อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
สิงหาคม 18, 2018, 19:53:20 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ประกาศย้ำอีกครั้งแก่สมาชิกทุกท่านนะครับว่า อิกเราะอ์ฟอรั่มไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเว็บเพื่อการโฆษณาแฝงเชิงการค้าทุกประเภทครับ ... ชุกร็อน
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศาสนาคริสต์ในแบบฉบับพระเยซู และ แบบฉบับของท่านเปาโล  (อ่าน 3737 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 16, 2008, 06:28:55 »

เปรียบเทียบ ศาสนาคริสต์ในแบบฉบับพระเยซู และ แบบฉบับของท่านเปาโล (St. Paul หรือ Saul of Tarsus) จากคัมภีร์ไบเบิล

ข้อมูลนี้...ต้นฉบับภาษาอังกฤษก๊อบมาจากเวปๆนึง แต่ก๊อบไว้นานมาก จำไม่ได้ว่าอันไหนแล้ว ไว้ถ้าหาเจอจะมาลง แต่พูดถึงเค้าก็ไม่ได้เขียนอะไรมากไปกว่า เอาบทแต่ละบทที่มาจากคำพูดของพระเยซูในคัมภีร์ไบเบิล เทียบกับคำสอนของท่านเปาโลในคัมภีร์ไบเบิลเช่นกัน

อ้างอิง...ในส่วนของเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิลนั้น ซันไชน์ เทียบกลับไปทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทย เพราะบางครั้งฉบับแปลไทยอ่านแล้วอาจจะงงๆ อีกอย่างฉบับแปลไทยที่หาเจอเป็นฉบับที่อิงจาก KJV (King JamesVersion) ซึ่งทางผู้รู้ของคริสเตียนเองติงไว้ว่าเวอร์ชั่นนี้มีความผิดพลาดหลายแห่งด้วยกัน ซันไชน์เลยคิดว่า ลงสองภาษาจะได้เทียบภาษาไทยกับฉบับภาษาอังกฤษเวอร์ชั่น RSV (Revised Standard Version) ที่ถือว่ามีความแม่นยำที่สุดในตอนนี้

ไทย... http://thaipope.org/webbible/index.htm
อังกฤษ... http://etext.virginia.edu/frames/bibleframe.html



Your Sunshine
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2008, 06:29:30 »

คริสต์ ตามแบบฉบับของพระเยซู, อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล

ในคัมภีร์ไบเบิลจะเห็นว่า พระเยซู แสดงตนเองในฐานะศาสนทูตเสมอ ท่านมักจะเชิญชวนผู้คนให้ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเสมอ

1. แสดงตนในฐานะ ศาสนทูต
“ Nevertheless I must go on my way today and tomorrow and the day following; for it cannot be that a prophet should perish away from Jerusalem.'” Luke (13:33)

“แต่ว่าจำเป็นซึ่งเราจะเดินไปวันนี้ พรุ่งนี้ และมะรืนนี้ เพราะว่าศาสดาพยากรณ์จะถูกฆ่านอกกรุงเยรูซาเล็มก็หามิได้” Luke (13:33)


“ And the crowds said, "This is the prophet Jesus from Nazareth of Galilee."” Matthew (21:11)

“ฝูงชนก็ตอบว่า "นี่คือเยซูศาสดาพยากรณ์ซึ่งมาจากนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี"” Matthew (21:11)


2. แสดงตนในฐานะ ศาสนทูต ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้า
“…and whoever receives me, receives not me but him who sent me."” Mark (9:37)

“..และผู้ใดได้รับเรา ผู้นั้นมิใช่ได้รับเรา แต่ได้รับพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” Mark (9:37)


“ For I have not spoken on my own authority; the Father who sent me has himself given me commandment what to say and what to speak.” John (12:49)

“เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงส่งเรามา พระองค์นั้นเป็นผู้ทรงบัญชาให้แก่เรา” John (12:49)


“ So Jesus answered them, "My teaching is not mine, but his who sent me;” John (7:16)

“พระเยซูจึงตรัสตอบเขาว่า "คำสอนของเราไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นของพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” John (7:16)


3. พระเยซูย้ำให้ผู้ติดตามทำตามพระราชบัญญัติอย่างเคร่งครัด ท่านถ่ายทอดศาสนาเดียวกันกับที่โมเสสและศาสนทูตท่านอื่นๆสอนมาแล้ว

“ "Think not that I have come to abolish the law and the prophets; I have come not to abolish them but to fulfil them. For truly, I say to you, till heaven and earth pass away, not an iota, not a dot, will pass from the law until all is accomplished. Whoever then relaxes one of the least of these commandments and teaches men so, shall be called least in the kingdom of heaven; but he who does them and teaches them shall be called great in the kingdom of heaven. For I tell you, unless your righteousness exceeds that of the scribes and Pharisees, you will never enter the kingdom of heaven.” Matthew (5:17-20)

“อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะทำลายพระราชบัญญัติหรือคำของศาสดาพยากรณ์เสีย เรามิได้มาเพื่อจะทำลาย แต่มาเพื่อจะให้สมบูรณ์. เราขอบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถึงฟ้าและดินจะล่วงไป แม้อักษรหนึ่งหรือจุดๆหนึ่งก็จะไม่ควรสูญไปจากพระราชบัญญัติ จนกว่าจะสำเร็จทั้งสิ้น เหตุฉะนั้น ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้เบาลง ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นผู้น้อยที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามพระบัญญัติ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นใหญ่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์” Matthew (5:17-20)


พระเยซูต้องการให้ผู้ตามท่านทำตามพระราชบัญญัติที่ถูกประทานมาจากพระเจ้า ไม่ใช่พระราชบัญญัติที่ปรับแต่งด้วยน้ำมือมนุษย์
“You hypocrites! Well did Isaiah prophesy of you, when he said: `This people honors me with their lips, but their heart is far from me; in vain do they worship me, teaching as doctrines the precepts of men.'"” Matthew (15:7-9)

“ท่านคนหน้าไว้หลังหลอก อิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงพวกท่านถูกแล้วว่า `ประชาชนนี้เข้ามาใกล้เราด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้ ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาอวดอ้างว่า เป็นพระดำรัสสอน” Matthew (15:7-9)

ลองพิจารณาถึงคำตอบของพระเยซู เมื่อพาริสีได้ถามท่านไปว่า พระราชบัญญัติที่ใหญ่ที่สุดคืออะไร?
“And he said to him, "You shall love the Lord your God with all your heart, and with all your soul, and with all your mind. This is the great and first commandment. And a second is like it, You shall love your neighbor as yourself. On these two commandments depend all the law and the prophets."” Matthew (22:37-40)

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า "`จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า' นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่ ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ `จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' พระราชบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้"” Matthew (22:37-40)


4. งานหลักที่พระเยซูได้รับมอบหมายให้ทำคือ ท่านจะเชื่อและบูชาพระเจ้าองค์เดียว และนั่นเป็นงานหลักของท่าน
“...You shall worship the Lord your God and him only shall you serve.'"” Matthew (4:10)

“... `จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว'” Matthew (4:10)


“ Jesus said to them, "My food is to do the will of him who sent me, and to accomplish his work.” John (4:34)

“พระเยซูตรัสกับเขาว่า "อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ” John (4:34)


5. คำสอนของพระเยซูเกี่ยวกับเรื่องของการหลุดพ้น
“ For I tell you, unless your righteousness exceeds that of the scribes and Pharisees, you will never enter the kingdom of heaven.” Matthew (5:20)

“เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์” Matthew (5:20)


“And behold, one came up to him, saying, "Teacher, what good deed must I do, to have eternal life?" And he said to him, "Why do you ask me about what is good? One there is who is good. If you would enter life, keep the commandments." ” Matthew (19:16-17)

“ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า "ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์" พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไมเล่า ไม่มีผู้ใดประเสริฐนอกจากพระองค์เดียวคือพระเจ้า แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือปฏิบัติพระบัญญัติไว้"” Matthew (19:16-17)


“And this is eternal life, that they know thee the only true God, and Jesus Christ whom thou hast sent.” John (17:3)

และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมาJohn (17:3) ***


“ Truly, truly, I say to you, he who hears my word and believes him who sent me, has eternal life; he does not come into judgment, but has passed from death to life.” John (5:24)

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อในพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” John (5:24)


“ I tell you, No; but unless you repent you will all likewise perish.” Luke (13:3)

“เราบอกท่านทั้งหลายว่า มิใช่ แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้ขออภัยโทษก็จะต้องพินาศเหมือนกัน” Luke (13:3)




 
Your Sunshine
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2008, 06:30:27 »

คริสต์ ตามแบบฉบับของเปาโล (St. Paul, Saul of Tarsus), อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล

ประวัติคร่าวๆเกี่ยวกับท่านเปาโล (St. Paul or Saul of Tarsus)

1. หลักคำสอนของท่านเปาโลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ
“Therefore let us leave the elementary doctrine of Christ and go on to maturity, not laying again a foundation of repentance from dead works and of faith toward God,” Hebrew (6:1)

“เหตุฉะนั้นให้เราละประถมโอวาทของพระคริสต์ไว้ และให้เราก้าวหน้าไปถึงความบริบูรณ์ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาวางเป็นรากอีกเลย นั่นคือการขออภัยโทษจากการกระทำที่ตายแล้วและความเชื่อ(อีหม่าน)ในพระเจ้า” Hebrew (6:1)


“You are severed from Christ, you who would be justified by the law; you have fallen away from grace. For through the Spirit, by faith, we wait for the hope of righteousness.” Galatians (5:4-5)

“ผู้ใดในหมู่พวกท่านที่เห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบธรรมโดยพระราชบัญญัติ ท่านก็หล่นจากพระคุณไปเสียแล้ว พระคริสต์ย่อมไม่ได้มีผลอันใดต่อท่านเลย เพราะว่า โดยพระวิญญาณและความเชื่อ เราก็รอคอยความชอบธรรมที่เราหวังว่าจะได้รับ” Galatians (5:4-5)


“For Christ is the end of the law, that every one who has faith may be justified.” Romans (10:4)

เพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดจบของพระราชบัญญัติ(จุดจบสำหรับการปฏิบัติตามบทบัญญัติ) เพื่อให้ทุกคนที่มีความเชื่อได้รับความชอบธรรม (แค่มีความเชื่ออย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว)Romans (10:4)


“For we hold that a man is justified by faith apart from works of law.” Romans (3:28)

“เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายสรุปได้ว่า คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนชอบธรรมได้ก็โดยอาศัยความเชื่อนอกเหนือการประพฤติตามพระราชบัญญัติ” Romans (3:28)

ตรงนี้สรุปได้ว่า ตามคำสอนของท่านเปาโลนั้น บทบัญญัติต่างๆได้อยู่กับตัวพระเยซูแล้วเพราะฉะนั้นคริสเตียนหรือผู้ติดตามท่านไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีกแล้ว เพียงแค่ความเชื่อก็เพียงพอแล้ว (ตรงนี้ ลองย้อนกลับไปดูว่า พระเยซูพูดถึงเรื่องของบทบัญญัติและการปฏิบัตไว้ว่าอย่างไร)

2. คำสอนของท่านเปาโลเกี่ยวกับเรื่องของการหลุดพ้น
“because, if you confess with your lips that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved. For man believes with his heart and so is justified, and he confesses with his lips and so is saved.” Romans (10:9-10)

“คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด” Romans (10:9-10)

ท่านเปาโลพูดถึงเรื่องที่มาที่ไปเกี่ยวกับอำนาจตัวเองไว้ว่าอย่างไร
2.1 ท่านเปาโลยอมรับว่าท่านไม่ได้รับสารจากพระเจ้า
“To the rest I say, not the Lord, that if any brother has a wife who is an unbeliever, and she consents to live with him, he should not divorce her.” 1 Corinthians (7:12)

“ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่คนอื่นๆนอกจากพวกนี้ (องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ตรัส) ว่า ถ้าพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่เชื่อและนางพอใจที่จะอยู่กับสามี สามีก็ไม่ควรหย่านาง” 1 Corinthians (7:12)


“ Now concerning the unmarried, I have no command of the Lord, but I give my opinion as one who by the Lord's mercy is trustworthy.” 1 Corinthians (7:25)

“ แล้วเรื่องหญิงสาวพรหมจารีนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็นในฐานะที่เป็นผู้ได้รับพระเมตตาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้” 1 Corinthians (7:25)


2.2 และท่านก็ยอมรับว่าท่านเองก็ใช่ว่าจะอินโนเซนต์ (ไม่รู้อะไร)
“I am not aware of anything against myself, but I am not thereby acquitted. It is the Lord who judges me.” 1 Corinthians (4:4)

“เพราะข้าพเจ้าไม่รู้ว่าข้าพเจ้ามีความผิดสถานใด ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่พ้นการพิพากษา ท่านผู้ทรงพิพากษาตัวข้าพเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้า” 1 Corinthians (4:4)


2.3 ท่านเปาโลเองก็ยอมรับว่าท่านแต่งเรื่องความเชื่อในเรื่องของการฟื้นคืนอีกครั้ง
“ Remember Jesus Christ, risen from the dead, descended from David, as preached in my gospel,” 2 Timothy (2:8 )

“ จงระลึกถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าสอนนั้น” 2 Timothy (2:8 )


2.4 ท่านเปาโลบอกว่าสิ่งที่ท่านสอนเป็นคำสอนของท่านเอง
“What then is Apol'los? What is Paul? Servants through whom you believed, as the Lord assigned to each. I planted, Apol'los watered, but God gave the growth.” 1 Corinthians (3:5-6)

“เปาโลคือผู้ใด อปอลโลคือผู้ใด เขาเป็นผู้รับใช้มาแจ้งให้ท่านทั้งหลายเชื่อ ตามซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ทุกคน ข้าพเจ้าได้ปลูก อปอลโลได้รดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต” 1 Corinthians (3:5-6)


“According to the grace of God given to me, like a skilled master builder I laid a foundation, and another man is building upon it. Let each man take care how he builds upon it” 1 Corinthians (3:10)

“โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่าเขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร” 1 Corinthians (3:10)


2.5 ท่านเปาโลพยายามปกป้องคำสอนหรือคำโกหกของท่าน ในขณะเดียวกัน ท่านกล่าวว่า
“But if through my falsehood God's truthfulness abounds to his glory, why am I still being condemned as a sinner?” Romans (3:7)

“เพราะถ้าความจริงของพระเจ้าปรากฏมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุความอสัตย์ของข้าพเจ้าเป็นที่ให้เกิดเกียรติยศแด่พระองค์แล้ว ทำไมเขาจึงยังลงโทษข้าพเจ้าว่าเป็นคนบาป” Romans (3:7)

แล้วพระเจ้าพูดถึงเรื่องการโกหกไว้ว่าอย่างไรงั้นหรือ?
“ Behold, I am against those who prophesy lying dreams, says the LORD, and who tell them and lead my people astray by their lies and their recklessness, when I did not send them or charge them; so they do not profit this people at all, says the LORD.” Jeremiah (23:32)

“ พระเยโฮวาห์ตรัสว่า "ดูเถิด เราต่อสู้คนเหล่านั้นที่พยากรณ์ความฝันเท็จ และผู้ซึ่งบอกและนำประชาชนของเราให้หลงไปโดยคำมุสาและคำโอ้อวดของเขา เมื่อเรามิได้ใช้เขาหรือสั่งเขา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เป็นประโยชน์แก่ชนชาตินี้อย่างใดเลย" พระเยโฮวาห์ตรัสดังนี้แหละ” Jeremiah (23:32)



 
Your Sunshine

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2008, 06:30:56 »

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คริสเตียนควรจะเชื่อใคร ระหว่างพระเยซู กับท่านเปาโล ใครผิดใครถูก? อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล

จริงๆแล้วถ้าอ่านในคัมภีร์ไบเบิลจะเห็นว่าพระเยซูได้บอกไว้ว่า (ตามคัมภีร์นี้) ท่านเป็นศาสนทูตที่ถูกส่งมาจากพระเจ้า ท่านเองก็ได้ให้คำทำนายมาบ้างเหมือนกัน กับเหตุการณ์สร้างความสับสนนี้

1. ไม่มีใครอยู่เหนือพระเจ้า
“The disciple is not above the master, nor the servant above his lord.” Matthew (10:24)

“ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู และทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน” Matthew (10:24)

2. ทุกคนต้องทำตามบทบัญญัติที่ท่านเอง (พระเยซู) ได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง
“ Truly, truly, I say to you, he who believes in me will also do the works that I do; and greater works than these will he do, because I go to the Father” John (14:12)

“เเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเราจะกระทำกิจการซึ่งเราได้กระทำนั้นด้วย และเขาจะกระทำกิจการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปยังพระบิดาของเรา” John (14:12)

3. จริงๆแล้วพระเยซูได้กล่าวไว้ว่า (ตามคัมภีร์ไบเบิล)
“46: "Why do you call me `Lord, Lord,' and not do what I tell you? 47: Every one who comes to me and hears my words and does them, I will show you what he is like: 48: he is like a man building a house, who dug deep, and laid the foundation upon rock; and when a flood arose, the stream broke against that house, and could not shake it, because it had been well built. 49: But he who hears and does not do them is like a man who built a house on the ground without a foundation; against which the stream broke, and immediately it fell, and the ruin of that house was great."” Luke (6:46-49)

“46: เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกเราว่า `พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' แต่ไม่กระทำตามที่เราบอกนั้น 47: ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา และกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด 48: เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างเรือน เขาขุดลึกลงไป แล้วตั้งรากบนศิลา และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง แต่ทำให้เรือนนั้นหวั่นไหวไม่ได้ เพราะได้ตั้งรากบนศิลา 49: ส่วนคนที่ได้ยินและมิได้กระทำตาม เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างเรือนบนดินไม่ก่อราก เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง เรือนนั้นก็พังทลายลงทันที และความพินาศของเรือนนั้นก็ใหญ่ยิ่งนัก"” Luke (6:46-49)

4. พระเยซูเองยังเตือนไว้ว่า (ตามคัมภีร์ไบเบิล)
“21: "Not every one who says to me, `Lord, Lord,' shall enter the kingdom of heaven, but he who does the will of my Father who is in heaven. 22: On that day many will say to me, `Lord, Lord, did we not prophesy in your name, and cast out demons in your name, and do many mighty works in your name?' 23: And then will I declare to them, `I never knew you; depart from me, you evildoers.' ” Matthew (7:21-23)

“21: มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า `พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ 22: เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า `พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ' 23: เมื่อนั้นเราจะแจ้งแก่เขาว่า `เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่วช้า จงไปเสียให้พ้นจากเรา'” Matthew (7:21-23)

“ I tell you, on the day of judgment men will render account for every careless word they utter” Matthew (12:36)

“ฝ่ายเราบอกเจ้าทั้งหลายว่า คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องให้การสำหรับถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา” Matthew (12:36)


ท้ายสุดแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับทุกท่านที่จะพิจารณาว่าศาสนาคริสต์ที่ท่านรู้จัก
เป็นแบบฉบับของท่านใด ระหว่างพระเยซู และ ท่านเปาโล



บทส่งท้าย

"อะฮลุลกิตาบทั้งหลาย (ยิวและคริสเตียน) จงอย่าปฏิบัติให้เกินขอบเขต ในศาสนาของพวกเจ้า และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮ นอกจากสิ่งที่เป็นจริงเท่านั้น แท้จริง อัลมะซีฮ อีซา บุตรของมัรยัมนั้น เป็นเพียงรอซูลของอัลลอฮและเป็นเพียงดำรัสของพระองค์ที่ได้ทรงกล่าวมันแก่มัรยัม และเป็นเพียงวิญญาณหนึ่งจากพระองค์เท่านั้น ดังนั้นจงศรัทธาต่ออัลลอฮ และบรรดารอซูลของพระองค์เถิด และจงอย่ากล่าวว่าสามองค์เลย จงหยุดยั้งเสียเถิด มันเป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮคือผู้ควรได้รับการเคารพสักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากการที่จะทรงมีพระบุตร สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของพระองค์ทั้งสิ้น และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา"(al-quran 4:171)


 
Your Sunshine

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.098 วินาที กับ 21 คำสั่ง