อิกเราะอ์ฟอรั่ม สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ออนไลน์ อิกเราะอ์ฟอรั่ม สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ออนไลน์
กุมภาพันธ์ 21, 2017, 07:58:10 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อิกเราะอ์ฟอรั่ม ย่างเข้าสู่ปีที่ 7 อย่างเงียบเหงา

16 พฤษภาคม  2008

http://www.iqraforum.com/forum/index.php/topic,2.0.html
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา GoogleTagged เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวประวัติของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมที่ต้องทบทวนความถูกต้อง  (อ่าน 2134 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1121


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 13, 2009, 23:23:07 »

1. วันเกิดของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (12 เราะบีอุลเอาวัล)
2. ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะัลัยฮิวัสลลัมนั่งบนผ้าปูของคุณตาอับดุลมุฏเฏาะลิบ
3. ชาวกุเรชใช้นบีเป็นสื่อขอฝนเมื่อครั้งที่ท่านยังเยาว์อยู่
4. ท่านนบีเข้าร่วมในสงครามอัลฟิญาร
5. อายุของเคาะดีญะฮฺยามที่แต่งงานกับท่านนบี
6. ท่านนบีรอคอยชายคนหนึ่งถึงสามวัน
7. ท่านนบีรับอาลีไปเลี้ยงเนื่องเพราะความขัดสนของอบูฏอลิบ
8. เรื่องรวการเป็นทาสของซัยดฺ อิบนุ หาริษะฮฺ
9. เรื่องราวการคิดฆ่าตัวตายของท่านนบีด้วยการทิ้งตัวลงมาจากยอดเขา
10. ญิบรีลไปหาท่านนบีขณะที่ท่านอยู่กับเคาะดีญะฮฺ
11. การกำหนดระยะเวลาการเชิญชวนแบบลับๆเป็นเวลาสามปี
12. คำกล่าวแก่อบูฏอลิบ "หากพวกเขาเอาดวงอาทิตย์มาวางบนมือข้างขวาของฉัน และดวงจันทร์มาวางบนมือข้างซ้ายของฉัน..."
13. ชาวกุเรชเสนอตัวอุมาเราะฮฺ อิบนุ อัลวะลีด เป็นลูกเลี้นงแทนมุหัมมัด
14. คำกล่าวของท่านนบี "โอ้ลูกหลานอับดุมะนาฟ ทำแบบนี้เป็นเพื่อนบ้านประสาอะไำรกัน?
15. การตกเป็นมุรตัด (เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์) ของอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุญะหฺชิน สามีของอุมมุหะบีบะฮฺ ณ แผ่นดินเอธิโอเปีย
16. การเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ของสุกรอน อิบนุ อัมรู
17. เรื่องราวของชายชาวอะรอชีย์ที่ถูกอบูญะฮัลโกงค่าสินค้า
18. อูฐหนุ่มปรากฏตัวและอ้าปากจะงาบอบูญะฮัลขณะที่อบูญะฮัลยกก้อนหินเพื่อที่ทุบลงบนหัวของท่านนบีที่กำลังสุญูดละหมาด
19. ข้อเสนอของกุเรชให้ท่านนบีกราบไหว้เจว็ดของพวกเขาหนึ่งปีแล้วพวกเขาก็จะกราบไหว้พระเจ้าของท่านหนึ่งปีอีกเช่นกัน
20. เรื่องราวการเข้ารับอิสลามของฮัมซะฮฺ
21. لรื่องราวการเข้ารับอิสลามของอุมัร
22. เรื่องเฆาะรอนิก (การกราบลงสุญูดของชาวกุเรช)

แค่นี้ก่อนละกัน


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2696



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 14, 2009, 08:39:24 »


ทบทวนเฉพาะหัวข้อหรอพี่อัสอัส?



Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1121


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 14, 2009, 17:59:03 »


ทบทวนเฉพาะหัวข้อหรอพี่อัสอัส?


ไม่สน...ทำของเราต่อดีกว่า
-- - - - - -- - - - - - - - - -- - -

23. อุษมาน อิบนุมัซอูน อยู่ภายใต้การคุ้มครองของอัลวะลีด อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ
24. ดุอาของท่านนบีหลังจากออกจากเมืองฏออิฟ (อัลลอฮุมมะ อิลัยกะ อัชกู เฎาะอฺฟะ กุววะตี...) และพบกับอะดาส
25. อุมัรอพยพอย่างโจ่งแจ้งและท้าทายชาวกุเรช
26. การวางแผนร้ายเพื่อสังหารท่านนบี ณ ดารุนนัดวะฮฺ
27. อัสมาอ์นำอาหารไปให้ท่านนบีและอบูบะกัร ณ ถ้ำบนเขาษูร
28. แมงมุมและนกสร้างรังตรงหน้ปากถ้ำที่ท่านนบีและอบูบะกัรซ่อนตัวอยู่
29. นบีให้สัญญากับสุรอเกาะฮฺว่าจะมอบมงกุฎกษัตริย์ไกเซอร์
30. เพลงเฏาะละอัลบัดรุอะลัยนา
31. สนธิสัญญามะดีนะฮฺที่ทำขึ้นกับชาวยิว
32. คำกล่าวของหุยัย "ความเป็นศัตรูกับเขา (นบี) ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่"
33. สาเหตุที่ทำให้เผ่าอันนะฎีรถูกเนรเทศออกจากมะดีนะฮฺ
34. ฝันของอาติกะฮฺ
35. คำกล่าวของท่านนบี "เรามาจากน้ำ"
36. อิบลีสจำแลงเป็นสุรอเกาะฮฺ

แค่นี้ก่อนเด้อ


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Silvia Irfan (سيلفيا عرفان)
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2289


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 14, 2009, 18:05:12 »

^

Jazakallahukhair..

เรียกว่าหัวข้อเรียกน้ำย่อยค่ะ...กระตุ้นต่อมอยากรู้ของนักอ่านทั้งหลายได้ดีทีเดียวค่ะ...รอติดตามเช่นกัน อินชาอัลลอฮฺ


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Ábir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1012


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2010, 16:56:59 »

อ้างถึง
1. วันเกิดของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (12 เราะบีอุลเอาวัล)

เมื่อมีคำถามว่า: ท่านนบี –ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- เสียชีวิตในวันที่ เดือน และปีอะไร?
   เชื่อเลยเกินว่าส่วนมากจะตอบว่า วันจันทร์ ที่ 12 เดือน เราะบีอุลเอาวัล ปีหิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 11

   แต่... หากเราใคร่ครวญพินิจพิจารณาตามหลักความเป็นจริงแล้วมันมีความคลาดเคลื่อนอยู่ โดยพิจารณาได้ดังนี้

1. เป็นที่ทราบกันดีว่าในปีหิจญ์เราะฮฺที่ 10 นั้นท่านนบีได้ประกอบพิธีหัจญ์ และวันอะรอฟะฮฺในปีนั้นก็
ตรงกับวันศุกร์  ดังนั้น วันที่ 9 ของเดือน ซุลหิจญะฮฺ คือวันศุกร์ อย่างไร้ข้อกังขา (9 วันศุกร์ เดือนซุลหิจญะฮฺ ฮ.ศ 10)

2. หากท่านนบีเสียชีวิตในวันที่ 12 เดือนเราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ 11 แล้ว หมายความว่าระยะเวลาระหว่างวันอะรอฟะฮฺ
กับวันที่ท่านนบีเสียชีวิตคือประมาณ 90-93 วัน (จะหาวันอย่างแน่นอนไม่ได้เนื่องจากวันในเดือนของอิสลามจะขึ้นอยู่กับการดู
จันทร์เสี้ยว หากเห็นจันทร์เสี้ยวจำนวนเดือนจะเท่ากับ 29 วัน หากไม่เห็นก็ 30 วัน)

3. และเมื่อเราคำนวณจากวันอะรอฟะฮฺ หรือวันศุกร์ที่ 9 เดือนซุลหิจญะฮฺ โดยนับไปอีก 90 – 93 วัน
 จะปรากฏว่า วันที่12 เราะบีอุลเอาวัล ไม่มีวันที่จะบรรจบกับวันจันทร์เลย กล่าวคือ

ถ้าเรานับ 90 วัน จะตรงกับวันพฤหัสบดี
ถ้าเรานับ 91 วัน จะตรงกับวันศุกร์
ถ้าเรานับ 92 วัน จะตรงกับวันเสาร์
และถ้าเรานับ 93 วัน ก็จะตรงกับวันอาทิตย์

ไง ๆ ก็ไม่ตรงกับวันจันทร์อยู่ดี !!!!

-------------------------------------

บรรดาอุละมาอ์มีมติที่เป็นเอกฉันท์กันว่าท่านนบีเสียชีวิตในวันจันทร์ แต่พวกท่านมีทัศนะที่แตกต่างกัน
เกี่ยวกับวันที่ที่ท่านนบีเสียชีวิตว่าตรง กับวันที่เท่าไร
   ทัศนะที่ 1: วันที่ 1
   ทัศนะที่ 2: วันที่ 2
   ทัศนะที่ 3: วันที่ 12

   ซึ่งดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าวันที่ 12 เดือน เราะบีอุลเอาวัล ปีที่ 11 นั้นไม่มีวันตรงกับวันจันทร์
   ส่วนวันที่ 1 กับ วันที่ 2 นั้นมีโอกาสที่จะตรงกับวันจันทร์

แต่ ก็มีบางอุละมาอฺที่มีทัศนะว่าท่านนบีเสียชีวิตวันที่ 12 โดยได้ตอบว่า ชาวมะดีนะฮฺเข้าเดือน
ซุลหิจญะฮฺก่อนชาวมักกะฮฺ ฉะนั้นวันที่ 9 ซึ่งเป็นวันอะรอฟะฮฺจึงตรงกับวันที่ 10 ของชาวมะดีนะฮฺ
ดังนั้นจึงมีโอกาสที่วันที่ 12 จะตรงกับวันจันทร์

แต่ท่านอิบนุหะญัรไม่ เห็นด้วยการคำตอบนี้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็หมายความว่า ทั้งเดือน
ซุลหิจญะฮฺ มุหัรรอม และเศาะฟัร จะต้องมี 30 วันทั้งสิ้น จึงจะทำให้วันที่ 12 ตรงกับวันจันทร์
อีกทั้งยังมีรายงานจากท่านสุลัยมาน อัตตัยมีย์ ว่าท่านนบีเริ่มป่วยในวันเสาร์ที่ 22 เดือนเศาะฟัร
และเสียชีวิตในวันที่ 2 เดือนเราะบีอุลเอาวัล ( แสดงให้เห็นว่าเดือนเศาะฟัรมีแค่ 29 วัน)
ส่วนท่านอิบนุหะญัรนั้นให้น้ำหนักกับทัศนะที่สองมากกว่า และยังกล่าวอีกว่าสาเหตุที่ทำให้ผิดพลาด
เนื่องจากประโยคที่ถูกต้องคือ

مات في ثاني شهر ربيع الأول

"ท่านเสียชีวติในวันที่สองเดือนเราะบีอุลเอาวัล"

แต่มีการเปลียนแปลง เป็น

مات في ثاني عشر

"เสียชีวิตวันที่ 12"

โดยเปลี่ยนจาก شهر  (เดือน) เป็น  عشر(สิบ)
(อ่านข้อมูลเพิ่มเติ่มจาก ฟัตหุลบารีย์ กิตาบ อัลมะฆอซีย์ บาบ มะเราะฎินนบี วะ วะฟาติฮฺ)

ส่วนวันที่ 9 นั้น ก็มีโอกาสตรงกับวันจันทร์ แต่ผมไม่รู้ว่าอุละมาอฺท่านไหนให้น้ำหนักกับทัศนะนี้บ้าง

แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าท่านนบีจะเสียชีวิตในวันที่เท่าไร ปัญหาเรื่องนี้มันก็ไม่ส่งผลอะไรต่อการประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิม

จากบอร์ดเก่าครับ


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้น ดีกว่าและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1121


MARHABAN

OS:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
Browser:
Firefox 26.0 Firefox 26.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2014, 23:05:31 »

ไม่สนเฟ้ย...

อิบลีสในคราบชายชราชาวนัจญ์ดิ

อิบนุอิสหากเล่าว่า “หลังจากที่ชาวกุเรชมักกะฮฺพบว่าท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้รับการสนับสนุนและมีมิตรสหายจากต่างถิ่นที่ไม่ใช่พวกเขา และพบว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีได้เดินทางอพยพออกจากมักกะฮฺไปหาพวกเขา ชาวกุเรชก็ทราบทันทีว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีได้ลี้ภัยไปพักพิงยังต่างถิ่นและได้รับการคุ้มครองจากชาวเมืองดังกล่าว ชาวกุเรชจึงคอยสังเกตการเดินทางออกจากมักกะฮฺของท่านเราะซูล ซึ่งชาวกุเรชทราบดีว่าสหายต่างถิ่นของท่านเราะซูลได้รวมตัวกันเพื่อทำสงครามกับพวกเขา ดังนั้น ชาวกุเรชจึงได้เรียกบรรดาแกนนำไปร่วมชุมนุมกันที่ดารุลนัดวะฮฺ -ในอดีตเป็นบ้านของกุศอย บิน กิลาบ ซึ่งทุกครั้งที่ชาวกุเรชจะตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งพวกเขาก็จะไปชุมนุมกันที่นั่น-ณ ที่นั่น พวกเขาได้ปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรกับตัวท่านเราะซูลุลลอฮฺ ซึ่งเป็นเวลาที่พวกเขาเริ่มรู้สึกกลัวต่อท่านเราะซูลุลลอฮฺ
อิบนุอิสหากเล่าว่า สหายเราที่เชื่อถือได้ ได้เล่าแก่ฉันจากอับดุลลอฮฺ บิน อบีนญีหฺ จากมุญาฮิด บิน ญะบัรฺ อบู อัลหัจญาจและท่านอื่นๆที่เชื่อถือได้ จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ท่านกล่าวว่า ...


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2696


OS:
Unknown Unknown
Browser:
Firefox 34.0 Firefox 34.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2015, 18:11:16 »

ต่อๆ


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Ábir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1012

OS:
Windows NT 6.2 Windows NT 6.2
Browser:
Chrome 43.0.2357.124 Chrome 43.0.2357.124


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2015, 23:47:21 »

อุมัรเคยฝังลูกสาวจริงหรือ?

ــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــ
ในขณะที่ท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ร่วมวงสนทนากับพรรคพวกของท่านอยู่นั้น พลันท่านก็ได้หัวเราะและสักพักท่านก็ร้องไห้ ภาพดังกล่าวสร้างความงุนงงฉงนใจให้กับผู้อยู่ในวงสนทนายิ่งนัก
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านหรือ?” เสียงหนึ่งเอ่ยถาม
ท่านตอบว่า
“ฉันนึกถึงวันวานสมัยญาฮิลียะฮฺ พวกเราได้ปั้นเจว็ดจากผลอินทผลัมแล้วพวกเราก็บูชามัน  หากพวกเราหิว พวกเราก็หยิบมันมากิน นี่คือสาเหตุที่ทำให้ฉันหัวเราะ ส่วนที่ทำให้ฉันหลั่งน้ำตาคือ ฉันมีลูกสาวคนหนึ่ง ฉันตั้งใจจะฝังเธอ แล้วฉันก็ได้พาเธอไปยังท้องทะเลทราย ในขณะที่ลงมือขุดหลุมอยู่นั้น มือน้อย ๆ ของเธอได้คอยปัดเศษดินที่ติดเคราของฉัน เมื่อขุดหลุมเสร็จ ฉันก็ได้ฝังเธอทั้งเป็น”
ــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــ

เมื่อพูดถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนของสังคมสมัยญาฮิลียะฮฺ[1]  นอกจากเรื่องการรบราฆ่าฟันกันแล้ว หลายคนนึกถึงวัฒนธรรม “การฝังลูกสาวทั้งเป็น” เพราะการมีลูกสาวถือเป็นความอับอายขายหน้าตามความคิดอันผิดเพี้ยนของคนบางกลุ่มในยุคนั้น และเมื่อพูดถึงเรื่องราวการฝังลูกสาวทั้งเป็น หลายคนมักนึกถึงเรื่องเล่าที่ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ฝังลูกสาวของตัวเองทั้งเป็น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายคนคงเคยฟังผ่านหูมาแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่มีการเล่ามานานนมและกระจายในวงกว้าง แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องนี้ไม่มีต้นตอและแหล่งที่มาเลย ไม่มีกล่าวในหนังสือประวัติศาสตร์อิสลามแม้แต่เล่มเดียว ไม่ว่าจะด้วยสายรายงานที่อ่อนหรือเมาฎูอฺ (ปลอม) ก็ตาม
อับบาส มะหฺมูด อัล-อักกอด[2] ได้นำเรื่องนี้มาเล่าในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า “อับเกาะรียะฮฺ อุมัร” (อัจฉริยะภาพของท่านอุมัร) หน้า 221 ซึ่งเป็นหนังสือร่วมสมัยที่เก่าแก่ที่สุดที่หยิบยกเรื่องนี้มาเล่า[3] แต่ทั้งนี้ ผู้เขียนก็ไม่ได้อ้างแหล่งที่มาของเรื่องแต่อย่างใด และผู้เขียนเองก็มีความสงสัยแคลงใจอยู่เหมือนกันว่าเป็นความจริงหรือไม่

สำหรับข้อสังเกตของเรื่องนี้คือ
1.  เป็นเรื่องที่ไม่มีแหล่งที่มาดังที่ได้กล่าวไป ซึ่งตามหลักวิชาการแล้วไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

2. การฝังลูกสาวทั้งเป็นถึงแม้จะเป็นวัฒนธรรมของอาหรับสมัยญาฮิลียะฮฺ แต่มิได้หมายรวมว่าจะเป็นวัฒนธรรมของอาหรับในสมัยนั้นทั้งหมด แต่เป็นวัฒนธรรมเฉพาะอาหรับบางเผ่าเท่านั้น ยิ่งในเผ่ากุร็อยชฺซึ่งเป็นเผ่าของท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ[4] และโดยเฉพาะในตระกูลอะดียฺซึ่งเป็นตระกูลของท่านแล้ว ไม่เป็นที่รู้จักเลยว่ามีการฝังลูกสาว จะเห็นได้จากฟาฎิมะฮฺซึ่งเป็นน้องสาวของท่านอุมัรก็อยู่ในตระกูลนี้ นางมีอายุจนเติบใหญ่และได้แต่งงานกับสะอีด บิน ซัยดฺ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางและเป็นหนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺจำนวนสิบคนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แจ้งข่าวดีว่าเป็นชาวสวรรค์[5]

3. หัฟเศาะฮฺ ลูกสาวคนโตของท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้ที่สุ่มเสี่ยงที่สุดที่จะถูกฝัง แต่กลับมีชีวิตจนเติบใหญ่และเป็นหนึ่งในภริยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเวลาต่อมา

4. อัน-นุอฺมาน บิน บะชีรฺ เล่าว่า : ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ถูกถามเกี่ยวกับอายะฮฺ
﴿ وَإِذَا ٱلۡمَوۡءُۥدَةُ سُئِلَتۡ ٨ ﴾
“และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังได้ถูกถาม (ในวันกิยามัต)”[6]

ท่านตอบว่า
“ก็อยสฺ บิน อาศิม ได้ไปหาท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเล่าว่า เขาได้ฝังลูกสาวตัวเองแปดคนในสมัยญาฮิลียะฮฺ แล้วท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ให้เขาปล่อยทาสหนึ่งคนต่อลูกสาวหนึ่งคนที่ถูกฝัง เขาตอบไปว่า ฉันไม่มีทาสแต่ฉันมีอูฐจำนวนมาก ท่านเลยตอบว่า งั้นจงบริจาคอูฐหนึ่งตัวต่อลูกสาวหนึ่งคนที่ถูกฝัง”[7]

เรื่องข้างต้น ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ  มิได้พูดถึงตัวเองเลย แต่กลับพูดถึงก็อยสฺ บิน อาศิม ซึ่งหากท่านเคยฝังลูกตัวเอง อย่างน้อยท่านก็ต้องพูดถึงตัวเองบ้าง[8]

5. การฝังลูกสาวทั้งเป็นในยุคญาฮิลียะฮฺนั้น พวกเขาจะฝังเมื่อทารกถูกคลอดออกมาทันที ไม่ใช่รอจนโต
อัลลอฮฺตรัสถึงชนอาหรับสมัยญาฮิลียะฮฺว่า
﴿ وَإِذَا بُشِّرَ أَحَدُهُم بِٱلۡأُنثَىٰ ظَلَّ وَجۡهُهُۥ مُسۡوَدّٗا وَهُوَ كَظِيمٞ ٥٨ يَتَوَٰرَىٰ مِنَ ٱلۡقَوۡمِ مِن سُوٓءِ مَا بُشِّرَ بِهِۦٓۚ أَيُمۡسِكُهُۥ عَلَىٰ هُونٍ أَمۡ يَدُسُّهُۥ فِي ٱلتُّرَابِۗ أَلَا سَآءَ مَا يَحۡكُمُونَ ٥٩ ﴾
“และเมื่อผู้ใดในหมู่พวกเขาได้รับข่าวว่าได้ลูกผู้หญิง ใบหน้าของเขาจะหมองคล้ำและเขาจะโศกเศร้า เขาจะหลบตัวเองจากกลุ่มชนเนื่องจากความอับอายที่ได้ถูกแจ้งแก่เขา เขาจะเก็บเอาไว้ด้วยความรู้สึกอัปยศหรือฝังมัน พึงรู้เถิด สิ่งที่พวกเขาตัดสินใจนั้นมันชั่วช้าแท้ ๆ”[9]

ส่วนเหตุการณ์หรือเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นกับท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น จะเห็นได้ว่าลูกสาวของท่านไม่ใช่ทารกแรกเกิด แต่เป็นเด็กสาวที่โตแล้ว ดังจะเห็นได้จากที่ลูกสาวของท่านปัดเศษดินที่ติดกับเครา

             จากหลักฐานต่าง ๆ ข้างต้นจึงสรุปได้ว่า ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ไม่เคยฝังลูกสาวของตัวเองเลย [10]

ــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــ
เชิงอรรถ
[1] ญาฮิลียะฮฺคือ สภาพสังคมชนอาหรับก่อนที่นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะนำสาสน์อิสลามมาเผยแผ่ เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและหลงทาง
[2] นักประพันธ์และนักคิดชาวอียิปต์ผู้มีชื่อเสียง เสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 1964
[3] อัส-สัยยิด นิอฺมะตุลลอฮฺ อัล-ญะซาอิรียฺ (เสียชีวิตค.ศ.1691) นักวิชาการสายชีอะฮฺได้ระบุเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานียะฮฺ” (3/21) เช่นเดียวกัน โดยไม่ได้ระบุแหล่งที่มาแต่ประการใด นักวิชาการบางท่านเลยมีทรรศนะว่า เรื่องนี้ถูกกุขึ้นจากพวกรอฟิเฎาะฮฺ
[4] และเผ่าของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
[5] อัซ-ซะฮะบียฺ, สิยัรฺ อะอฺลาม อัน-นุบะลาอ์ เล่ม 1, (เบรุต : อัร-ริซาละฮฺ, 1985), หน้า 124
[6] อัต-ตักวีรฺ, 81 : 8
[7] บันทึกโดยอัฏ-เฏาะบะรอนียฺในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-กะบีรฺ”, 18/337. อัล-ฮัยษะมียฺกล่าวว่านักรานงานทุกคนเชื่อถือได้และชัยคฺอัล-อัลบานียฺมีทัศนะว่าหะดีษนี้ถูกต้อง
[8] ในหนังสือฟิกฮฺสังกัดมัซฮับอิมามอัช-ชาฟิอียฺบางเล่ม เช่น “อัล-บะยาน”(11/623) ของอัล-อิมรอนียฺ, “อัล-หาวีย์ อัล-กะบีรฺ”(13/148) ของ อัล-มาวัรดียฺ, “อัน-นัจญ์มฺ อัล-วะฮฺฮาจญ์”(8/591) ของ อัด-ดะมีรียฺ, “อัล-มัจญ์มูอฺ ของอิมามอัน-นะวะวียฺ”(19/187) ส่วนของชัยคฺอัล-มุฏีอียฺเป็นคนเขียน ต่างได้ระบุว่า “อุมัรได้ถามท่านนบีว่าเขาเคยฝังลูกสาวทั้งเป็น” ข้อเขียนดังกล่าวผู้เขียนไม่ได้ระบุแหล่งที่มาซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดของผู้เขียน ทั้งนี้ เพราะสายรายงานที่ถูกต้องจากอัน-นุอฺมาน บิน บะชีร ระบุว่า ท่านอุมัรเป็นคนที่ถูกถามเกี่ยวกับอายะฮฺการฝังลูกสาวทั้งเป็น แล้วท่านก็เล่าถึงเรื่องของก็อยสฺ บิน อาศิมที่ได้บอกกับท่านนบีว่าเขาได้ฝังลูกสาวทั้งเป็นจำนวนแปดคน  ไม่ใช่ท่านอุมัรที่เป็นคนฝัง. วัลลอฮุอะอฺลัม
[9] อัน-นะหฺลฺ, : 16 : 58-59
[10] ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://islamqa.info/ar/132437


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้น ดีกว่าและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  

GoogleTagged

 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!

Modifications by .ทีมงานอิกเราะอ์ .

อิกเราะอ์ฟอรั่ม , บทความอิสลาม , ศาสนาอิสลาม




หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 24 คำสั่ง

Google visited last this page กุมภาพันธ์ 19, 2017, 23:57:33