาน และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในยุคท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮอันฮฺ ซึ่งถือว่าเป็นการรวบรวมขั้นสุดท้าย

ในส่วนของหะดีษ ถึงแม้จะไม่มีการจดบันทึกไว้ทั้งหมด แต่บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ท่องจำขึ้นใจเช่นกัน ทั้งนี้ แต่ละท่านก็ท่องจำมากน้อยต่างกันไป ที่สำคัญคือ สุนนะฮฺทั้งหมดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รับการท่องจำและรายงานต่ออย่างครบถ้วนสมบูรณ์


ข้อสรุป

จะเห็นได้ว่าฟิกฮฺในยุคของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมนั้นยังไม่ได้ถูกจำกัดความเช่นที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ แต่ฟิกฮฺในยุคนั้นหมายถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบัญญัติอิสลามในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นในด้านอะกีดะฮฺหลักการยึดมั่น อิบาดาตหลักการปฏิบัติ หรือ จรรยามารยาทต่างๆในอิสลาม และการบัญญัติหุก่มในยุคนั้นก็ยึดเพียงอัลกุรอานและหะดีษเป็นหลัก เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยใดๆ ทุกคนก็จะกลับไปถามท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมทันที จึงไม่มีข้อขัดแย้งทางทัศนะใดๆ เกิดขึ้น

________________________________________

แหล่งอ้างอิงและศึกษาเพิ่มเติมได้จาก :
1- ตารีค อัตตัชรีอฺ อัลอิสลามีย์ - เขียนโดย เชค มันนาอฺ อัลก็อฏฏอน
2- อัลมัดค็อล ลิ ดิรอซะฮฺ อัชชะรีอะติล อิสลามิยะฮฺ - เขียนโดย ศ.ดร.อับดุลกะรีม ซัยดาน
3- อัลมัดค็อล อิลา อัชชะรีอะฮฺ วัล ฟิกฮฺ อัลอิสลามีย์ - เขียนโดย ศ.ดร.อุมัรฺ อัลอัชก็อรฺ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 18, 2008, 20:27:52 โดย abu sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Abu Sofwan
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2729



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 20:33:09 »



(2)

ฟิกฮฺในยุคเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม


แนวทางของเศาะหาบะฮฺในการวินิจฉัยปัญหาศาสนา

ยุคสมัยของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ผ่านพ้นไปพร้อมๆกับความสมบูรณ์แบบของบทบัญญัติแห่งเอกองค์อัลลอฮฺตะอาลาไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอัลกุรอาน หรือ สุนนะฮฺของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ได้กลายเป็นหลักสำคัญของพัฒนาการทางฟิกฮฺในยุคต่อมา
 
วิชาฟิกฮฺในยุคนี้เริ่มมีการขยายขอบเขตกว้างออกไปจากเดิม ทั้งนี้ เพราะภายหลังจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตบรรดาเศาะหาบะฮฺต้องเผชิญกับปัญหาและเหตุการณ์ใหม่ๆที่ไม่เคยปรากฏในยุคของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งจำเป็นต้องรู้หุก่ม ตลอดจนการเผยแผ่อิสลามสู่เมืองต่างๆที่ทำให้อาณาเขตของรัฐอิสลามแผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลออกไปจากเดิมและมีผู้คนจากหลายชาติ ต่างภาษา หลากวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งศาสนาอิสลาม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีปัญหาใหม่ๆตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงต้องพยายามหาคำตอบให้กับปัญหาใหม่ๆที่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกหุก่มเหล่านี้ โดยขั้นตอนหลักๆของพวกท่านในการวินิจฉัยปัญหาใดๆนั้น ก็เริ่มจากการตรวจสอบดูว่ามีโองการอัลกุรอานหรือตัวบทหะดีษกล่าวถึงเรื่องนั้นหรือไม่ เมื่อพบว่าทั้งอัลกุรอานและหะดีษไม่ได้ระบุหุก่มของปัญหานั้นไว้พวกท่านก็จำเป็นต้องอาศัยการ "อิจญฺติฮาด" ใช้ความคิดความพยายามค้นหาคำตอบ ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการใช้ความคิดโดดๆโดยปราศจากความสัมพันธ์กับหลักศาสนา แต่เป็นการอาศัยความรู้ ความเข้าใจในหลักศาสนาที่ได้ร่ำเรียนมาจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากการที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านเป็นเวลายาวนาน ได้เห็น ได้เข้าใจถึงสาเหตุของการประทานอัลกุรอานและเข้าใจถึงความหมายของตัวบทหะดีษอย่างถ่องแท้ ด้วยสิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เศาะหาบะฮฺสามารถหาคำตอบให้กับปัญหาใหม่ๆที่เกิดขึ้นหลังจากยุคของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ ซึ่งการวินิจฉัยนี้มีลักษณะเด่นหลายข้อที่ชนรุ่นหลังควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อาจจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

1- การให้ความสำคัญกับบทบัญญัติศาสนามากกว่าทัศนะของตนเอง

มีรายงานว่าท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ขึ้นอ่านคุฏบะฮฺแล้วกล่าวว่า " แท้จริงความเห็นของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นล้วนถูกต้องทั้งสิ้น เพราะท่านได้รับการชี้นำจากองค์อัลลอฮฺ แต่สำหรับพวกเรานั้น ความเห็นเป็นเพียงความไม่แน่นอน " (ญามิอฺ บะยานิล อิลมฺ 2/64)

2 – เมินความเห็นของตนเองเมื่อพบว่ามีตัวบท

มีรายงานว่าท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ตัดสินให้ดิยะฮฺ (ค่าชดใช้เมื่อทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ) ของแต่ละนิ้วนั้นไม่เท่ากัน แต่เมื่อท่านได้ทราบว่ามีตัวบทที่กำหนดให้จ่ายอูฐ 10 ตัว เท่ากันทุกนิ้วท่านก็ไม่ลังเลที่จะทิ้งความเห็นของท่าน และยึดตามตัวบททันที (อัลฟะกีฮฺ วัล มุตะฟักกิฮฺ 1/139)
 
3 - การไม่รีบออกคำวินิจฉัย และมีความละเอียดอ่อนในการพิจารณา
ท่านอิบนฺ อบี ลัยลา กล่าวว่า " ฉันมีโอกาสได้พานพบกับเศาะหาบะฮฺ 120 ท่าน ทุกท่านนั้นล้วนแต่อยากให้ท่านอื่นรายงานหะดีษ หรือออกคำวินิจฉัยแทนท่านทั้งสิ้น " (ซิยัรฺ อะอฺลาม อันนุบะลาอฺ 4/263) ทั้งนี้เพราะความยำเกรงต่ออัลลอฮฺทำให้พวกท่านเหล่านั้นเกรงว่าตนจะวินิจฉัยปัญหาหรือรายงานหะดีษผิดพลาดไปนั่นเอง

4- หลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการโต้เถียง

5 - การปรึกษาหารือกับอุละมาอฺ และผู้เชี่ยวชาญ    และลักษณะเด่นอื่นๆ อีกมากมายนอกเหนือจากนี้


ซึ่งแน่นอนว่าการอิจญฺติฮาดที่อาศัยความคิด ความเข้าใจในยุคที่ปราศจากผู้ให้คำชี้ขาดเหมือนในยุคท่านนบีนั้นจะต้องนำมาซึ่งความเห็น หรือทัศนะที่แตกต่างกันบ้าง ต่างจากเมื่อครั้งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังอยู่เพราะในยุคนั้นหากเกินความขัดแย้ง หรือมีทัศนะที่ต่างกัน ทุกคนก็จะกลับไปหาท่านทันที

ในขณะเดียวกันเศาะหาบะฮฺก็อาจจะอิจญฺติฮาดแล้วได้คำตอบเดียวกันเรียกว่า "อิจญฺมาอฺ" นั่นคือการเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์  ซึ่งถือว่าเป็นหลักการบัญญัติหุก่มที่ไม่เคยมีในยุคของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเพราะในยุคนั้นยังไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยการอิจญฺมาอฺเนื่องจากยังไม่มีการขัดแย้งทางทัศนะเกิดขึ้น

 
โดยเราอาจจะสรุปสาเหตุของการมีทางทัศนะที่แตกต่างกันระหว่างเศาะหาบะฮฺในยุคนี้ได้ดังนี้

1- เกิดปัญหาและสถานการณ์ใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในยุคท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และไม่มีตัวบทระบุชัดเจน เป็นเหตุให้เศาะหาบะฮฺต้องอิจญฺติฮาดเพื่อให้ได้มาซึ่งหุก่ม ซึ่งเป็นธรรมดาที่ผลออกมาจะไม่ตรงกันบ้าง เพราะความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

2 - ความแตกต่างกันทางระดับความรู้ของเศาะหาบะฮฺ กล่าวคือ บางท่านอาจจะรู้หะดีษที่ท่านอื่นไม่รู้ ดังที่เราได้กล่าวไปในปฐมบท (1) ว่าเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเสียชีวิตลงนั้น ตัวบทหะดีษยังไม่ได้รับการรวบรวมแต่อยู่กระจัดกระจายตามเศาะหาบะฮฺแต่ละท่าน เพราะฉะนั้นบางท่านก็อาจจะมีโอกาสได้ใกล้ชิด ท่องจำ หรือบันทึกหะดีษท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไว้มาก บางท่านก็มีโอกาสน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งผลที่ตามมาก็คือท่านใดที่รู้ว่ามีตัวบทหะดีษเป็นหุก่มของปัญหาใดปัญหาหนึ่งก็จะวินิจฉัยตามตัวบทนั้น ในขณะที่อีกท่านหนึ่งอาจจะไม่รู้ว่ามีหะดีษบทนั้นอยู่ก็อาจจะอิจญฺติฮาดเพื่อให้ได้มาซึ่งหุก่ม ซึ่งอาจจะออกมาตรงตามหุก่มหะดีษ หรืออาจจะไม่ตรงก็ได้

3 - การแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานตามเมืองต่างๆของบรรดาเศาะหาบะฮฺในสมัยท่านอุษมานเพื่อเผยแผ่ความรู้ทางศาสนา ทำให้แต่ละท่านอยู่ห่างไกลกันในยุคที่การติดต่อสื่อสารยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้จึงเป็นการยากที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ หรือสอบถามในสิ่งที่สงสัยได้

4 – ความแตกต่างกันของระดับความเข้าใจของเศาะหาบะฮฺที่มีต่อตัวบทและหลักฐาน


ความขัดแย้งทางทัศนะในยุคนี้มีน้อยมาก

ถึงแม้ว่าเศาะหาบะฮฺในยุคนี้จะมีทัศนะที่แตกต่างกันบ้างแต่โดยรวมแล้วถือว่าความขัดแย้งยังมีไม่มากนัก ทั้งนี้ เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้
 
1 – โดยส่วนใหญ่แล้วการอิจญฺติฮาดในยุคนี้จะเป็นไปในรูปของการอิจญฺติฮาดหมู่ เป็นการปรึกษาหารือกันระหว่างเศาะหาบะฮฺ โดยเฉพาะในสมัยท่านอบูบักรฺ และอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ทั้งนี้เพราะขณะนั้นเศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่ยังไม่แยกย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นยังคงอาศัยอยู่ ณ เมืองมะดีนะฮฺ ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดข้อขัดแย้งลงได้มาก

2 - ฟิกฮฺในยุคนี้เป็นฟิกฮฺที่วางอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง กล่าวคือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงจะทำการวินิจฉัยหาหุก่ม จะไม่สมมุติปัญหาขึ้นแล้วพยายามหาคำตอบเฉกเช่นในยุคหลังๆ ทั้งนี้ เมื่อการวินิจฉัยปัญหามีน้อย ความขัดแย้งก็จะน้อยตามไปด้วย

3 – เศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่ระมัดระวังเรื่องการออกคำวินิจฉัยเพราะความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เมื่อผู้ทำการวินิจฉัยมีน้อยความขัดแย้งจึงน้อยตามไปด้วย

4 - ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยรวมในยุคนี้ยังน้อยกว่ายุคหลังๆ


ตัวอย่างการอิจญฺติฮาดของเศาะหาบะฮฺ

1 - เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียชีวิตลงบรรดาเศาะหาบะฮฺมีทัศนะที่แตกต่างกันว่าใครคือผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นผู้นำ ซึ่งหลังจากได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็มีข้อสรุปให้เลือกท่านอบูบักรฺเราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ

2 - ท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺได้รวมผู้คนให้ละหมาดตะรอเวียะหฺร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺที่มัสยิดในเดือนรอมะฎอนหลังจากที่ก่อนหน้านั้นต่างคนต่างละหมาด
 

อุละมาอ์เศาะหาบะฮฺที่เป็นแกนหลักของการวินิจฉัยปัญหาศาสนา

อิบนุล ก็อยฺยิม กล่าวว่า ผู้ที่ทำการวินิจฉัยปัญหาจากบรรดาเศาะหาบะฮฺนั้นมีอยู่ประมาณ 130 คนซึ่งสามารถแบ่งตามความมากน้อยของคำวินิจฉัยได้ 3 ระดับ คือ

1 - ผู้ที่ทำการวินิจฉัยมาก : อุมัรฺ บิน อัลค็อฏฏอบ, อะลี บิน อบี ฏอลิบ, อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด, อาอิชะฮฺ, ซัยดฺ บิน ษาบิต, อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส และ อับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม

2 - ผู้ที่ทำการวินิจฉัยระดับปานกลาง : อบูบักรฺ, อุมมุ ซะละมะฮฺ, อนัส บิน มาลิก, อบูสะอีด อัลคุดรียฺ, อบูฮุร็อยเราะฮฺ, อุษมาน บิน อัฟฟาน, อับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อาศ, อับดุลลอฮฺ บิน ซุเบรฺ, อบู มูซา อัลอัชอะรียฺ, สะอฺด บิน อบี วักกอศ, ซัลมาน อัลฟาริซียฺ, ญาบิร บิน อับดิลลาฮฺ และ มุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม

3 - ผู้ที่ทำการวินิจฉัยน้อย : คือท่านที่เหลือ ซึ่งท่านเหล่านั้นมีคำวินิจฉัยน้อยมาก แต่ละท่านอาจจะมีคำวินิจฉัยเพียง 1-2 ปัญหาเท่านั้น


การจดบันทึกในยุคนี้

ในยุคนี้ได้มีการรวบรวมอัลกุรอาน โดยเริ่มครั้งแรกในยุคของท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ และเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในยุคของท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ

ส่วนหะดีษนั้นก็ยังไม่ได้มีการรวบรวมทั้งหมด แต่ทุกตัวบทก็ยังอยู่ครบถ้วนด้วยการท่องจำของบรรดาเศาะหาบะฮฺเช่นเดียวกับฟิกฮฺที่ยังไม่มีการบันทึกหรือจำกัดความหมายเหมือนดังที่เราเข้าใจทุกวันนี้


ข้อสรุป

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าฟิกฮฺในยุคเศาะหาบะฮฺนั้นเริ่มขยายขอบเขตกว้างออกไปจากเดิมอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆที่มาพร้อมกับปัญหาซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีผลให้การอิจญฺติฮาดได้กลายเป็นหลักสำคัญอีกข้อหนึ่งในการวินิจฉัยและค้นหาหุก่มที่ไม่มีปรากฏในอัลกุรอาน และตัวบทหะดีษ แต่ถึงอย่างไรก็ตามฟิกฮฺในยุคนี้ก็ยังไม่ได้รับการบันทึก หรือ ขัดเกลาเป็นมัซฮับแต่งอย่างใดแม้ว่าพอจะมีความแตกต่างระหว่างแนวทางการวินิจฉัยของเศาะหาบะฮฺแต่ละท่านให้เห็นบ้างก็ตาม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Abu Sofwan
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2729



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2008, 20:00:34 »



(3)

ฟิกฮฺในยุคตาบิอีน


ตาบิอีน คือ ผู้ที่มีโอกาสได้พานพบและศึกษาความรู้จากบรรดาเศาะหาบะฮฺ  ซึ่งยุคตาบิอีนนั้นถือเป็นยุคที่ประเสริฐรองลงมาจากยุคท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และยุคเศาะหาบะฮฺ โดยในยุคนี้ยังคงมีเศาะหาบะฮฺหลงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่มาก กล่าวคือในยุคเศาะหาบะฮฺนั้นจะมีแต่เศาะหาบะฮฺเสียเป็นส่วนใหญ่ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของฟิกฮฺและการวินิจฉัยประเด็นศาสนา จากกลุ่มตาบิอีนก็เพียงส่วนน้อยที่จะมีชื่อเสียงเทียบเคียงเศาะหาบะฮฺ แต่ในยุคตาบิอีนนั้น ชื่อเสียงและความโดดเด่นจะเป็นของตาบิอีนเสียส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพราะเศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะรุ่นอาวุโส) ได้เสียชีวิตลงหมดแล้ว

อาจกล่าวได้ว่ายุคตาบิอีนนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่การสละตำแหน่งของท่านหะซัน บิน อะลี บิน อบี ฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา และให้ท่านมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ขึ้นเป็นผู้นำแทนในปี ฮ.ศ.41 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์บนีอุมัยฺยะฮฺ และสิ้นสุดลงพร้อมๆกับการล่มสลายของบนีอุมัยฺยะฮฺในต้นศตวรรษที่ 2 แห่งฮิจญฺเราะฮฺศักราช หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย


ตาบิอีนศึกษาฟิกฮฺจากเศาะหาบะฮฺได้อย่างไร?

โลกอิสลามในยุคนั้นยังคงเป็นปึกแผ่น เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเหมือนทุกวันนี้ ทำให้การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างรัฐหรือเมืองต่างๆกระทำได้ง่าย และไม่มีอุปสรรคใดๆ ผู้แสวงหาความรู้ในยุคนี้จึงเดินทางไปพบบรรดาเศาะหาบะฮฺเพื่อศึกษาหาความรู้ ยกตัวอย่างเช่น ท่านหะซัน อัลบัศรียฺ ปราชญ์ระดับแนวหน้าของตาบิอีน ว่ากันว่าท่านได้มีโอกาสพบกับเศาะหาบะฮฺร่วม 500 ท่านเลยทีเดียว

เป็น ที่ทราบกันดีว่าในสมัยของท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน นั้นท่านอนุญาตให้เศาะหาบะฮฺแยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานยังเมืองต่างๆได้ ซึ่งเศาะหาบะฮฺแต่ละท่านก็ทำการเผยแพร่ความรู้ ณ เมืองที่ท่านพำนักอยู่ เช่น ท่านอะลี หรือ ท่านอิบนฺ มัสอูดอาศัยอยู่เมืองกูฟะฮฺ (ในอิรัก) ท่านอุมัรฺ ท่านอิบนฺ อุมัรฺ และท่านซัยดฺ บิน ษาบิต อาศัยอยู่มะดีนะฮฺ ท่านอบูมูซา อัลอัชอะรียฺ อยู่บัศเราะฮฺ (ในอิรัก) ท่านมุอาวิยะฮฺ กับท่านมุอาซ บิน ญะบัล อยู่ชาม (แถบซีเรียในปัจจุบัน)  ท่านอิบนฺ อับบาส อยู่มักกะฮฺ ส่วนท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ บิน อาศ นั้นพำนักอาศัยที่อิยิปต์ เป็นต้น ด้วยการแยกย้ายกันของบรรดาเศาะหาบะฮฺเช่นนี้ ทำให้วิชาความรู้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง


พัฒนาการของฟิกฮฺในยุคนี้

เราอาจจะสรุปพัฒนาการ หรือทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางฟิกฮฺในยุคนี้ได้พอสังเขปดังนี้

(1) - การขยายขอบเขตของฟิกฮฺ และความขัดแย้งทางทัศนะ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

1 - การแยกย้ายกระจัดกระจายของอุลามาอ์เศาะหาบะฮฺ และตาบิอีน เพื่อเผยแพร่วิชาความรู้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละท่านนั้นไม่ได้มีความเท่าเทียมกันในเรื่องของความรู้ ความเข้าใจ และการท่องจำอัลกุรอาน และหะดีษ อันมีผลให้เกิดทัศนะที่แตกต่างกันไป

2 – การอิจญฺติฮาดหมู่ที่อาศัยการปรึกษาหารือ เพื่อให้ได้มาซึ่งความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ หรือช่วยลดความขัดแย้งลงเหมือนในยุคเศาะหาบะฮฺนั้นกลายเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากในยุคนี้ เนื่องจากอุละมาอ์ได้แยกย้ายกันไปตามเมืองต่างๆ ทำให้ยากต่อการติดต่อเพื่อปรึกษาหารือกัน

3 - แต่ละเมืองที่บรรดาอุละมาอ์ได้แยกย้ายไปพำนักอาศัยอยู่นั้น ต่างก็มีวัฒนธรรม ประเพณี และระบบระเบียบทางสังคมที่แตกต่างกันไป ส่งผลให้การวินิจฉัยของอุละมาอ์นั้นแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพราะอุละมาอ์จำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะความเป็นอยู่ของคนในสังคมประกอบการวินิจฉัยปัญหา ตราบใดที่ไม่ขัดกับหลักศาสนา

4 - ผู้คนในแต่ละเมือง ศึกษาฟิกฮฺจากอุละมาอ์ของเมืองนั้นๆ และมีความเลื่อมใสในตัวพวกท่าน และในคำวินิจฉัยของพวกท่าน


(2) – การรายงานหะดีษอย่างแพร่หลายมากขึ้น

การรายงานหะดีษในยุคเศาะหาบะฮฺนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ทั้งนี้ เพราะในยุคนั้นยังมีปัญหาไม่มากนัก ขณะเดียวกันเศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่ก็มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสุนนะฮฺเป็นอย่างดี จึงไม่มีความจำเป็นต้องรายงานหะดีษก่อนที่จะเกิดปัญหา

ส่วนในยุคตาบิอีน ซึ่งมีเหตุการณ์ และปัญหาใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องรู้ตัวบทหะดีษเพื่อยึดเป็นหลักในการวินิจฉัยปัญหา ทำให้ผู้ที่ท่องจำหะดีษต้องทำการรายงานหะดีษที่ตนมีอยู่

ซึ่งเราพอจะสรุปผลพวงจากการรายงานหะดีษอย่างแพร่หลายในวงกว้างเช่นนี้ ได้ดังนี้

1 - การขยายขอบเขตของบทบัญญัติ และมีการวินิจฉัยหุก่มด้วยการวิเคราะห์จากตัวบทหะดีษมากขึ้น

2 - มีการรายงานหะดีษเมาฎูอฺ (หะดีษปลอม) ปะปนกับหะดีษที่ถูกต้อง

3 - ซึ่งการแพร่หลายของหะดีษปลอมนั้นทำให้เกิดความยากลำบากในวินิจฉัยของบรรดาอุละมาอ์ เพราะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นหะดีษที่ถูกต้องใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่

4 – ทำให้มีศาสตร์ใหม่ถือกำเนิดขึ้นมานั้นคือ ญัรฺห วะ ตะอฺดีล ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าการตรวจสอบสายรายงานหะดีษ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาหะดีษ


(3) – การถือกำเนิดของแนวคิดทางฟิกฮฺ

ในยุคนี้ ถึงแม้จะยังไม่มีมัซฮับทางฟิกฮฺอย่างเป็นแบบแผน มีแนวทางหรือหลักการเฉพาะในความหมายของมัซฮับในยุคหลัง แต่ก็เริ่มมีความแตกต่างทางแนวคิดอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดแนวคิดต่างๆขึ้นมากมาย แต่ที่มีชื่อเสียงและสำคัญที่สุดก็มีอยู่อยู่ 2 แนวคิด คือ
         
1– แนวคิดสายมะดีนะฮฺ

มะดีนะฮฺนั้นถือที่พำนักของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ภายหลังการฮิจญฺเราะฮฺ และยังเป็นเมืองหลวงแรกของรัฐอิสลาม ในภายหลังแม้ว่าจะมีการย้ายเมืองหลวงไปยังที่อื่น แต่มะดีนะฮฺก็ยังคงไว้ซึ่งการเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางศาสนา และเป็นแหล่งพำนักของบรรดาเศาะหาบะฮฺจำนวนมาก
   
ซึ่งอุละมาอ์มะดีนะฮฺที่เป็นแกนหลักของวิชาฟิกฮฺในยุคนี้ก็ดังเช่น
1 - สะอีด บิน อัลมุซัยยิบ (เสียชีวิต ฮ.ศ.94)
2 - อุรฺวะฮฺ บิน ซุเบรฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.94)
3 - อบูบักรฺ บิน อับดิรฺเราะหฺมาน บิน อัลฮาริษ อัลมัคซูมียฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.94)
4 - อุบัยดุลลอฮฺ บิน อับดุลลอฮฺ บิน อุตบะฮฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.98)
5 - คอริญะฮฺ บิน ซัยดฺ บิน ษาบิต (เสียชีวิต ฮ.ศ.99)
6 - อัลกอซิม บิน มุฮัมหมัด บิน อบีบักรฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.107)
7 - สุลัยมาน บิน ยะซารฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.107)           
อันเป็นที่รู้จักกันในนาม "อัลฟุเกาะฮาอฺ อัซซับอะฮฺ" (อุละมาอ์ฟิกฮฺทั้ง 7)


2 - แนวคิดสายกูฟะฮฺ

หลังจากที่ได้มีการก่อตั้งเมืองกูฟะฮฺขึ้น เศาะหาบะฮฺหลายๆท่านได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่นั่น ยกตัวอย่างเช่น ท่านอิบนฺ มัสอูด ท่านสะอฺด บิน อบีวักกอศ ท่านอนัส บิน มาลิก ซึ่งภายหลังจากที่ท่านอุษมานถูกลอบสังหาร จำนวนเศาะหาบะฮฺที่ไปตั้งรกราก ณ เมืองกูฟะฮฺก็เพิ่มขึ้นเป็น 300 คน ในสมัยของท่านอะลี ท่านได้สถาปนากูฟะฮฺเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสลามในยุคนั้น   
               
ซึ่งอุละมาอ์กูฟะฮฺที่เด่นๆในยุคนี้มีดังนี้
1 – อัลเกาะมะฮฺ บิน ก็อยซฺ อันนะเคาะอียฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.62)
2 – อัลอัสวัด บิน ยะซีด อันนะเคาะอียฺ
3 - อบู มัยสะเราะฮฺ อัมรฺ บิน ชะรอฮีล อัลฮะมะดานี
4 – อิบนฺ อบี ลัยลา
5 – ชะรีก อัลกอฎีย์
6 – อบู ฮะนีฟะฮฺ   

ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงแนวคิดทางฟิกฮฺเหล่านี้ และพัฒนาการของแนวคิดต่างๆจนถึงการกำเนิดมัซฮับทางฟิกฮฺอย่างละเอียดอีก ครั้งในปฐมบท (4) อินชาอัลลอฮฺ


การจดบันทึกในยุคนี้

ยุคตาบิอีนผ่านพ้นไปโดยที่ยังไม่มีการบันทึก หรือเขียนตำราทางฟิกฮฺแต่อย่างใด เช่นเดียวกับสุนนะฮฺ แม้ว่าจะมีความพยายามให้เห็นบ้างอย่างประปราย แต่ก็ยังไม่มีการเริ่มต้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง


ข้อสรุป

ใน ยุคตาบิอีน เราจะเห็นว่าฟิกฮฺได้มีพัฒนาการไปอีกระดับหนึ่ง โดยตาบิอีนได้ยึดมั่นกับแนวทางที่บรรดาเศาะหาบะฮฺได้วางเอาไว้ แต่ถึงกระนั้น จะเห็นได้ชัดว่าเริ่มมีความขัดแย้งกันทางทัศนะเพิ่มมากขึ้น เริ่มมีการแบ่งแนวคิดทางฟิกฮฺอย่างชัดเจนมากขึ้น อันเป็นเสมือนการปูทางไปสู่ความขัดแย้งทางแนวคิดและหลักการวินิจฉัยทางฟิกฮฺ และการเกิดมัซฮับต่างๆขึ้น ดังจะกล่าวถึงในปฐมบท (4) : ฟิกฮฺในยุคของการกำเนิดมัซฮับ อินชาอัลลอฮฺ


วัลลอฮุ อะอฺลัม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Abu Sofwan
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2729



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2018, 13:21:40 »


 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.091 วินาที กับ 22 คำสั่ง