อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ตุลาคม 19, 2017, 15:46:16 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ซาดุลมะอาด (ฉบับย่อ)  (อ่าน 5774 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 18, 2011, 20:54:22 »


ซาดุลมะอาดฉบับย่อ

โดย เชคมุหัมมัด บิน อับดิลวะฮาบ เราะหิมะฮุลลอฮฺ
แปลโดย อัสรัน นิยมเดชา




ซาดุลมะอาด

หนังสือ "ซาดุลมะอาด" มีชื่อเต็มว่า "ซาดุลมะอาด ฟี ฮัดยิ ค็อยริลอิบาด" زاد المعاد في هدي خير العباد  ประพันธ์โดยอิบนุก็อยยิม อัลเญาซิยะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ابن قيم الجوزية ปราชญ์มุสลิมผู้โด่งดัง (เกิด ฮ.ศ.691 เสียชีวิต ฮ.ศ.751) ศิษย์เอกท่านอิบนุ ตัยมิยะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ

เป็นตำราที่มีเนื้อหาหลักครอบคลุมชีวประวัติของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยของท่าน แบบอย่างและแนวทางของท่านในการทำอิบาดะฮฺ การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ตลอดจนเรื่องราวของสงครามและสมรภูมิต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคท่าน และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ท่านอิบนุก็อยยิม เขียนหนังสือเล่มนี้ขณะที่ท่านอยู่ระหว่างการเดินทาง โดยมิได้นำตำราอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นตำราหะดีษหรือทัศนะต่างๆของอุละมาอ์ติดตัวไปด้วย แต่ข้อมูลทั้งหมดล้วนเรียงร้อยขึ้นจากความรู้และความจำของท่าน ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 เล่ม (จำนวนเล่มของแต่ละสำนักพิมพ์อาจแตกต่างกัน)



มุคตะศ็อรฺ ซาดิลมะอาด (ซาดุลมะอาดฉบับย่อ)

เป็นหนังสือที่เชคมุหัมมัด บิน อับดิลวะฮาบ เราะหิมะฮุลลอฮฺ (เกิด ฮ.ศ.1115 เสียชีวิต ฮ.ศ.1206) ย่อและเรียบเรียงขึ้นจากต้นฉบับซาดุลมะอาดของท่านอิบนุลก็อยยิม ให้มีความกระชับและสะดวกแก่การอ่านทำความเข้าใจมากขึ้น โดยที่ยังคงไว้ซึ่งข้อมูลและเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วน




** ติดตามอ่านบทแปลของซาดุลมะอาดฉบับย่อได้อีกทางหนึ่ง ในนิตยสารใต้ร่มเงาอิสลาม (ตั้งแต่เล่มที่ 85 ฉบับเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไป) **


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2014, 08:06:37 โดย Abu Zulfa » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 18, 2011, 21:00:39 »


บทนำ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ไม่มีภาคีใดเทียบเคียงพระองค์ และขอปฏิญาณว่าท่านนบีมุหัมมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์


อัลลอฮฺตะอาลาเพียงพระองค์เดียวคือผู้ทรงสร้างและผู้ทรงเลือก พระองค์ตรัสว่า

وَرَبُّكَ يَخۡلُقُ مَا يَشَآءُ وَيَخۡتَارُۗ مَا كَانَ لَهُمُ ٱلۡخِيَرَةُۚ سُبۡحَٰنَ ٱللَّهِ وَتَعَٰلَىٰ عَمَّا يُشۡرِكُونَ

ความว่า “และพระเจ้าของเจ้าทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงเลือก พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการเลือก มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ และพระองค์ทรงสูงส่งเหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี” (อัลเกาะศ็อศ: 68)



ซึ่งความหมายของการเลือกในที่นี้คือการคัดเลือกและคัดกรองสิ่งที่เหมาะสมนั่นเอง ส่วนดำรัสของพระองค์ที่ว่า "พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการเลือก” นั้นหมายถึงการเลือกนั้นไม่ใช่สิทธิ์ของผู้ถูกสร้างเหล่านั้น เพราะเมื่อพระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งแต่เพียงพระองค์เดียว พระองค์ก็ย่อมเป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกแต่เพียงพระองค์เดียวเช่นกัน เพราะพระองค์คือผู้ซึ่งรู้ดีที่สุดเกี่ยวกับการเลือกของพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสความว่า "อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งว่าพระองค์จะประทานสารของพระองค์แก่ผู้ใด” (อัลอันอาม: 124) และดังที่พระองค์ตรัสว่า

وَقَالُواْ لَوۡلَا نُزِّلَ هَٰذَا ٱلۡقُرۡءَانُ عَلَىٰ رَجُلٖ مِّنَ ٱلۡقَرۡيَتَيۡنِ عَظِيمٍ أَهُمۡ يَقۡسِمُونَ رَحۡمَتَ رَبِّكَۚ نَحۡنُ قَسَمۡنَا بَيۡنَهُم مَّعِيشَتَهُمۡ فِي ٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَاۚ وَرَفَعۡنَا بَعۡضَهُمۡ فَوۡقَ بَعۡضٖ دَرَجَٰتٖ

ความว่า “และพวกเขากล่าวว่า เหตุใดอัลกุรอานนี้จึงไม่ถูกประทานลงมาให้แก่ชายผู้ยิ่งใหญ่จากสองเมืองนี้? พวกเขาเป็นผู้แบ่งปันความเมตตาแห่งพระเจ้าของเจ้ากระนั้นหรือ? เราต่างหากที่เป็นผู้จัดสรรปัจจัยยังชีพของพวกเขาในระหว่างพวกเขาในการมีชีวิตอยู่ในบนโลกนี้ และเราได้เชิดชูบางคนในหมู่พวกเขาเหนือกว่าบางคนหลายชั้น” (อัซซุครุฟ: 31-32)



จะเห็นว่าอัลลอฮฺตะอาลาทรงปฏิเสธสิทธิ์ในการเลือกของพวกเขา และทรงย้ำว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิทธิ์ของพระองค์ผู้ทรงจัดสรรปัจจัยยังชีพ และกำหนดให้ผู้คนในสังคมมีความแตกต่างกันหลายระดับชั้น


ดังนั้น อัลลอฮฺตะอาลาซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งจึงสมควรที่จะเป็นผู้มีสิทธิ์ในการเลือกผู้หนึ่งผู้ใดเพื่อการหนึ่งการใดตามแต่ที่พระองค์เห็นสมควรและด้วยความรอบรู้ของพระองค์ โดยมิพักต้องอาศัยคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะของผู้ใด


ซึ่งการที่พระองค์เป็นผู้ทรงสิทธิ์ในการเลือกแต่เพียงพระองค์เดียวนั้น ถือเป็นหลักฐานอันชัดแจ้งยิ่งถึงความเป็นพระเจ้าและความเป็นเอกะของพระองค์ ทั้งยังเป็นสิ่งยืนยันถึงความสมบูรณ์แบบของพระองค์ และความสัตย์จริงของบรรดาศาสนทูตของพระองค์


ส่วนหนึ่งจากการเลือกของพระองค์คือการที่พระองค์ทรงคัดเลือกมลาอิกะฮฺบางส่วนให้มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะด้าน ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

اللهمَّ رَبَّ جِبْرِيلَ وَمِيْكائِيل وَإسْرافِيل، فَاطرَ السَمَاوَاتِ والأرضِ، عَالمَ الغَيبِ والشهادةِ، أنتَ تَحكُم بَين عِبادِكَ فِيما كانوا فيه يَخْتَلِفونَ، اهْدِنَا لِما اخْتُلِفَ فِيْهِ مِنَ الحقِّ بإذْنكَ، إنَّك تَهْدِي مَنْ تَشاءُ إلى صِراطٍ مُسْتَقِيْمٍ

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าของญิบรีล มีกาอีล และอิสรอฟีล ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในที่ลับและที่แจ้ง พระองค์ทรงตัดสินในสิ่งที่บรรดาบ่าวของพระองค์ขัดแย้งกัน ขอพระองค์ทรงชี้นำทางแห่งสัจธรรมจากสิ่งที่มีการขัดแย้งกันด้วยประสงค์ของพระองค์ แท้จริงพระองค์ทรงชี้นำทางผู้ที่พระองค์ประสงค์สู่หนทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 770)


เช่นเดียวกับการที่พระองค์ทรงเลือกบรรดานบีจากลูกหลานของอาดัม และทรงเลือกผู้ทำหน้าที่เราะสูลจากบรรดานบีเหล่านั้น จากนั้นทรงเลือกเราะสูลห้าท่านจากบรรดาเราะสูลทั้งหลายให้ได้รับฉายา “อุลุลอัซมฺ” ที่มีเกียรติและมีความประเสริฐเหนือเราะสูลท่านอื่น ๆ ดังที่ถูกกล่าวถึงในสูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 8 และอัชชูรอ อายะฮฺที่ 13 และทรงเลือกท่านนบีอิบรอฮีมและท่านนบีมุหัมมัดจากบรรดาอุลุลอัซมฺ เพื่อดำรงฐานะ “เคาะลีล” (ผู้เป็นที่รักของพระองค์ – ผู้แปล) ขอความสันติจงประสบแด่ทุกท่าน


อีกตัวอย่างหนึ่งของการเลือกของพระองค์ คือการที่พระองค์ทรงเลือกลูกหลานนบีอิสมาอีลจากบรรดาลูกหลานอาดัม และทรงเลือกลูกหลานกินานะฮฺจากสายคุซัยมะฮฺ และทรงเลือกกุร็อยชฺจากลูกหลานกินานะฮฺ และทรงเลือกบนีฮาชิมจากลูกหลานกุร็อยชฺ จากนั้นทรงเลือกท่านนบีมุหัมมัด ศ็อล ลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากบนีฮาชิม และทรงเลือกประชาชาติของท่านเหนือประชาชาติอื่น ๆ


ดังปรากฏรายงานจากมุอาวิยะฮฺ บิน หัยดะฮฺ เล่าจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า

أنتُم تُوْفُون سَبعينَ أُمَّةً ، أنتم خَيْرُها وأَكرَمُها على الله

ความว่า “พวกท่านเป็นผู้ที่ทำให้จำนวนประชาชาติทั้งหมดครบเจ็ดสิบประชาชาติ ซึ่งพวกท่านเป็นประชาชาติที่ดีเลิศและมีเกียรติที่สุด ณ อัลลอฮฺ" (มุสนัดอะหมัด หะดีษเลขที่ 20015)





อัลลอฮฺทรงเลือกแต่สิ่งที่ดี

กล่าวคือ อัลลอฮฺตะอาลาจะทรงเลือกรับแต่สิ่งที่ดีที่สุดจากทุก ๆ สิ่ง เพราะพระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะที่ดี ไม่ทรงโปรดนอกจากสิ่งที่ดี และจะไม่ทรงรับคำพูด การกระทำ หรือการบริจาคทานใด ๆ นอกจากสิ่งที่ดีงาม


และด้วยสิ่งนี้ทำให้เราเห็นถึงสัญญาณแห่งความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบ่าว เพราะผู้ที่มีความดีงามในตัวนั้นย่อมเหมาะสมกับสิ่งที่ดีงาม และย่อมไม่พอใจกับสิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งที่ดี และไม่ขวนขวายแสวงหาหรือพึงพอใจสิ่งใดนอกจากว่าจะเป็นสิ่งที่ดีงาม


คำพูดของบ่าวผู้นั้นก็ย่อมเป็นคำพูดที่ดีอันควรค่าแก่การนำขึ้นไปยังอัลลอฮฺเพื่อจดบันทึกผลบุญความดี ในขณะเดียวกันเขาก็จะหลีกเลี่ยงห่างไกลอย่างที่สุดจากคำพูดที่ไม่ดี การโกหกมดเท็จ การยุแยง การติฉินนินทา การใส่ร้ายป้ายสี และทุกคำพูดที่น่ารังเกียจ


เขาจะไม่พอใจในการงานใด ๆ นอกจากการงานที่ดีเลิศสมบูรณ์ นั่นคือการงานที่ถูกต้องตามแนวทางของท่านศาสนทูต ศีลธรรมจรรยา ตลอดจนกมลสันดานอันบริสุทธิ์ เช่น การเคารพภักดีอัลลอฮฺตะอาลาเพียงพระองค์โดยไม่มีภาคีใดเทียบเคียง การให้ความสำคัญต่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺเหนืออารมณ์ความรู้สึกของตนเอง การพยายามเข้าหาพระองค์เพื่อให้พระองค์ทรงรัก หรือการทำดีต่อบรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งหลายเท่าที่สามารถจะทำได้ ด้วยการปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นในลักษณะที่ตนชอบที่จะได้รับการปฏิบัติจากพวกเขา


นอกจากนี้ เขาย่อมเป็นผู้ที่มีจรรยามารยาทอันงดงามสูงส่ง มีความอ่อนโยนนุ่มนวล ความสุขุมรอบคอบ ความอดทนอดกลั้น มีความเมตตาปราณี รักษาสัจจะวาจา มีความจริงใจ นอบน้อมถ่อมตน และมีเกียรติศักดิ์ศรี ไม่ยอมศิโรราบต่อผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ บริโภคแต่สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็หมายถึงอาหารที่หะลาลถูกต้องตามหลักการ อันจะแปรสภาพเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตวิญญาณอย่างดีและปลอดภัยที่สุด


และเขาก็จะไม่เลือกแต่งงานนอกจากกับผู้ที่มีความดีงาม ไม่คบหาสมาคมนอกจากกับผู้ที่เป็นคนดีมีคุณธรรม บุคคลเช่นนี้คือผู้ที่อัลลอฮฺตรัสถึงพวกเขาว่า

ٱلَّذِينَ تَتَوَفَّىٰهُمُ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ طَيِّبِينَ يَقُولُونَ سَلَٰمٌ عَلَيۡكُمُ ٱدۡخُلُواْ ٱلۡجَنَّةَ بِمَا كُنتُمۡ تَعۡمَلُونَ

ความว่า “บรรดาผู้ที่มลาอิกะฮฺเอาชีวิตของพวกเขาโดยที่พวกเขาเป็นคนดี พลางกล่าวว่า ศานติจงมีแด่พวกเจ้า จงเข้าไปในสวนสวรรค์เนื่องจากสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้” (อันนะหฺล์: 32)



และเป็นผู้ที่มลาอิกะฮฺซึ่งทำหน้าที่เฝ้าประตูสวรรค์กล่าวแก่เขาว่า

سَلَٰمٌ عَلَيۡكُمۡ طِبۡتُمۡ فَٱدۡخُلُوهَا خَٰلِدِينَ

ความว่า "ขอความสันติจงประสบแด่พวกท่าน พวกท่านได้ทำดีแล้ว ดังนั้นจงเข้าสู่สรวงสวรรค์และพำนักอยู่ในนั้นชั่วกาลนานเถิด” (อัซซุมัรฺ: 72)



อัลลอฮฺตะอาลายังตรัสว่า

ٱلۡخَبِيثَٰتُ لِلۡخَبِيثِينَ وَٱلۡخَبِيثُونَ لِلۡخَبِيثَٰتِۖ وَٱلطَّيِّبَٰتُ لِلطَّيِّبِينَ وَٱلطَّيِّبُونَ لِلطَّيِّبَٰتِۚ أُوْلَٰٓئِكَ مُبَرَّءُونَ مِمَّا يَقُولُونَۖ لَهُم مَّغۡفِرَةٞ وَرِزۡقٞ كَرِيمٞ

ความว่า "หญิงชั่วย่อมคู่ควรกับชายชั่ว และชายชั่วย่อมคู่ควรกับหญิงชั่ว และหญิงดีย่อมคู่ควรกับชายดี และชายดีย่อมคู่ควรกับหญิงดี ชนเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขากล่าวร้าย สำหรับพวกเขา (ผู้ถูกกล่าวร้าย) จะได้รับการอภัยโทษและเครื่องยังชีพอันมีเกียรติ” (อันนูร: 26)



นักวิชาการได้ให้ความหมายอายะฮฺนี้ว่า คำพูดที่ไม่ดีนั้นย่อมคู่ควรกับคนไม่ดี ส่วนคำพูดที่ดีก็ย่อมคู่ควรกับคนที่ดี ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนให้ความหมายว่า สตรีที่ดีย่อมคู่ควรกับบุรุษที่ดีและในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าอายะฮฺข้างต้นนั้นครอบคลุมความหมายดังกล่าวนั้นทั้งหมด


ทั้งนี้ อัลลอฮฺทรงให้สวรรค์เป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งดีงามทุกประการ ทรงให้นรกเป็นศูนย์รวมความชั่วร้ายทั้งหมด และทรงให้โลกดุนยาเป็นสถานที่ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งดีงามและความชั่วร้ายในเวลาเดียวกันกระทั่งเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง พระองค์ก็จะทรงแยกความชั่วร้ายออกจากความดีงาม เหลือไว้แต่เพียงที่พำนักสองแห่งเท่านั้น


ซึ่งมนุษย์เรานั้นอาจมีทั้งการงานด้านดีอันนำไปสู่สวรรค์ และด้านลบอันเป็นกุญแจนำไปสู่นรกอยู่ในตัว การงานด้านใดเหนือกว่าเขาก็จะได้รับผลตอบแทนในด้านนั้น ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เขาได้พบจุดจบที่ดี พระองค์จะทรงลบล้างความผิดให้เขาก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิต โดยไม่ต้องชดใช้ความผิดในขุมนรกอีก


แน่นอนว่าอัลลอฮฺจะไม่ทรงให้บ่าวเข้าพำนักในสรวงสวรรค์ของพระองค์ในสภาพที่เนื้อตัวแปดเปื้อนด้วยบาปความผิด พระองค์จึงทรงให้เขาชดใช้ความผิดในนรกเสียก่อน เพื่อชำระล้างตัวให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งการชำระล้างนี้จะใช้ระยะเวลานานเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับบาปความผิดของเขานั่นเอง


และในเมื่อมุชริกผู้ตั้งภาคีนั้นโดยเนื้อแท้ภายในแล้วเป็นผู้ที่สกปรกน่ารังเกียจ ไฟนรกจึงไม่อาจชำระล้างเขาให้บริสุทธิ์ได้ เปรียบได้กับสุนัขที่แม้จะลงไปแหวกว่ายในน้ำทะเล ก็ไม่อาจทำให้ตัวมันสะอาดในมุมมองของศาสนาได้


ในขณะเดียวกันผู้ศรัทธาที่ดำรงไว้ซึ่งความดีงามและห่างไกลจากสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ นรกก็จะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา เพราะไม่มีเหตุให้ต้องชำระล้างอีกต่อไป




จำเป็นต้องศึกษาแบบฉบับของท่านเราะสูล
   
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการศึกษาเรียนรู้แบบอย่างและแนวทางของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ่าวทุกคน เพราะท่านคือผู้นำทางสู่แสงสว่างอย่างแท้จริง ทั้งนี้ มนุษย์เรามิอาจแยกแยะสิ่งดีงามออกจากสิ่งชั่วร้ายอย่างละเอียดถี่ถ้วนและถูกต้องโดยปราศจากการชี้นำของท่านได้ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดเหนือไปกว่าความจำเป็นที่เราจะต้องมีเราะสูลชี้นำทาง โดยถือเป็นความจำเป็นที่อยู่เหนือความจำเป็นอื่นใดทั้งปวง


จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อเรามิอาจก้าวออกจากแบบอย่างและแนวทางของท่านได้แม้แต่พริบตาเดียว เพราะนั่นหมายถึงความเสื่อมทรามลงของจิตใจ แต่ผู้ที่จะลิ้มรสรู้สึกถึงสิ่งนี้ได้คือผู้ที่หัวใจของเขายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น มิเช่นนั้นก็คงเป็นเหมือนศพที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับบาดแผลตามร่างกาย


เมื่อเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าความสุขความปลอดภัยที่แท้จริงนั้นถูกผูกโยงไว้กับแบบฉบับและแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ขวนขวายหาทางรอดอันปลอดภัยที่จะต้องศึกษาเรียนรู้แบบอย่างและแนวทางการดำเนินชีวิตของท่าน เพื่อที่เขาจะได้หลุดพ้นจากวังวนของความอวิชชา


ซึ่งในเรื่องนี้แต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางคนหย่อนยาน บางคนปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่บางคนกลับไม่สนใจที่จะศึกษาเรียนรู้เลยแม้แต่น้อย จึงถือเป็นความเมตตาความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่จะทรงดลใจให้ผู้ใดเข้าถึงสิ่งนี้ก็ได้ตามที่พระองค์ทรงประสงค์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2014, 06:51:52 โดย Abu Zulfa » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 28, 2011, 08:09:28 »


(1) แบบฉบับของท่านในการอาบน้ำละหมาด

โดยส่วนใหญ่แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะอาบน้ำละหมาดก่อนละหมาดทุกเวลา แต่ในบางครั้งท่านก็ละหมาดหลายเวลาโดยอาบน้ำละหมาดเพียงครั้งเดียว


ท่านอาบน้ำละหมาดด้วยน้ำเพียงหนึ่งมุด (เท่ากับสองอุ้งมือโดยประมาณ – ผู้แปล) บางครั้งด้วยน้ำสองส่วนสามมุด และบางครั้งก็มากกว่านั้น โดยท่านใช้น้ำแต่ปริมาณน้อย และยังห้ามประชาชาติของท่านมิให้ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นด้วย มีรายงานที่ถูกต้องระบุไว้ว่าท่านล้างอวัยวะแต่ละส่วนเพียงครั้งเดียวบ้าง สองครั้งบ้าง และสามครั้งบ้าง และมีรายงานเช่นกันว่าบางครั้งท่านล้างอวัยวะบางส่วนสองครั้ง และบางส่วนสามครั้ง ในบางครั้งท่านบ้วนปากพร้อมสูดน้ำเข้าจมูกเพียงครั้งเดียว บางครั้งท่านทำเช่นนั้นสองครั้ง และบางครั้งท่านทำสามครั้ง โดยท่านบ้วนปากพร้อม ๆ กับสูดน้ำเข้าจมูกด้วยมือขวาแล้วสั่งน้ำออกด้วยมือซ้าย


บางครั้งท่านเช็ดศีรษะทั้งหมดหนึ่งครั้ง แต่บางครั้งท่านเช็ดโดยใช้สองมือเช็ดจากศีรษะส่วนหน้าไปยังส่วนท้ายแล้วเช็ดย้อนกลับมายังส่วนหน้าในครั้งเดียว แต่ไม่ปรากฏรายงานที่ถูกต้องเลยว่าท่านเช็ดแต่เพียงบางส่วนของศีรษะ ยกเว้นในกรณีที่สวมใส่ผ้าโพกศีรษะ กล่าวคือเมื่อท่านเช็ดส่วนหน้าของศีรษะแล้วท่านก็เช็ดผ้าโพกศีรษะไปด้วย (โดยไม่ถอดผ้าโพกศีรษะ)
และทุกครั้งที่อาบน้ำละหมาดท่านจะบ้วนปากและสูดน้ำเข้าจมูกเสมอ ทั้งนี้ ไม่มีบันทึกรายงานว่าท่านเคยละเว้นขั้นตอนดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว ท่านอิบนุลก็อยยิมได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านหลายเล่มว่าการบ้วนปากและสูดน้ำเข้าจมูกนั้นถือเป็นวาญิบ เช่นเดียวกับการที่ท่านอาบน้ำละหมาดด้วยการล้างอวัยวะส่วนต่าง ๆ ตามลำดับและต่อเนื่องทุกครั้งไม่ผิดไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว


ในกรณีที่ท่านมิได้สวมใส่คุฟ (ถุงเท้าหนังที่หุ้มถึงข้อเท้า – ผู้แปล) หรือถุงเท้า ท่านจะล้างเท้าของท่านเสมอ และท่านจะเช็ดหูสองข้างทั้งด้านในและด้านนอกพร้อม ๆ กับการเช็ดศีรษะ
หะดีษทุกบทที่ระบุถึงอัซการฺที่ให้กล่าวขณะอาบน้ำละหมาดนั้นล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ยกเว้นการกล่าวบิสมิลลาฮฺในตอนต้น และการกล่าวดุอาอ์บทต่อไปนี้ในตอนท้าย

أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيْكَ لَهُ وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ، اللَّهُمَّ اجْعَلْنِيْ مِنَ التَوَّابِيْنَ وَاجْعَلْنِيْ مِنَ المتَطَهِّرِيْنَ

ความว่า "ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ไม่มีภาคีใดเทียบเคียงเสมอพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ของทรงให้ฉันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เตาบะฮฺกลับตัว และขอทรงให้ฉันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่รักษาความสะอาด” (บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ หะดีษเลขที่ 148 และอิบนุมาญะฮฺ หะดีษเลขที่ 470)



และหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งมีบันทึกไว้ในหนังสือสุนันอันนะสาอีย์ที่ให้กล่าวว่า

سُبْحَانَكَ اللهُمَّ وَبِحَمْدِكَ أَشْهَدُ أَنْ لا إِلهَ إِلا أَنْتَ أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوبُ إِلَيْكَ

ความว่า “มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ฉันขออภัยโทษต่อพระองค์ และฉันขอกลับเข้าหาพระองค์"

 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยกล่าว "นะวัยตู" (แปลว่า ฉันเจตนาว่า.. – ผู้แปล) ขณะเริ่มอาบน้ำละหมาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีเศาะหาบะฮฺท่านใดเคยกล่าวด้วย โดยท่านมิได้กล่าวมากไปกว่าสามสิ่งดังกล่าวข้างต้นเลย ในทำนองเดียวกัน ไม่ปรากฏว่ามีรายงานที่ถูกต้องระบุว่าท่านล้างส่วนที่สูงเหนือข้อศอกหรือตาตุ่มเลย และท่านก็มิได้เช็ดอวัยวะต่าง ๆ ภายหลังการอาบน้ำละหมาดอย่างเป็นประจำ


ท่านสางเคราบ้างเป็นบางครั้ง แต่มิได้ทำเป็นประจำเช่นเดียวกับการสางนิ้วซึ่งท่านมิได้ทำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการขยับแหวนขณะล้างมือนั้น หะดีษที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นหะดีษเฎาะอีฟ


และมีรายงานที่ถูกต้องระบุว่าท่านเคยใช้วิธีเช็ดบนคุฟและถุงเท้าไม่ว่าจะอยู่ระหว่างการเดินทางหรือไม่ก็ตาม โดยท่านได้กำหนดให้การเช็ดแต่ละครั้งใช้ได้นานหนึ่งวันกับหนึ่งคืนสำหรับผู้ที่มิได้เดินทาง และสามวันกับสามคืนสำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทาง โดยท่านเช็ดส่วนบนของคุฟและถุงเท้า


และท่านยังเคยเช็ดบนผ้าโพกศีรษะเพียงอย่างเดียว และเคยเช็ดบนผ้าโพกศีรษะพร้อมกับศีรษะส่วนหน้าด้วย ซึ่งการเช็ดลักษณะนี้อาจเป็นวิธีการเช็ดในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น แต่ก็อาจจะเป็นการเช็ดที่อนุญาตให้กระทำได้ในทุกสภาพก็ได้ ซึ่งอย่างหลังดูจะมีน้ำหนักชัดเจนมากกว่า ทั้งนี้ท่านไม่เคยกระทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสภาพเท้าของท่าน กล่าวคือหากว่าเท้าทั้งสองของท่านสวมใส่คุฟอยู่ท่านก็จะเช็ดบนคุฟ เช่นเดียวกัน หากว่าเท้าของท่านมิได้สวมใส่สิ่งใด ท่านก็จะใช้วิธีล้างเท้า




(2) การตะยัมมุม

ท่านทำตะยัมมุมโดยเช็ดใบหน้าและมือทั้งสองด้วยการตบดินเพียงครั้งเดียว ณ จุดที่ท่านจะทำการละหมาด ไม่ว่าบริเวณดังกล่าวจะเป็นดิน ทะเลสาบแห้ง หรือทรายก็ตาม มีบันทึกรายงานที่ถูกต้องจากท่านว่า

حَيْثُما أَدْرَكَتْ رَجُلاً مِنْ أُمَّتِي الصَلاةُ فَعِنْدَهُ مَسْجِدُهُ وطهُورُه

ความว่า “เมื่อได้เวลาละหมาด ไม่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดจากประชาชาติของฉันจะอยู่แห่งหนใดก็ตาม เขาก็มีที่ละหมาดและมีสิ่งที่ใช้ทำความสะอาดเสมอ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 328 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 521)



เมื่อครั้งที่ท่านนบีและเศาะหาบะฮฺเดินทางไกลระหว่างสงครามตะบูก พวกท่านได้เดินผ่านผืนทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยพกพาน้ำติดตัวไปเพียงน้อยนิด แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ปรากฏรายงานว่าท่านได้นำหรือใช้ให้นำดินติดตัวไปด้วย หรือมีเศาะหาบะฮฺท่านใดทำเช่นนั้นเลย ซึ่งหากผู้ใดพิจารณาเรื่องนี้ย่อมมั่นใจว่าท่านเคยทำตะยัมมุมด้วยทราย


และไม่ปรากฏรายงานที่ถูกต้องว่าท่านทำหรือใช้ให้ทำตะยัมมุมทุกครั้งที่จะละหมาดเวลาถัดไป แต่ที่ปรากฏคือท่านได้กล่าวถึงตะยัมมุมโดยมิได้ระบุรายละเอียดส่วนนี้ และให้การตะยัมมุมแทนที่การอาบน้ำละหมาดนั่นเอง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2014, 07:19:18 โดย Abu Zulfa » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 28, 2011, 12:40:33 »


(3) แบบฉบับของท่านในการละหมาด

ท่านเริ่มละหมาดด้วยการกล่าว "อัลลอฮุอักบัร” โดยมิได้กล่าวคำอื่นใดก่อนหน้า และมิได้เปล่งคำเนียตออกมาแต่อย่างใด ทั้งนี้ การเปล่งคำเนียตนั้นไม่มีนักวิชาการท่านใดไม่ว่าจากชั้นตาบิอีนหรืออิมามสี่มัซฮับที่มีทัศนะว่าเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้กระทำ


ท่านกล่าวตักบีรฺว่า "อัลลอฮุอักบัร” เสมอ ไม่มีคำกล่าวอื่นใดนอกจากคำนี้ โดยท่านกล่าวพร้อมกับยกสองมือขึ้นระดับปลายติ่งหู ในลักษณะที่นิ้วมือทั้งหมดเหยียดตรงและหันฝ่ามือไปทางทิศกิบลัต


แต่ก็มีระบุในบางรายงานว่าท่านยกมือขึ้นระดับไหล่ หลังจากนั้นท่านวางมือขวาทาบลงบนหลังมือซ้ายบริเวณระหว่างข้อมือและปลายแขน


บางครั้งท่านกล่าวอิสติฟตาหฺด้วยดุอาอ์บทนี้   

اللّهُم بَاعِدْ بَيْنِي وَبَيْنَ خَطايايَ كمَا بَاعَدْتَ بَيْنَ المَشْرِقِ والمَغْرِبِ، اللّهُمَّ اغْسِلْنِي مِنْ خَطايايَ بالمَاءِ والثَلْجِ والبَرَدِ، اللّهُم نَقِّنِي مِنَ الذُنُوبِ والخَطَايا كما يُنَقَّى الثَوْبُ الأبْيَضُ مِنَ الدَنَس

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ห่างไกลจากบาปความผิดต่าง ๆ ของข้าพระองค์ ดังเช่นที่พระองค์ทรงให้ทิศตะวันออกอยู่ไกลจากทิศตะวันตก โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงชำระล้างตัวข้าพระองค์จากบาปความผิดของข้าพระองค์ด้วยน้ำ หิมะ และลูกเห็บ โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากบาปความผิดทั้งปวง ดังเช่นผ้าขาวที่ได้รับการชำระล้างเพื่อขจัดสิ่งสกปรกด้วยเถิด" (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 711 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 598)



และบางครั้งท่านกล่าวว่า

وَجَّهْتُ وَجْهِيَ للذِيْ فَطَرَ السَموَاتِ والأَرْضَ حَنِيْفًا مُسْلِمًا، وَمَا أنَا مِنَ المُشْركِينَ، إِنَّ صَلاتي وَنُسُكِيْ وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِي للهِ رَبِّ العَالَمِين، لا شَرِيْكَ لَهُ، وَبِذلِكَ أُمِرْتُ وَأَنَا أَوَّلُ المُسْلِمِيْنَاللَّهُمَّ أَنْتَ الْمَلِكُ لَا إِلَهَ إِلَّا أَنْتَ، أَنْتَ رَبِّي وَأَنَا عَبْدُكَ ظَلَمْتُ نَفْسِي، وَاعْتَرَفْتُ بِذَنْبِي، فَاغْفِرْ لِي ذُنُوبِي جَمِيعًا، إِنَّهُ لَا يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلَّا أَنْتَ، وَاهْدِنِي لِأَحْسَنِ الْأَخْلَاقِ لَا يَهْدِي لِأَحْسَنِهَا إِلَّا أَنْتَ، وَاصْرِفْ عَنِّي سَيِّئَهَا لَا يَصْرِفُ سَيِّئَهَا إِلَّا أَنْتَ، لَبَّيْكَ وَسَعْدَيْكَ، وَالْخَيْرُ في يَدَيْكَ، وَالشَّرُّ لَيْسَ إِلَيْكَ، أَنَا بِكَ وَإِلَيْكَ، تَبَارَكْتَ وَتَعَالَيْتَ، أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوبُ إِلَيْكَ

ความว่า "ข้าพระองค์ขอผินหน้าของข้าพระองค์แด่ผู้ที่สร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในฐานะผู้ใฝ่หาความจริง ผู้สวามิภักดิ์และข้าพระองค์มิใช่คนหนึ่งในหมู่ผู้ตั้งภาคี แท้จริงการละหมาดของข้าพระองค์ อิบาดะฮฺของข้าพระองค์ การมีชีวิตของข้าพระองค์ และการตายของข้าพระองค์นั้นเพื่ออัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลกเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ เทียบเคียงพระองค์ และด้วยสิ่งนั้นแหละข้าพระองค์ถูกใช้ และข้าพระองค์คือคนแรกในหมู่ผู้สวามิภักดิ์ทั้งหลาย โอ้อัลลอฮฺ พระองค์คือผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์คือพระเจ้าของข้าพระองค์และข้าพระองค์คือบ่าวของพระองค์ ข้าพระองค์ได้อธรรมต่อตัวข้าพระองค์เอง และข้าพระองค์ได้สำนึกในบาปความผิดของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอภัยแก่ข้าพระองค์ซึ่งบาปความผิดทั้งปวงของข้าพระองค์ แท้จริงแล้วไม่มีผู้ใดสามารถอภัยบาปความผิดได้นอกจากพระองค์ และขอพระองค์ทรงชี้นำข้าพระองค์ให้เป็นผู้ที่มีจรรยามารยาทอันงดงาม ไม่มีผู้ใดสามารถชี้นำสู่จรรยามารยาทอันงดงามได้นอกจากพระองค์ และขอพระองค์ทรงให้มารยาทอันต่ำช้าห่างไกลจากข้าพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้มันห่างไกลจากข้าพระองค์ได้นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์ขอยืนหยัดในคำสั่งใช้และแนวทางศาสนาของพระองค์ตลอดไป สิ่งดีงามทั้งปวงอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์ ข้าพระองค์จำเป็นต้องพึ่งการชี้นำจากพระองค์ และต้องกลับไปหาพระองค์ พระองค์คือผู้ที่คู่ควรแก่การสรรเสริญ ความยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ชัด ขอพระองค์โปรดอภัยให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด และข้าพระองค์ขอกลับเข้าหาพระองค์” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 771)



แต่ตามรายงานหะดีษที่มีบันทึกไว้นั้น คำกล่าวนี้ท่านกล่าวในการละหมาดกิยามุลลัยลฺ และบางครั้งท่านก็กล่าวดุอาอ์ที่ขึ้นต้นว่า

اللَّهُمَّ رَبَّ جِبْرِيلَ وَمِيكَائِيلَ وَإِسْرَافِيلَ


หรือดุอาอ์ที่ขึ้นต้นว่า

اللَّهُمَّ لَكَ الحَمْدُ، أنْتَ نُورُ السموَاتِ والأرضِ وَمَنْ فيهِنَّ

ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ มวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระองค์คือแสงรัศมีแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ตลอดจนทุกสรรพสิ่งในชั้นฟ้าและแผ่นดินเหล่านั้น" (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 1069 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 769)



ซึ่งบทอิสติฟตาหฺเหล่านี้ล้วนมีรายงานถูกต้องจากท่านนบี และมีรายงานเช่นกันว่าท่านนบีกล่าวอิสติฟตาหฺว่า

سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، وَتَبَارَكَ اسْمُكَ، وَتَعَالَى جَدُّكَ، وَلَا إِلَهَ غَيْرُكَ

ความว่า “มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ ด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์ พระองค์ทรงคู่ควรแก่การสรรเสริญ ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ชัด และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์" (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 710 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 399)



ทั้งนี้ คำกล่าวที่ปรากฏในรายงานก่อนหน้าบทนี้มีความถูกต้องมากกว่า แต่ก็มีรายงานถูกต้องระบุว่าท่านอุมัรเคยกล่าวอิสติฟตาหฺด้วยบทดังกล่าว โดยท่านกล่าวเสียงดังเพื่อสอนผู้อื่น อิมามอะหฺมัดกล่าวว่า “ฉันให้น้ำหนักคำกล่าวที่มีรายงานจากท่านอุมัร แต่ทั้งนี้หากใครจะกล่าวอิสติฟตาหฺด้วยบทหนึ่งบทใดที่มีรายงานจากท่านนบี ก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น"


หลังจากนั้นท่านนบีกล่าว "อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอนิรเราะญีม” แล้วจึงอ่านฟาติหะฮฺ โดยในบางครั้งท่านกล่าว “บิสมิลลาฮิรฺเราะหฺมานิรฺเราะหีม” เสียงดัง แต่ส่วนใหญ่ท่านจะกล่าวเพียงเบา ๆ ท่านอ่านฟาติหะฮฺช้า ๆ ทีละอายะฮฺอย่างชัดถ้อยชัดคำ เมื่ออ่านจบแล้วท่านกล่าว "อามีน” ซึ่งในการละหมาดที่อ่านเสียงดังท่านจะกล่าวอามีนเสียงดัง แล้วผู้ที่ละหมาดข้างหลังท่านจึงกล่าวตาม


ท่านจะหยุดเงียบชั่วครู่ (สักตะฮฺ) สองครั้งระหว่างตักบีรฺกับอ่านฟาติหะฮฺครั้งหนึ่ง ส่วนครั้งที่สองนั้นมีสองรายงาน รายงานหนึ่งระบุว่าคือช่วงหลังจากอ่านฟาติหะฮฺ และอีกรายงานหนึ่งระบุว่าคือช่วงก่อนรุกูอฺ


บางทัศนะเห็นว่าท่านหยุดเงียบสองครั้งนอกเหนือจากการหยุดในครั้งแรก แต่ที่มีน้ำหนักชัดกว่าคือท่านหยุดเพียงสองครั้งเท่านั้น ส่วนครั้งที่สามเป็นการหยุดเล็กน้อยเพื่อพักหายใจ ซึ่งรายงานที่มิได้ระบุถึงการหยุดเงียบในจุดนี้ ก็เพราะเป็นเพียงการหยุดเงียบที่สั้นมาก


เมื่ออ่านฟาติหะฮฺจบแล้วท่านก็อ่านสูเราะฮฺอื่น ซึ่งบางครั้งท่านอ่านยาว แต่บางครั้งเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น อยู่ระหว่างการเดินทาง หรือมีเหตุอื่น ๆ ท่านก็อ่านเพียงสั้น ๆ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วท่านจะอ่านสูเราะฮฺที่มีความยาวปานกลาง




(4) การอ่านในละหมาด

ในละหมาดฟัจญรฺท่านอ่านราว ๆ หกสิบถึงหนึ่งร้อยอายะฮฺ บางครั้งท่านอ่านสูเราะฮฺ "กอฟ” บางครั้งอ่านสูเราะฮฺ “อัรรูม” หรือ “อัตตักวีร” และในบางครั้งท่านอ่าน “อัซซัลซะละฮฺ” ซ้ำกันในสองร็อกอัต บางครั้งท่านอ่าน "อัลมุเอาวิซะตัยน์” (สูเราะฮฺอัลฟะลัก และอันนาส) ในละหมาดระหว่างการเดินทาง และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านอ่านสูเราะฮฺ “อัลมุอ์มินูน” กระทั่งถึงอายะฮฺที่กล่าวถึงนบีมูซาและนบีฮารูนในร็อกอัตแรกท่านก็ไอ ท่านจึงก้มรุกูอ์


ในละหมาดฟัจญรฺวันศุกร์ท่านอ่านสูเราะฮฺ “อัสสัจดะฮฺ” และสูเราะฮฺ “อัลอินสาน” เนื่องจากเป็นสูเราะฮฺที่กล่าวถึงการเริ่มต้นของชีวิตและการกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง การสร้างอาดัม การเข้าสวรรค์ลงนรก ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ ในลักษณะเดียวกับการที่ท่านอ่านสูเราะฮฺ “กอฟ” "อัลเกาะมัรฺ" "อัลอะอฺลา” หรือ “อัลฆอชิยะฮฺ” ในกรณีที่มีการรวมตัวครั้งใหญ่ ๆ เช่น ในวันอีดทั้งสอง หรือวันศุกร์


ส่วนในละหมาดซุฮรฺท่านนบีอ่านยาวเป็นบางครั้ง อบูสะอีดเล่าว่า “บางครั้งละหมาดซุฮรฺเริ่มขึ้นในขณะที่บางคนกำลังออกไปยังบะกีอฺ (สถานที่แห่งหนึ่งใกล้มัสยิดนบี – ผู้แปล) เพื่อปลดทุกข์ หลังจากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านของเขาเพื่ออาบน้ำละหมาด แต่กระนั้น เขาก็ยังร่วมละหมาดพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในร็อกอัตแรกได้ทัน ด้วยความที่ท่านอ่านยาว” หะดีษนี้บันทึกโดยอิมามมุสลิม ทั้งนี้ ท่านอ่านยาวประมาณสูเราะฮฺ "อัสสัจญดะฮฺ” บางครั้งก็อ่านยาวประมาณสูเราะฮฺ "อัลอะอฺลา" "อัลลัยลฺ” หรือ “อัลบุรูจญ์"


ในละหมาดอัศรฺ ท่านอ่านประมาณครึ่งหนึ่งจากที่อ่านในละหมาดซุฮรฺกรณีที่อ่านยาว หรือใกล้เคียงกับที่อ่านในละหมาดซุฮรฺกรณีที่อ่านสั้น


ส่วนละหมาดมัฆริบ แนวทางที่ท่านเคยปฏิบัติไว้นั้นแตกต่างจากสิ่งที่ผู้คนในยุคนี้กระทำกัน กล่าวคือในบางครั้งทางอ่านสูเราะฮฺ "อัลอะอฺรอฟ” จบในสองร็อกอัต บางครั้งท่านอ่านสูเราะฮฺ “อัฏฏูร” และบางครั้งท่านอ่านสูเราะฮฺ “อัลมุรสะลาต" ส่วนการอ่านแต่เพียงสูเราะฮสั้น ๆ เป็นประจำนั้น มัรวาน (บิน อัลหะกัม) เป็นผู้ริเริ่มขึ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็ถูกตำหนิว่ากล่าวจากท่านซัยดฺ บิน ษาบิต


ท่านอิบนุอับดิลบัรฺ กล่าวว่า: มีรายงานหลายบทระบุว่าท่านนบีเคยอ่านสูเราะฮฺ “อัลอะอฺรอฟ "”อัศศอฟฟาต” “อัดดุคอน” “อัลอะอฺลา” “อัตตีน” “อัลฟะลัก "”อันนาส” และ “อัลมุรสะลาต” ในละหมาดมัฆริบ ซึ่งเป็นรายงานที่เลื่องลือ และมีรายงานเช่นเดียวกันว่าท่านอ่านสูเราะฮฺสั้น ๆ ทั้งนี้ รายงานที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นรายงานที่มีความถูกต้องและเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง


ส่วนในละหมาดอิชาอ์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านสูเราะฮฺ "อัตตีน” และท่านได้กำชับให้ท่านมุอาซอ่านสูเราะฮฺ “อัชชัมสฺ" "อัลอะอฺลา" "อัลลัยลฺ” หรือสูเราะฮฺอื่น ๆ ที่มีความยาวใกล้เคียงกับสูเราะฮฺเหล่านี้


ดังนั้น ท่านจึงตำหนิท่านมุอาซที่นำละหมาดโดยอ่านสูเราะฮฺ “อัลบะเกาะเราะฮฺ” โดยท่านกล่าวความว่า: "มุอาซ ท่านเป็นผู้ที่ชอบสร้างฟิตนะฮฺความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ?” (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 5755 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 465)


ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบการละหมาดเร็ว ๆ ก็มักจะอ้างคำพูดนี้โดยที่ไม่พิจารณาดูบริบทก่อนหลังให้ดี


ในละหมาดวันศุกร์ ท่านอ่านสูเราะฮฺ “อัลญุมุอะฮฺ” คู่กับสูเราะฮฺ “อัลมุนาฟิกูน” และสูเราะฮฺ “อัลอะอฺลา” กับสูเราะฮฺ "อัลฆอชิยะฮฺ” ส่วนการอ่านแต่เพียงตอนท้ายของสูเราะฮฺทั้งสองนั้น ไม่ปรากฏว่าท่านเคยปฏิบัติแต่อย่างใด


ในละหมาดวันอีดทั้งสอง บางครั้งท่านอ่านสูเราะฮฺ “กอฟ” กับสูเราะฮฺ “อัลเกาะมัรฺ” จนจบสูเราะฮฺ และบางครั้งท่านอ่านสูเราะฮฺ “อัลอะอฺลา” กับสูเราะฮฺ “อัลฆอชิยะฮฺ” ดังกล่าวนี้คือแบบอย่างที่ท่านกระทำอย่างต่อเนื่องกระทั่งกลับคืนสู่พระองค์อัลลอฮฺ


จะเห็นว่าบรรดาเคาะลีฟะฮฺก็ได้ยึดถือปฏิบัติตามแบบฉบับดังกล่าว โดยท่านอบูบักรฺอ่านสูเราะฮฺ "อัลบะเกาะเราะฮฺ” ในละหมาดฟัจญรฺ กว่าท่านจะให้สลามเสร็จสิ้นจากการละหมาดก็เกือบสว่างแล้ว ท่านอุมัรซึ่งเป็นผู้นำหลังจากท่านก็อ่านสูเราะฮฺ “ยูสุฟ" "อันนะหฺล์" "ฮูด" "อัลอิสรออ์” หรือสูเราะฮฺอื่น ๆ ที่มีความยาวใกล้เคียงกับสูเราะฮฺเหล่านี้


ส่วนคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า "คนใดในหมู่ท่านนำละหมาด ก็จงละหมาดแต่เพียงสั้น ๆ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 671 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 467) นั้น การจะทำความเข้าใจความหมายของการละหมาดสั้น ๆ ในที่นี้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยปฏิบัติไว้ มิใช่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความต้องการของบรรดามะอ์มูม


ทั้งนี้ แบบฉบับที่ท่านนบีปฏิบัติอย่างเป็นประจำต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสินในทุก ๆ ประเด็นที่ผู้คนขัดแย้งเห็นต่างกัน


ท่านจะไม่เจาะจงอ่านสูเราะฮฺใดสูเราะฮฺหนึ่งเป็นประจำยกเว้นในวันศุกร์และวันอีดทั้งสอง และตามแบบฉบับของท่านนั้น ท่านจะอ่านจนจบทั้งสูเราะฮฺ หรือแบ่งอ่านสูเราะฮฺหนึ่งในสองร็อกอัต การอ่านแต่ตอนท้ายหรือตอนกลางของสูเราะฮฺนั้นไม่ปรากฏว่ามีบันทึกรายงานจากท่านแต่อย่างใด


ส่วนการอ่านสองสูเราะฮฺในร็อกอัตเดียวนั้น ท่านเคยปฏิบัติในละหมาดสุนัต ในขณะที่การอ่านสูเราะฮฺเดียวซ้ำกันในสองร็อกอัตนั้น เป็นสิ่งที่ท่านไม่ค่อยกระทำ ในการละหมาดทุกครั้งท่านจะอ่านในร็อกอัตแรกยาวกว่าร็อกอัตที่สอง ในบางครั้งท่านอ่านยาวจนกว่าจะไม่ได้ยินเสียงก้าวเดิน

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2014, 10:58:57 โดย Abu Zulfa » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

RAO
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 399


رجال صدقوا الله


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 30, 2011, 07:41:15 »

กำลังรออ่านบทต่อไปครับ..
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

عَوْدَةٌ إلى الْْكِتَابِ والسُّنَّة بِفَهْمِ سَلَفِ الأُمَّة
رباه لو بلغت ذنوبي عنان السماء ما يئست من رحمتك
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2011, 07:23:24 »


(5) การรุกูอฺ

เมื่ออ่านเสร็จ ท่านยกมือขึ้นกล่าวตักบีรฺแล้วก้มรุกูอฺ โดยวางฝ่ามือทั้งสองบนเข่าประหนึ่งว่าท่านกำมันไว้ แขนห่างจากตัวเล็กน้อย และหลังเหยียดตรง ในลักษณะที่ศีรษะอยู่ในระนาบเดียวกับหลังไม่แหงนขึ้นหรือก้มลง


ขณะรุกูอฺท่านกล่าว

سُبْحَانَ رَبِّيَ العَظِيْم

ความว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉันผู้ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกรพระองค์ทรงบริสุทธิ์จากความด่างพร้อยใด ๆ ทั้งสิ้น”



บางครั้งท่านกล่าวหลังจากนั้นว่า

سُبْحَانَكَ اللهُمَّ رَبَّنَا وَبِحَمْدِهِ، اللهُمَّ اغْفِرْ لِي

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺพระผู้อภิบาลของเรา พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากความด่างพร้อยใด ๆ ทั้งสิ้น ขอสรรเสริญพระองค์ ขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ฉันด้วยเถิด”



บางครั้งท่านกล่าวเฉพาะบทหลังแต่เพียงบทเดียว


ทั้งนี้ โดยปกติแล้วการรุกูอฺและสุญูดของท่านจะยาวเท่ากับการกล่าวตัสบีหฺสิบครั้งโดยประมาณ แต่บางครั้งท่านก็รุกูอฺและสุญูดนานใกล้เคียงกับการยืนอ่าน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ท่านกระทำเป็นครั้งคราวเมื่อท่านละหมาดคนเดียวในยามดึก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วท่านจะละหมาดโดยที่อิริยาบถต่าง ๆ มีความยาวสอดคล้องใกล้เคียงกัน


และบางครั้งท่านกล่าวขณะรุกูอฺว่า

سُبُّوْحٌ قُدُّوْسٌ رَبُّ المَلائِكَةِ والرُوْحِ

ความว่า “พระองค์คือผู้ทรงปราศจากความบกพร่อง ผู้ทรงปลอดจากลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับสถานะของผู้สร้าง พระองค์คือพระผู้อภิบาลของบรรดามลาอิกะฮฺและชีวิตทั้งหลาย” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 487)



บางครั้งท่านกล่าวว่า

اللهمَّ لَكَ رَكَعْتُ، وَبِكَ آمَنْتُ، وَلَكَ أَسْلَمْتُ، خَشَعَ لَكَ سَمْعِيْ، وَبَصَرِيْ وَمُخِّيْ، وَعَظْمِي وَعَصَبِي

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอก้มรุกูอฺ ศรัทธา และนอบน้อมต่อพระองค์เท่านั้น ทั้งการได้ยิน การมองเห็น สมอง กระดูก และเส้นประสาทของข้าพระองค์ ต่างนอบน้อมและศิโรราบต่อพระองค์” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 771)



ซึ่งมีรายงานว่าเป็นคำกล่าวที่ท่านกล่าวในละหมาดยามดึก หลังจากนั้นท่านเงยศีรษะขึ้นแล้วกล่าวว่า

سَمِعَ اللهُ لِمَنْ حَمِدَهُ

ความว่า “พระองค์อัลลอฮฺทรงได้ยินผู้ที่กล่าวสรรเสริญพระองค์”



พร้อมยกมือขึ้น โดยท่านจะยืนเหยียดตัวตรงเสมอเมื่อท่านเงยขึ้นจากรุกูอฺและระหว่างสุญูดทั้งสอง


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

لا تُجْزئ صَلاةٌ لا يُقِيْمُ الرَجُلُ فِيْها صُلْبَهُ فِي الرُكُوْعِ والسُجُوْدِ 

ความว่า “ละหมาดของผู้ที่ไม่เหยียดหลังให้อยู่ในระนาบเดียวกันขณะรุกูอฺและสุญูดนั้นถือว่าใช้ไม่ได้” (บันทึกโดย อัตติรมิซีย์ หะดีษเลขที่ 265)



เมื่อท่านยืนตรงแล้วท่านกล่าวว่า

رَبَّنَا وَلَكَ الحَمْدُ


บางครั้งท่านกล่าวว่า

رَبَّنَا لَكَ الحَمْدُ


และบางครั้งกล่าวว่า

اللهمَّ رَبَّنَا لَكَ الحَمْدُ


โดยปกติแล้วหลังเงยขึ้นจากรุกูอฺท่านจะยืนตรงชั่วขณะหนึ่ง มีรายงานที่ถูกต้องระบุว่าระหว่างนี้ท่านกล่าวว่า

 اللهُمَّ رَبَّنَا لَكَ الحَمْدُ مِلْءَ السمَوَاتِ وَمِلْءَ الأَرْضِ، وَمِلْءَ مَا بَيْنَهُمَا، وَمِلْءَ مَا شِئْتَ مِنْ شَيْءٍ بَعْدُ، أَهْلَ الثَنَاءِ وَالْمَجْدِ، أَحَقُّ مَا قَالَ العَبْدُ، وكُلُّنَا لَكَ عَبْدٌ، لا مَانِعَ لِمَا أَعْطَيْتَ، وَلا مُعْطِيَ لِمَا مَنَعْتَ، ولا يَنْفَعُ ذَا الجَدِّ مِنْكَ الجَدُّ

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของพระองค์ เป็นการสรรเสริญที่เต็มฟากฟ้าและแผ่นดิน และระหว่างทั้งสองนั้น รวมถึงทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์นอกจากนั้น โอ้ พระองค์ผู้ควรแก่การสรรเสริญและให้เกียรติ นี่สิ่งที่บ่าวควรจะกล่าวมากที่สุด ซึ่งพวกเราทุกคนล้วนเป็นบ่าวของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดกีดขวางสิ่งที่พระองค์ประทานให้ได้ และไม่มีผู้ใดมอบสิ่งที่พระองค์มิได้ประทานให้ได้ และความมั่งมีมิอาจให้ประโยชน์แก่เจ้าของผู้มั่งมีนั้น ณ พระองค์ได้เลย”



และในรายงานที่ถูกต้องอีกบทหนึ่งระบุว่าท่านกล่าวว่า

اللهُمَّ اغْسِلْنِي مِنْ خَطَايَايَ بِالمَاءِ وَالثَلْجِ وَالبَرَدِ، وَنَقِّنِيْ مِنَ الذُنُوبِ وَالخَطايَا كَمَا يُنَقَّى الثَوْبُ الأَبْيَضُ مِنَ الدَنَسِ، وَبَاعِدْ بَيْنِي وَبَينَ خَطايايَ كَمَا بَاعَدْتَ بَينَ المَشْرِقِ والمَغْرِبِ

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงชำระล้างตัวข้าพระองค์จากบาปความผิดของข้าพระองค์ด้วยน้ำ หิมะ และลูกเห็บ ขอพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากบาปความผิดทั้งปวง ดังเช่นผ้าขาวที่ได้รับการชำระล้างเพื่อขจัดสิ่งสกปรกด้วยเถิดโอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ห่างไกลจากบาปความผิดต่าง ๆ ของข้าพระองค์ ดังเช่นที่พระองค์ทรงให้ทิศตะวันออกอยู่ไกลจากทิศตะวันตก"

 

มีรายงานที่ถูกต้องระบุว่าท่านกล่าว لِرَبِّيَ الحَمْدُ ซ้ำ ๆ นานใกล้เคียงกับความยาวของการรุกูอฺ


และในรายงานซึ่งบันทึกโดยอิมามมุสลิมจากท่านอนัสเล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นเมื่อท่านกล่าวว่า  سَمِعَ اللهُ لِمَنْ حَمِدَهُ แล้วท่านจะยืนตรงนานกระทั่งเราต่างคิดว่าท่านหลงลืมไป หลังจากนั้นท่านก็ลงสุญูดและนั่งระหว่างสุญูดทั้งสองนานกระทั่งเราต่างคิดว่าท่านหลงลืมไป


นี่คือแบบฉบับของท่านนบีอันเป็นที่ทราบกันดี ส่วนการปฏิบัติรุก่นทั้งสองนี้อย่างสั้น ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ริเริ่มกระทำโดยบรรดาผู้นำในสมัยบนีอุมัยยะฮฺกระทั่งผู้คนเข้าใจว่าเป็นสุนนะฮฺ




(6) การสุญูด

หลังจากนั้นท่านกล่าวตักบีรฺโดยมิได้ยกมือทั้งสองข้างขึ้น แล้วลดตัวลงสุญูดโดยเริ่มด้วยการวางเข่าทั้งสอง ตามด้วยมือ แล้วจึงวางหน้าผากและจมูก เช่นนี้คือท่าที่ถูกต้อง กล่าวคือท่านลดตัวลงสุญูดโดยให้อวัยวะส่วนที่อยู่ใกล้พื้นมากที่สุดสัมผัสพื้นก่อน ตามด้วยอวัยวะส่วนอื่นที่อยู่สูงขึ้นไปตามลำดับ ส่วนการเงยขึ้นจากสุญูดนั้น ท่านจะเริ่มด้วยอวัยวะส่วนที่อยู่สูงที่สุดก่อนแล้วจึงตามด้วยอวัยวะส่วนที่ต่ำลงไปตามลำดับ โดยการเงยศีรษะขึ้นก่อน ตามด้วยการผละมือขึ้นจากพื้น แล้วต่อด้วยหัวเข่า


ดังที่กล่าวมานี้เป็นท่าทางการเปลี่ยนอิริยาบถที่ตรงกันข้ามกับท่าทางของอูฐ ทั้งนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามมิให้เลียนแบบท่าทางของสัตว์ขณะทำการละหมาด โดยจะเห็นว่าท่านห้ามลดตัวลงสู่พื้นในลักษณะที่คล้ายคลึงกับอูฐ ห้ามหันไปมาเหมือนเช่นสุนัขจิ้งจอก ห้ามมิให้วางแขนแนบพื้นเหมือนท่านอนของสัตว์ป่าหรือสุนัข และห้ามก้มเงยในลักษณะที่รีบเร่งคล้ายอีกาจิกกินอาหาร


ท่านสุญูดโดยแนบหน้าผากและจมูกชิดพื้น ทั้งนี้ ไม่มีรายงานที่ถูกต้องบทใดระบุว่าท่านสุญูดโดยที่ผ้าโพกศีรษะของท่านคลุมปิดหน้าผากไว้ โดยปกติทั่วไปแล้วท่านจะสุญูดลงบนพื้นดิน ซึ่งบางครั้งก็อาจมีน้ำเปียกแฉะหรือมีสภาพเป็นดินโคลน บางครั้งก็สุญูบนเสื่อที่สานจากใบอินทผลัม และบางครั้งท่านสุญูดลงบนหนังสัตว์ที่ฟอกทำความสะอาดแล้ว


ขณะสุญูดหน้าผากและจมูกของท่านจะสัมผัสชิดกับพื้น ในขณะที่แขนทั้งสองข้างกางออกห่างจากสีข้าง กระทั่งเผยให้เห็นความขาวนวลใต้รักแร้ของท่าน ท่านวางมือทั้งสองในระนาบเดียวกับไหล่และหูของท่าน หลังเหยียดตรง ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้างชี้ไปยังทิศกิบลัต ฝ่ามือและนิ้วมือคลายตรง ไม่แยกนิ้วออกห่างจากกันและไม่กำมือไว้


ขณะสุญูดท่านกล่าวดุอาอ์หลายบทสลับหมุนเวียนกันไป เช่น

سُبْحَانَ رَبِّيَ الأَعْلى

ความว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉันผู้ทรงสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากความด่างพร้อยใด ๆ ทั้งสิ้น”


سُبْحَانَكَ اللهُمَّ رَبَّنَا وَبِحَمْدِكَ، اللهُمَّ اغْفِرْ لِي

ความว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของพวกเรา พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากความด่างพร้อยใด ๆ ทั้งสิ้น และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์ ขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ฉันด้วยเถิด”


سُبُّوْحٌ قُدُّوْسٌ رَبُّ المَلائِكَةِ وَالرُوْحِ

ความว่า “พระองค์คือผู้ทรงปราศจากความบกพร่อง ผู้ทรงปลอดจากลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับสถานะของผู้สร้าง พระองค์คือพระผู้อภิบาลของบรรดามลาอิกะฮฺและชีวิตทั้งหลาย”


اللَهُمَّ لَكَ سَجَدْتُ، وَبِكَ آمَنْتُ، وَلَكَ أَسْلَمْتُ، سَجَدَ وَجْهِيَ للذِي خَلَقَهُ وَصَوَّرَهُ، وَشَقَّ سَمْعَهُ وَبَصَرَهُ، تَبَارَكَ اللهُ أَحْسَنَ الخَالِقِيْنَ

ความว่า “โอ้ ผู้อภิบาลของข้า ข้าพระองค์ได้กราบสุญูดแด่พระองค์ ศรัทธาต่อพระองค์ และได้จำนนต่อพระองค์ ใบหน้าของข้าพระองค์ได้กราบแด่ผู้ที่สร้างมัน กำหนดรูปร่างของมัน และสร้างให้มีหูและตา พระองค์อัลลอฮฺคือผู้ทรงสร้างที่ดียิ่งและประเสริฐที่สุด”


اللهُمَّ اغْفِرْ لِيْ ذَنْبِيْ كُلَّهُ دِقَّهُ وَجلَّهُ، وَأَوَّلّهُ وَآخِرَهُ، وَعَلانِيَّتَهُ وَسِرَّهُ

ความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยในบาปความผิดทั้งหมดของข้าพระองค์ ไม่ว่าจะน้อยหรือมากเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วหรือยังมิได้กระทำ และไม่ว่าจะเป็นบาปที่กระทำในที่แจ้งหรือในที่ลับ”


اللهُمَّ اغْفِرْ لِيْ خَطَايَايَ وَجَهْلِيْ، وَإِسْرَافِي في أَمْرِي، وَمَا أَنْتَ أَعْلَمُ بِه مِنِّي، اللّهُمّ اغْفِرْ لِي جدِّي وَهَزْلِي، وَخَطَايايَ وعَمْدِيْ وَكُلُّ ذلِكَ عِنْدي، اللهُمَّ اغْفِر لي ما قَدَّمْتُ وما أَخَّرْتُ، وما أَسْرَرْتُ وما أَعلَنتُ، أَنْتَ إلهي لا إلهَ إلا أَنْتَ

ความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยในบาปความผิด ความเขลา ความบกพร่องละเลย และความผิดของข้าพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงรู้ดียิ่งกว่าข้าพระองค์ โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยในความผิดของข้าพระองค์ไม่ว่าจะเกิดจากความจริงจังหรือเพียงแต่หยอกล้อ และไม่ว่าจะกระทำไปโดยผิดพลาดหรือตั้งใจก็ตาม ซึ่งทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นมีอยู่ในตัวข้าพระองค์ โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยในสิ่งที่ข้าพระองค์ได้กระทำไปแล้วและสิ่งที่ยังมิได้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในที่ลับหรือในที่แจ้งก็ตาม พระองค์คือพระเจ้าของข้าพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดควรคู่แก่การเคารพสักการะนอกจากพระองค์”

   

และท่านใช้ให้มุ่งมั่นขอดุอาอ์ในขณะสุญูด โดยท่านกล่าวว่า "เชื่อได้ว่าดุอาอ์ของพวกท่านจะได้รับการตอบรับ”

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2014, 07:44:06 โดย Abu Zulfa » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1018


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2011, 11:48:33 »

เสริมครับ

อ้างถึง
และท่านจะหยุดเงียบเล็กน้อย(สักตะฮฺ)สองครั้ง ระหว่างตักบีรฺกับอ่านฟาติหะฮฺครั้งหนึ่ง ส่วนครั้งที่สองนั้นมีสองรายงาน รายงานหนึ่งระบุว่าคือช่วงหลังจากอ่านฟาติหะฮฺ และอีกรายงานหนึ่งระบุว่าคือช่วงก่อนรุกูอฺ

ท่านอิบนุก็อยยิมผู้แต่งหนังสือซาดุลมะอาดในกล่าวไว้ในหนังสือ "الصلاة وحكم تاركها" ว่า:
"ไม่มีตัวบทหลักฐานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ไม่ว่าจะด้วยสายรายงานดีถูกต้องหรือแม้กระทั้งเฎาะอีฟ ว่าท่านนั้นจะพักเงียบหลังจากอ่านฟาติหะฮฺจบ เพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลัง (มะอ์มูม) อ่านมัน (ฟาติหะฮฺ)"
[อิบนุก็อยยิม, อัศ-เศาะลาฮฺ, ดารฺอิบนิหัซมฺ, เบรุต, 1996. หน้า: 231]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2011, 15:17:19 »


ชุกร็อน

อยากให้แชร์กันอย่างนี้ต่อไป จุดไหนมีข้อสังเกตอย่างไร มีทัศนะอื่นที่ถูกต้องหรือมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะทัศนะของอิบนุก็อยยิมเอง (ในงานเขียนเล่มอื่นๆของท่าน) ก็เพิ่มเติมกันได้ จะได้เป็นประโยชน์มากขึ้นครับ อินชาอัลลอฮฺ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

RAO
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 399


رجال صدقوا الله


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 21:25:40 »

ก็อยากให้ข้อสังเกตุเช่นกัน

ในกรณี "หยุดเงียบเล็กน้อย(สักตะฮฺ)สองครั้ง ระหว่างตักบีรฺกับอ่านฟาติหะฮฺครั้งหนึ่ง   ช่วงหลังจากอ่านฟาติหะฮฺ หรือ อีกรายงานหนึ่งระบุว่าคือช่วงก่อนรุกูอฺ"

ผมว่าไม่ได้ขัดแย้ง กับ ท่าน  وا مسلماه อ้างมา
เพราะ  หยุดเงียบเล็กน้อย

กับ  พักเงียบหลังจากอ่านฟาติหะฮฺจบ เพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลัง (มะอ์มูม) อ่าน (ฟาติหะฮฺ)

ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

วัลลอฮูอะอฺลัม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

عَوْدَةٌ إلى الْْكِتَابِ والسُّنَّة بِفَهْمِ سَلَفِ الأُمَّة
رباه لو بلغت ذنوبي عنان السماء ما يئست من رحمتك
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1018


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2011, 22:39:22 »

ถ้าพูดถึง "สักตะฮฺ" หลังจากอ่านฟาติหะฮฺจบ จะหมายถึงการ "หยุดเงียบชั่วขณะ"
ซึ่งไม่ใช่ การหยุดเงียบ เพือพักหายใจ แต่ระยะเวลาจะนานกว่า

ผมว่า มันคืออันเดียวกัน เพียงแต่สำนวนการแปลไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 01, 2014, 08:01:55 »


(7) การนั่งตะชะฮุด

หลังจากนั้นท่านเงยศีรษะขึ้นพร้อมกล่าวตักบีรฺโดยมิได้ยกมือขึ้น แล้วนั่งโดยให้เท้าซ้ายรองก้น ปลายนิ้วเท้าขวายันพื้น และวางช่วงข้อศอกลงบนขาอ่อนโดยให้ส่วนปลายนิ้วมือเสมอเข่า แล้วกล่าว اللهُمَّ اغْفِرْ لِيْ وَارْحَمْنِي، واجْبُرْنِي، واهْدِنِي، وارْزُقْني ดังที่รายงานโดยท่านอิบนุอับบาส


หรือกล่าว رَبِّ اغْفِرْ لِيْ ดังที่รายงานโดยท่านหุซัยฟะฮฺ


หลังจากนั้นท่านใช้เท้าและเข่ายันพื้นลุกขึ้นยืนโดยทิ้งน้ำหนักไว้ที่ขาอ่อน เมื่อยืนตรงแล้วท่านก็เริ่มอ่านทันทีโดยไม่นิ่งเงียบเหมือนเมื่อครั้งอ่านดุอาอ์อิสติฟตาหฺในร็อกอัตแรก ในร็อกอัตที่สองนี้ ท่านปฏิบัติเหมือนกับร็อกอัตแรกทุกประการ ยกเว้นสี่จุดคือ ในร็อกอัตที่สองท่านจะไม่นิ่งเงียบแต่จะเริ่มอ่านฟาติหะฮฺทันที โดยไม่อ่านอิสติฟตาหฺ ไม่มีตักบีเราะตุลอิหฺรอม และอ่านสั้นกว่าร็อกอัตแรก


ส่วนลักษณะการนั่งตะชะฮุดของท่านนั้น ท่านจะวางมือซ้ายบนขาอ่อนข้างซ้าย และมือขวาบนขาอ่อนข้างขวา โดยหุบนิ้วนางและนิ้วก้อยไว้แล้วให้นิ้วกลางแตะนิ้วโป้งเป็นวงพร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นเล็กน้อยในลักษณะที่ไม่ตั้งตรงหรือชี้ต่ำลงจนเกินไป สายตาจับจ้องมองไปที่นิ้วชี้ และวางฝ่ามือซ้ายแนบบนขาอ่อนข้างซ้าย ลักษณะการนั่งก็เหมือนกับการนั่งระหว่างสุญูดทั้งสองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


ส่วนหะดีษซึ่งรายงานโดยท่านอิบนุซุเบรฺและบันทึกโดยมุสลิม ที่ระบุถึงลักษณะการนั่งในละหมาดของท่านนบี ว่าท่านนั่งโดยให้เท้าซ้ายสอดใต้ขาอ่อนและน่องของท่านนั้น เป็นลักษณะการนั่งในตะชะฮุดสุดท้าย โดยท่านซุเบรฺระบุว่าเท้าขวาของท่านนบีแนบลงกับพื้น ในขณะที่ท่านอบูหุมัยด์ระบุว่าเท้าขวาของท่านตั้งยันพื้น ซึ่งไม่ถือว่าขัดแย้งกันแต่อย่างใด โดยอาจได้กล่าวได้ว่าท่านเคยปฏิบัติทั้งสองแบบ บางครั้งท่านให้เท้าขวายันพื้น และในบางครั้งท่านก็ให้เท้าขวาแนบพื้น


ในขณะนั่งนี้ท่านนบีจะกล่าวตะชะฮุดเสมอ โดยท่านสอนให้เศาะหาบะฮฺกล่าวว่า

التّحِيّاتُ لِلّهِ وَالصّلَوَاتُ وَالطّيّبَاتُ، السّلَامُ عَلَيْكَ أَيّهَا النّبِيّ وَرَحْمَةُ اللّهِ وَبَرَكَاتُهُ، السّلَامُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللّهِ الصّالِحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إلَهَ إلّا اللّهُ، وَأَشْهَدُ أَنّ مُحَمّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ

ความว่า “มวลการสดุดีทั้งหลายมอบแด่อัลลอฮฺ รวมทั้งการเศาะละวาตสรรเสริญและความดีงามต่าง ๆ ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านโอ้ผู้เป็นนบี รวมทั้งเมตตาแห่งอัลลอฮฺและความประเสริฐทั้งหลายที่มาจากพระองค์ ขอความสันติสุขจงประสบแด่เราและแด่บรรดาบ่าวผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์”



ทั้งนี้ ไม่มีรายงานหะดีษใดจากท่านนบีระบุว่าท่านกล่าวเศาะละวาตต่อตัวท่านและวงศ์วานของท่านในตะชะฮุดแรกนี้ รวมถึงการดุอาอ์ขอความคุ้มครองจากการลงโทษในหลุมศพ การลงโทษในนรก ฟิตนะฮฺความวุ่นวายในขณะที่มีชีวิตอยู่และหลังตาย หรือฟิตนะฮฺดัจญาล โดยผู้ที่มีทัศนะว่าส่งเสริมให้กล่าวสิ่งเหล่านี้ในตะชะฮุดแรกนั้น เป็นเพียงความเข้าใจจากหลักฐานโดยรวม ๆ ซึ่งที่ถูกต้องแล้วจำกัดให้กล่าวเฉพาะในตะชะฮุดสุดท้ายเท่านั้น


หลังจากนั้นท่านก็ลุกขึ้นยืนโดยใช้ปลายเท้าและหัวเข่ายันพื้น ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาอ่อน พร้อมกล่าวตักบีรฺ และปรากฏในรายงานซึ่งบันทึกโดยมุสลิมและในบางกระแสซึ่งบันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ ว่าท่านยกมือทั้งสองข้างขึ้นขณะตักบีรฺด้วย


หลังจากนั้นท่านอ่านฟาติหะฮฺเพียงอย่างเดียว และไม่ปรากฏรายงานที่ถูกต้องระบุว่าในสองร็อกอัตหลังท่านอ่านสูเราะฮฺอื่นใดนอกจากฟาติหะฮฺ


อนึ่ง การผินหน้าออกจากทิศกิบลัตระหว่างละหมาดนั้นไม่ใช่แบบฉบับของท่าน ดังปรากฏบันทึกในเศาะฮีหฺบุคอรียฺว่า มีผู้ถามท่านเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าว ท่านตอบว่า “มันคือการที่ชัยฏอนฉกเอาการละหมาดของบ่าวไป” แต่ทั้งนี้ ท่านก็เคยกระทำเช่นนั้นบ้างในบางครั้งเมื่อมีเหตุจำเป็น ดังเช่นเมื่อคราวที่ท่านหันไปมองทางหุบเขาที่ท่านส่งกองทหารออกไปสังเกตการณ์ วัลลอฮุอะอฺลัม


หลังเสร็จสิ้นจากการตะชะฮุด ก่อนให้สลามท่านจะขอดุอาอ์ ดังปรากฏคำสั่งใช้ของท่านในหะดีษซึ่งรายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮฺ และอีกบทหนึ่งซึ่งรายงานโดยฟะฎอละฮฺ


ส่วนการกล่าวขอดุอาอ์หลังให้สลามโดยหันหน้าไปทางกิบลัตหรือหันเข้าหามะอ์มูมนั้น ไม่ปรากฏว่ามีแบบอย่างจากท่านนบีแต่อย่างใด ทั้งนี้ ดุอาอ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการละหมาดนั้น ท่านกล่าวหรือใช้ให้กล่าวในขณะละหมาดเท่านั้น ซึ่งเป็นการเหมาะกับสภาพของผู้ละหมาดที่กำลังมุ่งมั่นเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า ต่างจากเมื่อให้สลามเสร็จสิ้นการละหมาดแล้ว เพราะสภาพดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงด้วย


หลังจากนั้น ท่านให้สลามทางด้านขวาโดยกล่าวว่า “อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ" และทางด้านซ้ายก็เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ท่านทำเป็นประจำ แต่ก็มีบางรายงานระบุว่าท่านให้สลามเพียงครั้งเดียว แต่ทั้งหมดล้วนเป็นรายงานที่ไม่ถูกต้อง ที่มีน้ำหนักหน่อยก็คือหะดีษอาอิชะฮฺที่บันทึกในหนังสือสุนันต่าง ๆ แต่นั่นเป็นเรื่องของการละหมาดในยามดึก และก็เป็นหะดีษที่มีปัญหา อีกทั้งยังมิได้เป็นการระบุอย่างชัดเจนว่าท่านให้สลามเพียงครั้งเดียว


ส่วนหนึ่งจากดุอาอ์ที่ท่านกล่าวในละหมาดก็เช่น

اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ، وَأَعُوذُ بِكَ مِنْ فِتْنَةِ الْمَسِيحِ الدَّجَّالِ، وَأَعُوذُ بِكَ مِنْ فِتْنَةِ الْمَحْيَا وَفِتْنَةِ الْمَمَاتِ، اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ الْمَأْثَمِ وَالْمَغْرَمِ

ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้รอดพ้นจากโทษทัณฑ์ในหลุมศพ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้รอดพ้นจากฟิตนะฮฺการล่อลวงของดัจญาล ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยความวุ่นวายขณะมีชีวิตอยู่และหลังสิ้นชีวิต โอ้ อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้รอดพ้นจากบาปความผิดและหนี้สินด้วยเถิด”


اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِيْ ذَنْبِيْ، وَوَسِّعْ لِيْ فِيْ دَارِيْ، وَبَارِكْ لِيْ فِيْ مَا رَزَقْتَنِي

ความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยให้แก่ข้าพระองค์ซึ่งบาปความผิดของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้บ้านของข้าพระองค์มีความสุขความสงบ และขอพระองค์ทรงเพิ่มพูนความจำเริญในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่ข้าพระองค์เป็นปัจจัยยังชีพ”


اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ الثَّبَاتَ فِي الْأَمْرِ، وَالْعَزِيمَةَ عَلَى الرُّشْدِ، وَأَسْأَلُكَ شُكْرَ نِعْمَتِكَ، وَحُسْنَ عِبَادَتِكَ، وَأَسْأَلُكَ قَلْبًا سَلِيمًا، وَلِسَانًا صَادِقًا، وَأَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِ مَا تَعْلَمُ، وَأَعُوذُ بِكَ مِنْ شَرِّ مَا تَعْلَمُ، وَأَسْتَغْفِرُكَ لِمَا تَعْلَمُ

ความว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงประทานความมั่นคงหนักแน่นในศาสนาของพระองค์ ความมุ่งมั่นใฝ่หาความดีงามและหนทางแห่งสัจธรรม ขอพระองค์ทรงดลใจให้ข้าพระองค์ได้ขอบคุณในความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ได้เคารพภักดีต่อพระองค์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ขอให้ข้าพระองค์ได้มีหัวใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีลิ้นที่ยึดมั่นในสัจจะวาจา ขอพระองค์ทรงประทานความดีงามทั้งปวงแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายทุกประการ และข้าพระองค์ขออภัยโทษในบาปความผิดของข้าพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงรู้ดี”



ทั้งนี้ ดุอาอ์ที่มีรายงานมาจากท่านทั้งหมดปรากฏในรูปเอกพจน์ทั้งสิ้น


และขณะยืนละหมาดท่านจะก้มศีรษะลงต่ำเล็กน้อย เมื่อท่านนั่งตะชะฮุดสายตาของท่านจะจับจ้องไปที่นิ้วชี้ ทั้งนี้ อัลลอฮฺได้ทรงให้การละหมาดเป็นสื่อแห่งความสงบสำหรับท่าน ท่านเคยกล่าวว่า “บิลาลเอ๋ย เรามาพักผ่อนด้วยการละหมาดกันเถิด”


แต่ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ละเลยที่จะเอาใจใส่มะอ์มูมด้วยเช่นกัน ในบางครั้งท่านเริ่มละหมาดโดยตั้งใจที่จะอ่านยาว ๆ แต่เมื่อท่านได้ยินเสียงร้องงอแงของเด็กเล็ก ท่านก็ละหมาดเพียงสั้น ๆ ด้วยเกรงว่ามารดาของเด็กจะลำบากใจ


และในบางครั้งท่านก็ละหมาดฟัรฎฺโดยอุ้มหลานสาวของท่านที่ชื่ออุมามะฮฺไว้ เมื่อท่านยืนขึ้นท่านก็อุ้มเธอไว้ เมื่อท่านก้มลงรุกูอฺและสุญูดก็วางเธอลง และในบางครั้งหุสัยน์และหะสันซึ่งเป็นหลานของท่านก็ขึ้นไปขี่หลังท่านเล่นขณะท่านกำลังสุญูด ท่านก็สุญูดนานกว่าปกติเพราะไม่อยากให้หลานของท่านหล่นลงมาจากหลัง ในบางครั้งท่านหญิงอาอิชะฮฺมาเคาะประตูขณะที่ท่านกำลังละหมาดสุนัต ท่านก็เดินไปเปิดประตูให้นางแล้วกลับไปยังที่ละหมาดของท่าน


ขณะละหมาดท่านจะตอบรับสลามด้วยการชี้นิ้ว ส่วนหะดีษที่ว่า “ผู้ใดชี้นิ้วในละหมาด จำเป็นที่เขาจะต้องละหมาดใหม่” นั้นเป็นหะดีษที่ไม่ถูกต้อง


ในบางครั้งท่านร้องไห้หรือกระแอมไอขณะละหมาดโดยมิได้เจตนา บางครั้งท่านละหมาดเท้าเปล่า บางครั้งท่านสวมรองเท้าแตะ ซึ่งท่านก็เคยใช้ให้ละหมาดโดยสวมรองเท้าแตะเพื่อจะได้แตกต่างจากพวกยิว บางครั้งท่านละหมาดโดยสวมใส่ผ้าผืนเดียว แต่ส่วนใหญ่ท่านจะสวมใส่ผ้าสองผืน


ท่านเคยอ่านกุนูตในละหมาดศุบหฺ หลังเงยขึ้นจากรุกูอฺในร็อกอัตที่สองเป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่จะหยุดไป เพราะท่านอ่านเฉพาะเมื่อมีเหตุ เมื่อเหตุนั้นสิ้นสุดหลงท่านก็เลิกอ่านกุนูต แต่ที่ท่านทำเป็นแบบอย่างคือ การกุนูตเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงและยากลำบาก โดยไม่จำเพาะเจาะจงแต่ละหมาดศุบหฺเพียงเวลาเดียว



 
(8 ) การสุญูดสะฮฺวีย์

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง อาจหลงลืมเหมือนที่พวกท่านหลงลืม ดังนั้น เมื่อฉันหลงลืมสิ่งใด พวกท่านก็จงเตือนความจำฉันเถิด” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 392 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 572)


ซึ่งการหลงลืมที่เกิดขึ้นกับท่านในบางครั้งนั้น ถือเป็นนิอฺมัตความโปรดปรานประการหนึ่งแก่ประชาชาติของท่าน ทั้งนี้ เพื่อที่พวกเขาจะได้ปฏิบัติตามแบบฉบับของท่าน


ครั้งหนึ่งในการละหมาดที่มีสี่ร็อกอัต ท่านลุกขึ้นยืนละหมาดต่อในร็อกอัตที่สามโดยที่มิได้นั่งตะชะฮุดแรก ท่านจึงสุญูดสะฮฺวีย์ก่อนให้สลามเสร็จสิ้นจากการละหมาด ซึ่งจากตรงนี้เข้าใจได้ว่ากรณีที่ผู้ละหมาดละทิ้งส่วนหนึ่งส่วนใดจากการละหมาดที่มิใช่องค์ประกอบหลัก (รุก่น) ก็ให้สุญูดก่อนให้สลาม และเข้าใจได้เช่นกันว่าในกรณีดังกล่าว หากเขาได้ข้ามไปในส่วนของรุก่นอื่นแล้ว ก็ไม่ต้องย้อนกลับไปทำสิ่งที่ข้ามมาอีก


อีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่านให้สลามเมื่อเสร็จสิ้นร็อกอัตที่สองในการละหมาดมักริบหรืออิชาอ์ แล้วท่านก็พูดคุยกับผู้อื่นแล้วจึงละหมาดเพิ่มในร็อกอัตที่เหลือ แล้วจึงให้สลาม จากนั้นจึงสุญูดสะฮฺวีย์ แล้วให้สลามอีกครั้งหนึ่ง


ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่านนบีละหมาดแล้วให้สลามในขณะที่ยังเหลืออีกหนึ่งร็อกอัต จากนั้นท่านก็ลุกออกไป ท่านฏ็อลหะฮฺจึงกล่าวแก่ท่านว่า “ท่านลืมไปหนึ่งร็อกอัตครับ” ท่านจึงกลับเข้ามัสยิด สั่งให้ท่านบิลาลทำการอิกอมะฮฺ แล้วท่านก็นำละหมาดอีกหนึ่งร็อกอัตที่เหลือ


อีกครั้งหนึ่ง ท่านละหมาดซุฮรฺห้าร็อกอัต เมื่อเสร็จสิ้นการละหมาดแล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวแก่ท่านว่า “ท่านละหมาดไปห้าร็อกอัตครับ” ท่านจึงสุญูดหลังจากให้สลาม


ในอีกกรณีหนึ่ง ท่านละหมาดอัศรฺสามร็อกอัต แล้วท่านก็เดินเข้าบ้าน บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงบอกให้ท่านทราบท่านจึงออกมานำละหมาดต่ออีกหนึ่งร็อกอัตแล้วให้สลาม แล้วจึงสุญูดสะฮฺวีย์ ต่อด้วยสลามอีกครั้ง


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือหะดีษที่มีการรายงานบันทึกจากท่านนบี ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดห้ากรณีด้วยกัน


การหลับตาขณะละหมาดไม่ใช่แบบฉบับของท่านนบี ซึ่งอิมามอะหฺมัดและอุละมาอ์บางท่านเห็นว่าเป็นสิ่งที่มักรูฮฺน่ารังเกียจ โดยให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวเป็นพฤติกรรมของพวกยิว ในขณะที่อุละมาอ์อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้ ซึ่งที่ถูกต้องนั้นควรกล่าวว่า หากการลืมตาไม่ทำให้เสียสมาธิและความสงบนิ่ง เช่นนี้การลืมตาย่อมดีกว่า แต่ถ้าหากว่าการลืมตาทำให้เสียสมาธิ เช่น ในกรณีที่ข้างหน้ามีลวดลายหรือสิ่งประดับรบกวน เช่นนี้การหลับตาก็ไม่ถือว่าเป็นมักรูฮฺแต่อย่างใด


และเมื่อท่านให้สลามแล้ว ท่านจะกล่าวอิสติฆฟารฺ (อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ) สามครั้ง แล้วกล่าวว่า

اللَّهُمَّ أَنْتَ السَّلامُ، وَمِنْكَ السَّلامُ، تَبَارَكْتَ يَا ذَا الجَلالِ وَالإِكْرَامِ


หลังจากนั้นท่านก็จะหันหน้าเข้าหาบรรดามะอ์มูม ซึ่งในบางครั้งท่านหมุนตัวทางด้านขวา และบางครั้งก็จากทางด้านซ้าย โดยท่านหันใบหน้าไปตรง ๆ ไม่เจาะจงมะอ์มูมด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ หลังเสร็จสิ้นจากการละหมาดฟัจญรฺแล้ว ท่านจะยังคงนั่งอยู่ ณ ที่ละหมาดของท่านกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นเด่น


ภายหลังเสร็จสิ้นการละหมาดฟัรฎูท่านจะกล่าวว่า

لا إِلهَ إِلاّ اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ، لَهُ الملْكُ، وَلَهُ الحَمْدُ، وَهُوَ عَلى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ

ความว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ไม่มีภาคีใด ๆ เทียบเคียงพระองค์ พระองค์คือผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว พระองค์คือผู้ที่คู่ควรแก่การสรรเสริญทั้งมวล และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง”


اللّهُمَ لا مَانِعَ لِمَا أَعْطَيْتَ ولا مُعْطِيَ لِمَا مَنَعْتَ، وَلا يَنْفَعُ ذَا الجَدِّ مِنْكَ الجَدُّ، وَلا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إلاّ بِاللهِ، لا إِلهَ إلاّ اللهُ، وَلا نَعْبُدُ إِلاّ إِيَّاهُ، لَهُ النِّعْمَةُ، وَلَهُ الفَضْلُ، وَلَهُ الثَّنَاءُ الحَسَنُ، لا إِلهَ إلاّ اللهُ، مُخْلِصِيْنَ لَهُ الدِّيْنَ وَلَوْ كَرِهَ الكافِرُونَ

ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ได้ และไม่มีผู้ใดสามารถให้ในสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงกำหนดไว้ได้ และความร่ำรวยมิอาจทำให้ผู้ใดหลีกหนีจากพระองค์ได้ ไม่มีที่พึ่งไม่อำนาจใดจะคงอยู่ได้โดยปราศจากพระองค์ เราจะไม่เคารพภักดีสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงประทานความโปรดปรานทั้งปวง พระองค์คือผู้ทรงเต็มเปี่ยมด้วยความกรุณา การขอบคุณสรรเสริญเป็นสิ่งที่คู่ควรแก่พระองค์ยิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮฺ เราจะเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงพระองค์เดียวอย่างแน่วมั่นคง แม้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะรังเกียจก็ตาม"



ท่านยังสอนให้เรากล่าวหลังละหมาดฟัรฎูว่า "สุบหานัลลอฮฺ" จำนวน 33 ครั้ง “อัลหัมดุลิลลาฮฺ” 33 ครั้ง และ “อัลลอฮุอักบัรฺ” 33 ครั้ง โดยกล่าวเพิ่มในครั้งที่ 100 ว่า

لا إِلهَ إِلاّ اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ، لَهُ الملْكُ، وَلَهُ الحَمْدُ، وَهُوَ عَلى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ
 

อิบนุหิบบานบันทึกในหนังสือเศาะฮีหฺของท่าน จากอัล-หาริษ บิน มุสลิม เล่าว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "เมื่อท่านเสร็จสิ้นจากการละหมาดศุบหฺ และก่อนที่ท่านจะเอ่ยปากพูดสิ่งใด ท่านจงกล่าวว่า

اللّهُمَّ أَجِرْنِيْ مِنَ النَارِ

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงคุ้มครองข้าพระองค์ให้รอดพ้นจากไฟนรกด้วยเถิด” จำนวนเจ็ดครั้ง ถ้าหากว่าท่านเสียชีวิตลงในวันดังกล่าว อัลลอฮฺก็จะทรงให้ท่านรอดพ้นจากไฟนรก และเมื่อท่านเสร็จสิ้นจากการละหมาดมัฆริบ ก่อนที่ท่านจะเอ่ยปากพูดสิ่งใด ท่านจงกล่าวว่า اللّهُمَّ أَجِرْنِيْ مِنَ النَارِ จำนวนเจ็ดครั้ง ถ้าหากว่าท่านเสียชีวิตลงในคืนดังกล่าว อัลลอฮฺก็จะทรงให้ท่านรอดพ้นจากไฟนรก"



ในกรณีที่ท่านละหมาดหันหน้าเข้าหาผนัง ท่านจะยืนใกล้ผนังโดยเว้นระยะห่างแค่พอให้แกะเดินผ่านได้โดยประมาณ ท่านจะไม่ยืนห่างจากผนังมาก ทั้งนี้ ท่านกำชับให้ยืนเข้าใกล้สุตเราะฮฺ (สิ่งที่วางขวางหน้าผู้ละหมาดเป็นเขตกั้น – ผู้แปล) เมื่อท่านละหมาดหันเข้าไม้เท้า เสา หรือต้นไม้ ท่านจะให้สิ่งนั้นอยู่ค่อนไปทางขวาหรือซ้ายเล็กน้อย จะไม่หันตรงมุ่งเข้าหาสิ่งนั้น ในยามเดินทางหรืออยู่กลางทะเลทราย


เมื่อจะทำการละหมาด ท่านจะใช้หอกปักเป็นเขตกั้น หรือบางครั้งท่านก็ละหมาดหันเข้าหาสัตว์พาหนะของท่าน บางครั้งท่านก็ใช้อานที่วางอยู่บนหลังสัตว์พาหนะเป็นเขตกั้นโดยวางขึ้นในแนวตั้ง ทั้งนี้ ท่านกำใช้ให้ผู้ละหมาดหันเข้าหาสุตเราะฮฺที่เป็นเขตกั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นดอกธนู หรือไม้เท้าก็ตาม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 01, 2014, 13:34:01 »


(9) การละหมาดสุนัต

ในกรณีที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มิได้อยู่ระหว่างการเดินทาง ท่านจะละหมาดสุนัตจำนวนสิบร็อกอัตต่อวันอย่างสม่ำเสมอ ดังที่ปรากฏในคำพูดของท่านอิบนุอุมัรฺที่ว่า “ฉันจำได้ว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ละหมาดสุนัตในแต่ละวันจำนวนสิบร็อกอัต กล่าวคือ สองร็อกอัตก่อนและหลังละหมาดซุฮรฺ สองร็อกอัตหลังละหมาดมัฆริบ สองร็อกอัตที่บ้านของท่านหลังละหมาดอิชาอ์ และสองร็อกอัตก่อนละหมาดฟัจญรฺ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ 1126 หะดีษเลขที่ และมุสลิม หะดีษเลขที่ 729)


วันใดที่ท่านไม่มีโอกาสละหมาดสองร็อกอัตหลังซุฮรฺ ท่านก็จะละหมาดใช้หลังละหมาดอัศรฺซึ่งเป็นเวลาที่ห้ามละหมาดสุนัตในกรณีทั่วไป และในบางครั้งท่านละหมาดสุนัตก่อนซุฮรฺจำนวนสี่ร็อกอัต ส่วนสองร็อกอัตก่อนมัฆริบนั้นมีบันทึกรายงานที่เศาะฮีหฺระบุว่าท่านกำชับใช้ให้ละหมาดสุนัตก่อนมัฆริบจำนวนสองร็อกอัต แต่ท่านก็ขยายความในตอนท้ายว่า "สำหรับผู้ที่ประสงค์จะละหมาด” ทั้งนี้ เพราะท่านเกรงว่าผู้คนจะยึดถือเป็นสุนนะฮฺที่พึงปฏิบัติเป็นประจำ


และนี่คือทัศนะที่ถูกต้อง กล่าวคือการละหมาดสองร็อกอัตก่อนมัฆริบเป็นที่ส่งเสริมให้กระทำ (มุสตะหับบะฮฺ) แต่ไม่ถือเป็นสุนัตที่ท่านนบีกระทำเป็นประจำ (สุนนะฮฺรอติบะฮฺ)


โดยส่วนใหญ่แล้วท่านจะละหมาดสุนัตต่าง ๆ ซึ่งไม่มีสาเหตุเจาะจงที่บ้านของท่าน โดยเฉพาะสุนัตก่อนมัฆริบซึ่งไม่ปรากฏว่ามีบันทึกรายงานระบุว่าท่านเคยละหมาดสุนัตนี้ที่มัสยิดเลย ทั้งนี้ ท่านละหมาดสุนัตก่อนฟัจญรฺอย่างสม่ำเสมอมากกว่าสุนัตในเวลาอื่น ๆ


ละหมาดสุนัตอีกประเภทหนึ่งที่ท่านไม่เคยทิ้งเลยไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเดินทางหรือไม่ก็ตามคือละหมาดวิตรฺ โดยไม่มีบันทึกรายงานว่าท่านละหมาดสุนัตอื่นใดในขณะเดินทางนอกจากละหมาดสุนัตทั้งสอง


นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันว่า ระหว่างสุนัตทั้งสองประเภทอย่างใดดีกว่ากัน? ทั้งนี้เนื่องจากสุนัตก่อนฟัจญรฺนั้นเป็นเสมือนการเริ่มต้นของการงานในแต่ละวัน ในขณะที่ละหมาดวิตรฺเป็นการปิดท้ายการงาน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงอ่านสูเราะฮฺ “อัลอิคลาศ” และ “อัลกาฟิรูน” ในละหมาดทั้งสอง ซึ่งทั้งสองสูเราะฮฺนี้ได้รวมเอาหลักเตาฮีดประเภทต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน เช่นเดียวกับที่ท่านอ่านสูเราะฮฺทั้งสองในละหมาดสุนัตหลังเฏาะวาฟ เนื่องจากหัจญ์ถือเป็นสัญลักษณ์ของเตาฮีด


หลังละหมาดสุนัตก่อนฟัจญรฺท่านจะล้มตัวลงนอนตะแคงหันไปทางขวา ซึ่งในเรื่องนี้มีความเห็นที่ค่อนข้างจะสุดโต่งจากนักวิชาการสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งซึ่งก็คือกลุ่ม “ซอฮิริยะฮฺ” เห็นว่าการนอนดังกล่าวนี้ถือเป็นวาญิบจำเป็นต้องกระทำ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและเป็นบิดอะฮฺ ส่วนอิมามมาลิกและนักวิชาการอีกส่วนหนึ่งเลือกทัศนะที่อยู่กลางระหว่างทั้งสอง กล่าวคือท่านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่กระทำได้สำหรับผู้ที่มีเจตนาเพียงแค่จะพักเหนื่อย แต่หากผู้ใดกระทำเช่นนั้นโดยยึดว่าเป็นสุนนะฮฺ ก็ถือว่าเป็นมักรูฮฺน่ารังเกียจ




(10) กิยามุลลัยลฺ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยละทิ้งการละหมาดในยามค่ำคืน (กิยามุลลัยลฺ) ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่ในถิ่นอาศัยหรืออยู่ระหว่างการเดินทาง คืนใดที่ท่านเผลอหลับลึกไม่ทันตื่นหรือเจ็บป่วยไม่สบาย ท่านก็จะละหมาดในเวลากลางวันจำนวนสิบสองร็อกอัตเป็นการทดแทน


ข้าพเจ้า (อิบนุลก็อยยิม) ได้ยินชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมิยะฮฺ กล่าวว่า “ดังกล่าวนี้เป็นหลักฐานว่าหากพลาดละหมาดวิตรฺไป ก็ไม่จำเป็นต้องละหมาดชดแต่อย่างใด เนื่องจากเวลาที่กำหนดไว้สำหรับละหมาดวิตรฺนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เช่นเดียวกับกรณีของการละหมาดเมื่อแรกเข้ามัสยิด (ตะหิยะตุลมัสยิด) ละหมาดเมื่อเกิดอุปราคา หรือละหมาดขอฝน ทั้งนี้ เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการละหมาดวิตรฺ คือการปิดท้ายละหมาดยามค่ำคืนด้วยละหมาดวิตรฺที่มีร็อกอัตเป็นจำนวนคี่”


ท่านนบีละหมาดยามค่ำคืนจำนวนสิบเอ็ดหรือสิบสามร็อกอัต โดยประเด็นเรื่องจำนวนร็อกอัตนี้นักวิชาการมีความเห็นตรงกันในส่วนของการละหมาดสิบเอ็ดร็อกอัต ส่วนอีกสองร็อกอัตที่เพิ่มขึ้นมานั้น มีความเห็นแตกต่างกันว่า เป็นสุนัตสองร็อกอัตก่อนละหมาดฟัจญรฺ หรือเป็นละหมาดประเภทอื่น?


ทั้งนี้ เมื่อนับเอาจำนวนร็อกอัตดังกล่าวรวมเข้ากับจำนวนร็อกอัตของละหมาดฟัรฺฎูและละหมาดสุนัตต่าง ๆ ที่ท่านปฏิบัติอย่างเป็นประจำทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนแล้ว ก็จะได้จำนวนสี่สิบร็อกอัต นอกเหนือจากจำนวนดังกล่าว ล้วนเป็นการละหมาดที่ท่านมิได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ


ดังนั้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องรักษาการงานที่ดีนี้ไว้ตลอดไป เพื่อที่คำวิงวอนขอของเราจะได้รับการตอบสนองเปรียบได้กับผู้ที่เคาะประตูเรียกสี่สิบครั้งในแต่ละวันแต่ละคืน ไม่นานก็คงมีผู้เปิดประตูต้อนรับ


ตามแบบฉบับของท่านนั้น เมื่อท่านตื่นขึ้นมาในยามวิกาลท่านจะกล่าวว่า

لاَ إِلهَ إلا أَنْتَ سُبْحَانَكَ اللهُمَّ أَسْتَغْفِرُكَ لِذَنْبِي، وَأَسْألُكَ رَحْمَتَكَ، اللهمَّ زِدْنِي عِلْماً، ولا تُزِغْ قَلْبي بَعْدَ إِذْ هَدَيْتَنِي، وَهَبْ لِي مِنْ لَدُنْكَ رحمةً إِنَّكَ أَنْتَ الوَهَّابُ

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขออภัยโทษต่อพระองค์สำหรับความผิดของข้าพระองค์ ข้าพระองค์หวังในความเมตตาของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงเพิ่มพูนความรู้แก่ข้าพระองค์ และขอทรงอย่าให้หัวใจของข้าพระองค์ไขว้เขวภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงชี้นำทางแก่ข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงประทานความเมตตาแก่ข้าพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงมอบสิ่งทั้งหลายทั้งปวง"



เมื่อตื่นจากการนอนท่านยังกล่าวว่า

الحَمْدُ للهِ الذي أَحْيَانَا بَعْدَ مَا أَمَاتَنَا وَإليهِ النُشُورُ

ความว่า “มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ทรงให้เราได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ทรงให้เราสิ้นชีวิต และยังพระองค์เท่านั้นที่ทุกสิ่งจะถูกนำไป"




หลังจากนั้นท่านแปรงฟัน บางครั้งท่านก็อ่านสิบอายะฮฺสุดท้ายจากสูเราะฮฺอาลอิมรอนด้วย จากนั้นท่านอาบน้ำละหมาด แล้วละหมาดสั้น ๆ สองร็อกอัต ดังปรากฏหลักฐานในหะดีษซึ่งรายงานโดยอบูฮุร็อยเราะฮฺ ทั้งนี้ ท่านเริ่มละหมาดกิยามุลลัยลฺเมื่อได้เวลากึ่งหนึ่งของคืน หรืออาจจะก่อนหน้าหรือหลังจากนั้นเล็กน้อย


บางครั้งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยืนละหมาดยามค่ำคืนแบบเว้นช่วง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วท่านจะละหมาดแบบต่อเนื่อง การละหมาดแบบเว้นช่วงนั้นก็ดังที่ท่านอิบนุอับบาส กล่าวว่า “เมื่อท่านละหมาดสองร็อกอัตแล้ว ท่านจะกลับไปนอน ท่านทำสลับอย่างนี้อยู่สามครั้งรวมเป็นหกร็อกอัต โดยท่านแปรงฟันและอาบน้ำละหมาดทุกครั้งที่ลุกขึ้นละหมาด หลังจากนั้นท่านจึงละหมาดวิตรฺจำนวนสามร็อกอัตปิดท้าย”


ซึ่งการละหมาดวิตรฺของท่านนั้นมีหลายลักษณะ ในบางครั้งท่านยืนละหมาดแปดร็อกอัตโดยให้สลามทุกสองร็อกอัต แล้วจึงละหมาดวิตรฺห้าร็อกอัตติดต่อกันโดยนั่งตะชะฮุดในร็อกอัตสุดท้ายก่อนให้สลาม


บางครั้งท่านละหมาดเก้าร็อกอัตโดยละหมาดต่อเนื่องกันแปดร็อกอัตแล้วนั่งตะชะฮุดในร็อกอัตสุดท้าย กล่าวซิกรุลลอฮฺ สรรเสริญอัลลอฮฺ และวิงวอนขอดุอาอ์ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนละหมาดต่อในร็อกอัตที่เก้า แล้วจึงนั่งลงตะชะฮุดและให้สลาม หลังจากนั้นท่านก็ละหมาดอีกสองร็อกอัตหลังให้สลาม


บางครั้งท่านละหมาดเจ็ดร็อกอัตในลักษณะเดียวกันกับกรณีที่ท่านละหมาดเก้าร็อกอัต หลังจากนั้นท่านก็ละหมาดต่ออีกสองร็อกอัตในท่านั่ง


นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าท่านเคยละหมาดทีละสองร็อกอัต แล้วจึงต่อด้วยวิตรฺจำนวนสามร็อกอัตต่อเนื่องกัน ดังปรากฏในรายงานที่บันทึกโดยอะหฺมัดจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง เพราะปรากฏรายงานในเศาะฮีหฺอิบนิหิบบานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "พวกท่านอย่าได้ละหมาดวิตรฺจำนวนสามร็อกอัต แต่จงละหมาดห้าหรือเจ็ดร็อกอัต อย่าทำให้การละหมาดวิตรฺคล้ายกับละหมาดมัฆริบ” อัดดาเราะกุฏนีย์กล่าวว่า: สายรายงานหะดีษบทนี้เชื่อถือได้ทุกคน


อิมามอะหฺมัดได้กล่าวถึงการละหมาดวิตรฺว่า “ควรจะให้สลามเมื่อจบสองร็อกอัต แต่ถ้ายังไม่ให้สลาม ก็หวังว่าจะไม่ผิดแต่ประการใด เพียงแต่รายงานที่ระบุว่าท่านนบีให้สลามเมื่อจบสองร็อกอัตนั้นมีความชัดเจนถูกต้องมากกว่า” ในอีกที่หนึ่งท่านกล่าวว่า “หะดีษส่วนใหญ่และที่มีน้ำหนักมากกว่าระบุว่าละหมาดวิตรฺมีเพียงร็อกอัตเดียว ซึ่งฉันเลือกทัศนะนี้”


มีรายงานจากท่านหุซัยฟะฮฺว่า ท่านได้เคยละหมาดในเดือนเราะมะฎอนพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเมื่อท่านรุกูอฺท่านกล่าวว่า  سُبْحَانَ رَبِّي العَظِيم และเมื่อท่านละหมาดได้เพียงสี่ร็อกอัต บิลาลก็มาแจ้งว่าได้เวลาละหมาดศุบหฺแล้ว


สำหรับช่วงเวลาของการละหมาดวิตรฺนั้น บางครั้งท่านละหมาดในช่วงแรกของคืน บางครั้งก็ช่วงกลาง ๆ และบางครั้งท่านละหมาดในช่วงท้ายของคืน ครั้งหนึ่งท่านเคยยืนละหมาดในยามดึกโดยอ่านซ้ำไปซ้ำมาเพียงอายะฮฺเดียวกระทั่งได้เวลาศุบหฺ นั่นคืออายะฮฺที่ว่า

إِن تُعَذِّبۡهُمۡ فَإِنَّهُمۡ عِبَادُكَۖ وَإِن تَغۡفِرۡ لَهُمۡ فَإِنَّكَ أَنتَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ

ความว่า “หากพระองค์ทรงลงโทษพวกเขา แท้จริงพวกเขาก็เป็นเพียงบ่าวของพระองค์ และถ้าพระองค์ทรงอภัยให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อัลมาอิดะฮฺ: 118)



ในการละหมาดยามค่ำคืนนั้น ส่วนใหญ่ท่านจะยืนละหมาด แต่บางครั้งท่านก็ละหมาดในท่านั่ง และก็มีบางครั้งที่ท่านเริ่มอ่านในท่านั่ง เมื่ออ่านไปจนกระทั่งเหลืออีกเพียงเล็กน้อยท่านก็ยืนขึ้น หลังจากนั้นก็ก้มรุกูอฺขณะที่อยู่ในท่ายืน


และปรากฏรายงานจากท่านระบุว่า ท่านเคยละหมาดต่ออีกสองร็อกอัตหลังเสร็จสิ้นจากการละหมาดวิตรฺ โดยบางครั้งท่านละหมาดในท่านั่ง และบางครั้งท่านเริ่มละหมาดในท่านั่ง เมื่อถึงช่วงรุกูอฺท่านก็ยืนขึ้นแล้วรุกูอฺขณะที่อยู่ในท่ายืน ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างความสับสนแก่คนจำนวนมาก โดยพวกเขาเข้าใจว่าหะดีษบทนี้ขัดแย้งกับหะดีษที่ว่า "พวกท่านจงให้ละหมาดวิตรฺ (ด้วยจำนวนคี่) เป็นการปิดท้ายละหมาดในยามค่ำคืน”


อิมามอะหฺมัดกล่าวว่า “โดยส่วนตัวฉันไม่ยึดถือปฏิบัติ แต่ก็ไม่ห้ามผู้ใดที่จะปฏิบัติเช่นนั้น ซึ่งท่านมาลิกก็ไม่สนับสนุนให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน”


ทั้งนี้ ทัศนะที่น่าจะถูกต้องคือ การละหมาดวิตรฺนั้นถือเป็นอิบาดะฮฺเฉพาะ จึงอาจต่อด้วยการละหมาดสองร็อกอัต เฉกเช่นการละหมาดสุนัตหลังมัฆริบ โดยสองร็อกอัตนั้นถือเป็นการเติมเต็มสำหรับละหมาดวิตรฺนั่นเอง


และไม่ปรากฏรายงานว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านกุนูตในละหมาดวิตรฺ ยกเว้นหะดีษซึ่งบันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ อิมามอะหฺมัดกล่าวว่า “ไม่ปรากฏว่ามีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่ท่านอุมัรฺได้เคยกุนูตตลอดทั้งปี”


ทั้งนี้ การกุนูตในละหมาดวิตรฺนั้น มีรายงานจากท่านอุมัรฺ ท่านอุบัยย์ และท่านอิบนุมัสอูด


และในหะดีษซึ่งบันทึกโดยอบูดาวุด จากอุบัยย์ บิน กะอฺบ์ กล่าวว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อ่านสูเราะฮฺ (سبّح اسم ربك الأعلى) สูเราะฮฺ (قل يا أيها الكافرون)  และสูเราะฮฺ (قل هو الله أحد) และหลังจากให้สลามท่านกล่าวว่า “سُبْحَانَ المَلِكِ القُدُّوسِ” จำนวนสามครั้ง โดยในครั้งที่สามท่านกล่าวเสียงดังและลากยาว"


ท่านจะอ่านแต่ละสูเราะฮฺช้า ๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ ทั้งนี้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการอ่านอัลกุรอาน คือการคิดใคร่ครวญทำความเข้าใจในความหมายของสิ่งที่อ่าน และปฏิบัติตามหลักคำสอนที่ปรากฏ


ซึ่งการอ่านและการท่องจำนั้น เป็นเพียงสื่อกลางที่นำไปสู่ความเข้าใจอัลกุรอาน ดังที่ชาวสลัฟบางท่านกล่าวไว้ว่า“อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพื่อให้เรายึดถือปฏิบัติเป็นธรรมนูญชีวิต แต่ผู้คนกลับยึดเอาการอ่านเป็นสาระสำคัญมากกว่า"


อบูญัมเราะฮฺ ได้เคยปรารภกับท่านอิบนุอับบาสว่า “ฉันเป็นคนอ่านเร็ว บางครั้งฉันอ่านอัลกุรอานจบทั้งเล่มหนึ่งหรือสองครั้งในคืนเดียว” ท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า “ในความคิดของฉัน ให้ฉันอ่านเพียงสูเราะฮฺเดียว (อย่างใคร่ครวญ) ยังจะดีกว่าสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านอยากจะอ่านเร็วจริง ๆ ก็ขอให้อ่านโดยที่หูของท่านได้ยิน และหัวใจของท่านได้คิดใคร่ครวญในสิ่งที่อ่านเถิด”


อิบรอฮีม กล่าวว่า "อัลเกาะมะฮฺได้เคยอ่านอัลกุรอานให้ท่านอับดุลลอฮฺฟัง แล้วท่านก็กล่าวว่า ท่านจงอ่านช้า ๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำเถิด เพราะนั่นคือความสวยงามของอัลกุรอาน”


อับดุลลอฮฺ กล่าวอีกว่า "พวกท่านอย่าอ่านอัลกุรอานด้วยท่วงทำนองการอ่านบทกลอน และอย่าได้อ่านอย่างไร้ชีวิตชีวาเหมือนดังผลอินทผลัมแห้งที่ร่วงหล่นจากต้น แต่พวกท่านจงอ่านโดยคิดไตร่ตรองใคร่ครวญไปด้วย ให้หัวใจของพวกท่านได้ตื่นตัวและตอบสนองต่อสิ่งที่อ่าน อย่าให้เป้าหมายของพวกท่านอยู่ที่สูเราะฮฺสุดท้ายเท่านั้น (คือเอาแต่เร่งให้จบ)”


ท่านยังกล่าวอีกว่า “เมื่อใดที่ท่านได้ยินอัลลอฮฺตรัสว่า (يَا أيُّها الذِينَ آمَنُوا) – โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย – ก็จงสดับฟังให้ดี เพราะนั่นหมายความว่าสิ่งที่พระองค์จะตรัสบอกหลังจากนั้น คือความดีที่ท่านถูกสั่งใช้ให้ปฏิบัติ หรือความชั่วที่ท่านถูกสั่งใช้ให้ออกห่างนั่นเอง"


อับดุรฺเราะหฺมาน บิน อบีลัยลา กล่าวว่า "สตรีนางหนึ่งเข้ามาหาฉันขณะที่ฉันกำลังอ่านสูเราะฮฺฮูด นางจึงกล่าวแก่ฉันว่า โอ้ อับดุรฺเราะหฺมาน ท่านอ่านสูเราะฮฺฮูดอย่างนี้หรอกหรือ? ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริงฉันได้เริ่มอ่านสูเราะฮฺนี้มาตั้งแต่เมื่อหกเดือนที่แล้ว กระทั่งทุกวันนี้ฉันก็ยังอ่านมันไม่จบ (เพราะนางอ่านโดยครุ่นคิดและใคร่ครวญความหมาย - ผู้แปล)”


ในการละหมาดยามค่ำคืนนั้น บางครั้งท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านเสียงค่อย บางครั้งท่านอ่านเสียงดัง บางครั้งท่านยืนละหมาดนาน บางครั้งท่านยืนสั้น ๆ โดยปกติแล้วขณะที่อยู่ในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวัน ท่านจะนั่งละหมาดสุนัตบนสัตว์พาหนะของท่าน ไม่ว่ามันจะเดินมุ่งหน้าไปทิศทางใดก็ตาม ท่านรุกูอฺและสุญูดด้วยการก้มลง โดยให้การก้มขณะสุญูดนั้นลงต่ำกว่าขณะรุกูอฺ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 02, 2014, 21:30:11 »


(11) ละหมาดดุฮา

มีรายงานบันทึกในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรียฺ จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ละหมาดดุฮา แต่โดยส่วนตัวแล้วฉันละหมาด”


และมีบันทึกในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรียฺและเศาะฮีหฺมุสลิมจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า “ผู้เป็นที่รักยิ่งของฉัน (ท่านนบี) ได้กำชับให้ฉันถือศีลอดสามวันในแต่ละเดือน ให้ละหมาดสองร็อกอัตในเวลาดุฮา และให้ฉันละหมาดวิตรฺก่อนที่ฉันจะเข้านอน”


มีรายงานหะดีษบันทึกโดยมุสลิม จากซัยดฺ บิน อัรฺก็อม เล่าว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

صَلاةُ الأوَّابِينَ حِيْنَ تَرْمَضُ الفِصالُ

ความว่า "ละหมาดของผู้นอบน้อมเชื่อฟังนั้น คือเมื่อถึงเวลาที่กีบเท้าของลูกอูฐร้อนระอุ”



หมายถึงช่วงเวลากลางวันที่แดดร้อนจัด ทำให้ลูกอูฐรู้สึกได้ถึงความร้อนของพื้นทะเลทราย ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับและส่งเสริมให้ละหมาดดุฮา ส่วนตัวท่านนั้นได้ยืนละหมาดในยามค่ำคืนเป็นการทดแทน


มัสรูก กล่าวว่า “พวกเราเคยละหมาดที่มัสยิด เมื่อละหมาดเสร็จ ท่านอิบนุมัสอูดก็ลุกออกไป แต่พวกเรายังคงอยู่ต่อเพื่อรอละหมาดดุฮา เมื่ออิบนุมัสอูดทราบ ท่านก็กล่าวว่า ทำไมพวกท่านถึงให้บ่าวของอัลลอฮฺต้องแบกรับภาระ ในสิ่งที่อัลลอฮฺมิได้บังคับให้พวกเขาแบกรับด้วยเล่า? ถ้าหากพวกท่านจะทำ (ละหมาดดุฮา) ก็จงทำที่บ้านของพวกท่านเถิด"


สะอีด บิน ญุบัยรฺ กล่าวว่า “ในบางครั้งฉันละเว้นการละหมาดดุฮา ทั้งที่ฉันอยากจะละหมาด เพราะเกรงว่าวันหนึ่งฉันจะรู้สึกว่ามันเป็นวาญิบที่จำเป็นต้องปฏิบัติ”




(12) สุญูดขอบคุณและสุญูดสัจญฺดะฮฺ

ตามแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเศาะหาบะฮฺของท่านนั้น ทุกครั้งที่ได้รับความโปรดปรานอันนำมาซึ่งความยินดี หรือแคล้วคลาดจากภัยอันตราย ท่านจะสุญูดขอบคุณอัลลอฮฺ


และเมื่อท่านอ่านถึงอายะฮฺ "สัจญฺดะฮฺ” ท่านจะกล่าวตักบีรฺแล้วสุญูด บางครั้งท่านก็กล่าวในสุญูดว่า

سَجَدَ وَجْهِيَ للَّذِيْ خَلَقَهَ وَصَوَّرَهُ، وَشَقَّ سَمْعَهُ وَبَصَرَهُ، بِحَوْلِهِ وَقُوَّتِهِ

ความว่า "ใบหน้าของฉันขอก้มกราบต่อพระผู้ทรงสร้างมัน ทำให้มันมีรูปร่าง ได้ยินและได้มองเห็น ด้วยเดชานุภาพและความเกรียงไกรของพระองค์"



และไม่ปรากฏหลักฐานว่าท่านได้กล่าวตักบีรฺขณะเงยขึ้นจากสุญูดขอบคุณ และไม่มีรายงานว่าท่านได้นั่งตะชะฮุด หรือให้สลามหลังสุญูดดังกล่าวแต่อย่างใด


มีรายงานที่ถูกต้องระบุว่า ท่านสุญูดสัจญฺดะฮฺเมื่ออ่านสูเราะฮฺ “อัสสัจญฺดะฮฺ” “ศอด” “อัล-อะลัก” “อันนัจญม์” และ “อัล-อินชิกอก” ในขณะที่รายงานซึ่งบันทึกโดยอบูดาวุด จากอัมรฺ บิน อัลอาศ ระบุว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนให้ท่านสุญูดสัจญฺดะฮฺสิบห้าจุดด้วยกัน โดยมีสามจุดอยู่ในสูเราะฮฺสั้น ๆ (อัล-มุฟัศศ็อล) ส่วนในสูเราะฮฺ “อัลหัจญ์” นั้นมีสองจุด ส่วนรายงานจากอิบนุ อับบาส ที่ระบุว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยสุญูดเมื่ออ่านสูเราะฮฺ อัล-มุฟัศศ็อล เลยนับตั้งแต่ท่านย้ายไปอยู่มะดีนะฮฺนั้นเป็นหะดีษเฎาะอีฟ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 04, 2014, 07:28:07 »


(13) วันศุกร์

ในหะดีษเศาะฮีหฺบทหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

أَضَلَّ اللَّهُ عَنْ الْجُمُعَةِ مَنْ كَانَ قَبْلَنَا، فَكَانَ لِلْيَهُودِ يَوْمُ السَّبْتِ، وَكَانَ لِلنَّصَارَى يَوْمُ الأَحَدِ، فَجَاءَ اللَّهُ بِنَا فَهَدَانَا اللَّهُ لِيَوْمِ الْجُمُعَةِ، فَجَعَلَ الْجُمُعَةَ وَالسَّبْتَ وَالأَحَدَ، وَكَذَلِكَ هُمْ تَبَعٌ لَنَا يَوْمَ الْقِيَامَةِ، نَحْنُ الآخِرُونَ مِنْ أَهْلِ الدُّنْيَا، وَالأَوَّلُونَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ، الْمَقْضِيُّ لَهُمْ قَبْلَ الْخَلائِقِ

ความว่า "อัลลอฮฺทรงให้ประชาชาติก่อนหน้าพวกท่านหันเหออกจากวันศุกร์ (ทรงชี้แนะพวกเขาให้เลือกวันศุกร์เป็นวันสำคัญแต่พวกเขากลับเลือกวันอื่น – ผู้แปล) โดยพวกยะฮูดเลือกวันเสาร์เป็นวันสำคัญ ส่วนพวกนะศอรอเลือกวันอาทิตย์ แล้วอัลลอฮฺก็ทรงนำทางพวกเราจนได้ถือเอาวันศุกร์เป็นวันสำคัญ ทั้งนี้ พระองค์ทรงประสงค์ให้ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เป็นวันสำคัญ และในวันกิยามะฮฺพวกเขาก็จะตามหลังเราเช่นนี้ (เหมือนเช่นที่วันเสาร์และอาทิตย์ตามหลังวันศุกร์ – ผู้แปล) พวกเราเป็นประชาชาติสุดท้ายในโลกนี้ แต่จะได้รับเกียรติเป็นกลุ่มแรกในวันกิยามะฮฺ โดยจะได้รับการสอบสวนพิพากษาก่อนประชาชาติใด ๆ”



ในหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งบันทึกโดยอัตติรมิซีย์ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

خَيْرُ يَوْمٍ طَلَعَتْ عَليهِ الشَّمْسُ يَوْمُ الْجُمُعَةِ، فِيهِ خُلِقَ آدَمُ، وَفِيهِ أُدْخِلَ الْجَنَّةَ، وَفِيهِ أُخْرِجَ مِنْهَا، وَلاَ تَقُومُ السَّاعَةُ إِلاَّ فِى يَوْمِ الْجُمُعَةِ

ความว่า "วันที่ประเสริฐที่สุดคือวันศุกร์ ในวันดังกล่าวอาดัมได้ถูกสร้างให้มีชีวิต ได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ และถูกขับออกจากสวรรค์ และวันกิยามะฮฺจะไม่เกิดขึ้นนอกจากในวันศุกร์”



ในอีกสำนวนหนึ่งซึ่งมีบันทึกใน อัล-มุวัฏเฏาะอ์ ระบุว่า

خَيْرُ يَوْمٍ طَلَعَتْ فِيهِ الشَّمْسُ، فِيهِ خُلِقَ آدَمُ، وَفِيهِ أُهْبِطَ، وَفِيهِ تِيبَ عَلَيْهِ، وَفِيهِ مَاتَ، وَفِيهِ تَقُومُ السَّاعَةُ، ومَا مِنْ دَابَّةٍ إِلَّا وَهِيَ مُصِيخَة يَوْمَ الْجُمُعَةِ مِنْ حِين تُصبِحُ حَتَّى تَطْلُعَ الشَّمْسُ شَفَقًا مِنْ السَّاعَةِ، إِلَّا الجِنّ والإِنْس، وَفِيها سَاعَةٌ لَا يُصَادِفُهَا عَبْدٌ مُسْلِمٌ وَهُوَ يُصَلِّي يَسْأَلُ اللَّهَ شَيْئًا إِلَّا أَعْطَاهُ اللهُ إِيَّاهُ

ความว่า "วันศุกร์คือวันที่ประเสริฐที่สุด เป็นวันที่อาดัมถูกสร้างขึ้น ถูกขับออกจากสวรรค์ ได้รับอภัยโทษ และเป็นวันที่ท่านเสียชีวิต นอกจากนี้วันกิยามะฮฺก็จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ และไม่มีสัตว์โลกตัวใดเว้นแต่มันจะนิ่งฟังในตอนเช้าของวันศุกร์กระทั่งตะวันขึ้นด้วยเกรงว่าวันดังกล่าวจะเป็นวันกิยามะฮฺ ยกเว้นญิน และมนุษย์ และในวันศุกร์นั้นจะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหากบ่าวมุสลิมละหมาดวิงวอนขอสิ่งใดต่ออัลลอฮฺในเวลาดังกล่าว พระองค์จะทรงประทานให้แก่เขา”



ท่านกะอับกล่าวว่าช่วงเวลาดังกล่าวจะมีเพียงหนึ่งวันในหนึ่งปี แต่อบูฮุร็อยเราะฮฺกลับเห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีอยู่ทุกวันศุกร์ หลังจากนั้นกะอับได้อ่านคัมภีร์เตารอต เขาจึงกล่าวว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถูกต้องแล้ว”


เมื่ออบูฮุร็อยเราะฮฺได้พบอับดุลลอฮฺ บิน สะลาม ท่านก็เล่าเรื่องที่ได้พูดคุยกับกะอับให้ท่านฟัง ท่านจึงกล่าวว่า “ฉันรู้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวคือเวลาใด? มันคือช่วงท้าย ๆ ของเย็นของวันศุกร์” อบูฮุร็อยเราะฮฺจึงกล่าวถามว่า มันจะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “หากบ่าวมุสลิมละหมาดวิงวอนขอสิ่งใดต่ออัลลอฮฺในเวลาดังกล่าว...” แต่ช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่เวลาละหมาด? อิบนุสะลาม จึงกล่าวว่า ท่านไม่ทราบหรือว่าท่านเราะสูลกล่าวว่า “ผู้ใดนั่งรอเวลาละหมาด เท่ากับว่าเขาอยู่ในการละหมาดกระทั่งเขาได้ยืนละหมาด”


ในรายงานอีกบทหนึ่งซึ่งบันทึกในมุสนัดอะหฺมัด ท่าน อบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า มีผู้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าเหตุใดวันศุกร์ (อัลญุมุอะฮฺ) จึงได้ชื่อนี้? ท่านกล่าวตอบว่า “เพราะในวันดังกล่าวอาดัมบิดาของพวกท่านถูกสร้างขึ้นมาจากดิน เป็นวันกิยามะฮฺและวันฟื้นคืนชีพเพื่อสอบสวนพิพากษา และในช่วงท้ายของวันดังกล่าวมีช่วงเวลาหนึ่งซึ่งผู้ใดวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทรงตอบรับ”


อิบนุ อิสหาก ได้บันทึกรายงานจากอับดุรเราะหฺมาน บิน กะอับ บิน มาลิก เล่าว่า โดยปกติฉันจะเป็นคนช่วยพยุงนำทางคุณพ่อของฉันหลังจากที่ท่านสูญเสียการมองเห็น เวลาที่ฉันพาท่านออกไปละหมาดวันศุกร์แล้วท่านได้ยินเสียงอะซาน ท่านก็จะกล่าวอิสติฆฟารขออภัยโทษให้แก่ อบู อุมามะฮฺ อัสอัด บิน ซุรอเราะฮฺ ซึ่งฉันได้ยินสิ่งนั้นอยู่บ่อยครั้ง ฉันจึงคิดในใจว่าฉันจะต้องถามท่านให้ได้ ว่าแล้วฉันก็กล่าวถามท่านว่า “พ่อจ๋า ฉันสังเกตเห็นว่าท่านกล่าวขออภัยโทษให้แก่ อัสอัด บิน ซุรอเราะฮฺ ทุกครั้งที่ท่านได้ยินเสียงอะซานละหมาดวันศุกร์ เป็นเพราะเหตุใดหรือครับ?” ท่านกล่าวตอบว่า “ลูกรัก อัสอัด คือคนแรกที่นำพวกเราละหมาดวันศุกร์ที่เมืองมะดีนะฮฺ ก่อนที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะมาถึง” ฉันจึงถามต่อว่า “แล้วในขณะนั้นพวกท่านมีจำนวนเท่าไรหรือครับ?” ท่านตอบว่า “สี่สิบคน” (อัลบัยฮะกีย์ กล่าวว่า สายรายงานของหะดีษบทนี้มีความถูกต้อง)


หลังจากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็มาถึงมะดีนะฮฺ โดยท่านหยุดพักแรมที่หมู่บ้านกุบาอ์ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ระหว่างนั้นท่านได้สร้างมัสยิดประจำหมู่บ้านขึ้น แล้วท่านก็ออกจากกุบาอ์ในวันศุกร์ เดินทางต่อจนได้เวลาละหมาดวันศุกร์ ณ บนี สาลิม บิน เอาฟฺ ท่านจึงนำละหมาดกลางทุ่งระหว่างหุบเขา ก่อนที่จะสร้างมัสยิดขึ้นในภายหลัง


อิบนุอิสหาก กล่าวว่า คุฏบะฮฺแรกที่ท่านกล่าวเทศนา ตามที่ฉันได้รับการถ่ายทอดต่อมาจากอบู สะละมะฮฺ บิน อับดิรเราะหฺมาน (ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจากการกล่าวอ้างในสิ่งที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มิได้กล่าว) มีอยู่ว่า ท่านเริ่มด้วยการยืนหันหน้าเข้าบรรดาเศาะหาบะฮฺ แล้วกล่าวสรรเสริญขอบคุณอัลลอฮฺ จากนั้นท่านกล่าวว่า

أما بعد، أَيُّها النَاسُ، فَقَدِّمُوا لأَنْفُسِكم، تَعلمن وَاللهِ ليصعقَنَّ أحدُكُم، ثُم ليَدَعَنَّ غنَمَهُ، لَيْسَ لها راعٍ، ثُم ليقولَنَّ لَهُ رَبُّهُ ليس بيْنَه وبَيْنَه ترجمان، ولا حَاجِبَ يحجبُهُ دونَهُ، ألمْ يَأتِكَ رَسُولي فَبَلغَكَ، وآتيْتُكَ مالا، وأفْضَلْتُ عليكَ فَمَا قدَّمتَ لِنَفْسِك؟ فلينظرنَّ يَميْنا وشِمَالا، فلا يَرى شَيْئا، ثم لينظرنَّ قدَامَهُ فلا يرى غيرَ جَهَنَّم، فمن استَطاعَ أن يَقِي وَجْهَهُ من النَّارِ ولو بِشقِّ تَمرة فليَفْعَلْ، وَمَن لمْ يَجِدْ فبكلمةٍ طيبةٍ، فإنْ بها تجزى الحَسَنَة بعشر أمثالها إلى سبعمائة ضعف، والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ความว่า “ท่านทั้งหลาย จงเตรียมเสบียงความดีไว้สำหรับตัวท่านเองเถิด ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พึงทราบเถิดว่าบางคนในหมู่ท่านอาจสิ้นชีวิตด้วยความตะลึงงัน แล้วเขาก็จะทิ้งฝูงแกะของเขาไปโดยไม่มีผู้ใดช่วยเลี้ยง หลังจากนั้นพระผู้อภิบาลก็จะกล่าวถามเขาโดยไม่ผ่านล่ามแปลและไม่มีสิ่งใดกั้นกลางระหว่างเขากับพระองค์ว่า: เราะสูลของข้าได้ถูกส่งไปยังเจ้าและประกาศเผยแผ่สารของข้าให้เจ้ารู้ และข้าก็ได้เมตตาให้ทรัพย์สินเงินทองแก่เจ้าใช่หรือไม่ แล้วเจ้าได้ทำอะไรเพื่อเป็นคุณแก่ตัวเจ้าบ้าง? เมื่อเขาหันมองซ้ายมองขวาก็ไม่พบสิ่งใดมองไปข้างหน้าก็เห็นแต่ไฟนรก ดังนั้น ผู้ใดในหมู่ท่านสามารถที่ จะปกป้องใบหน้าของเขาให้รอดพ้นจากไฟนรก แม้จะด้วยการบริจาคผลอินทผลัมเพียงครึ่งเม็ด ก็จงทำเถิด แต่ถ้าผู้ใดไม่มีสิ่งนั้น ก็ให้พูดแต่สิ่งที่ดี เพราะคำพูดที่ดีนั้นจะส่งผลให้ได้รับผลบุญสิบเท่า และอาจเพิ่มไปจนถึงเจ็ดร้อยเท่า วัสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ”



อิบนุ อิสหาก กล่าวว่า หลังจากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวคุฏบะฮฺอีกครั้งหนึ่ง โดยท่านกล่าวว่า

إنَّ الْحَمْدَ للَّه، أَحْمَدُهُ وَأَسْتَعِينُهُ، نَعُوذُ باللَّه مِنْ شُرُورِ أَنْفُسِنَا، وَسَيِّئَاتِ أَعْمَالِنَا، مَنْ يَهْدِهِ اللَّهِ فَلَا مُضِلَّ لَهُ، وَمَنْ يُضْلِلْ فَلَا هَادِيَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ لَا إلَهَ إلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ. إنَّ أَحْسَنَ الْحَدِيثِ كِتَابُ اللَّهِ تَبَارَكَ وَتَعَالَى، قَدْ أَفْلَحَ مَنْ زَيَّنَهُ اللَّهُ فِي قَلْبِهِ، وَأَدْخَلَهُ فِي الْإِسْلَامِ بَعْدَ الْكُفْرِ، وَاخْتَارَهُ عَلَى مَا سِوَاهُ مِنْ أَحَادِيثِ النَّاسِ، إنَّهُ أَحْسَنُ الْحَدِيثِ وَأَبْلَغُهُ، أَحِبُّوا مَا أَحَبَّ اللَّهُ، أَحِبُّوا اللَّهَ مِنْ كُلِّ قُلُوبِكُمْ، وَلَا تَمَلُّوا كَلَامَ اللَّهِ وَذِكْرَهُ، وَلَا تَقْسُ عَنْهُ قُلُوبُكُمْ، ... فَاعْبُدُوا اللَّهَ وَلَا تُشْرِكُوا بِهِ شَيْئًا، وَاتَّقُوهُ حَقَّ تُقَاتِهِ، وَاصْدُقُوا اللَّهَ صَالِحَ مَا تَقُولُونَ بِأَفْوَاهِكُمْ، وَتَحَابُّوا بِرُوحِ اللَّهِ بَيْنَكُمْ، إنَّ اللَّهَ يَغْضَبُ أَنْ يُنْكَثَ عَهْدُهُ، وَالسِّلَامُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُه

ความว่า "มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ฉันขอสรรเสริญพระองค์ และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองพวกเราให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายที่เกิดจากตัวเราและการงานของเรา ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงชี้นำทางจะไม่มีผู้ใดทำให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดที่พระองค์ทรงทำให้เขาหลงทางก็ไม่มีผู้ใดชี้นำทางเขาได้ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ แท้จริงคำพูดที่ดีที่สุดคือกิตาบุลลอฮฺ ซึ่งผู้ที่อัลลอฮฺทรงให้อัลกุรอานอยู่ในใจเขา ให้เขาเข้าเข้ารับอิสลามภายหลังจากช่วงชีวิตแห่งการปฏิเสธศรัทธา แล้วเขาก็เลือกให้ความสำคัญกับอัลกุรอานยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ของมนุษย์ ย่อมถือเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จยิ่ง อัลกุรอานเป็นคำพูดที่ประเสริฐและลุ่มลึกที่สุด พวกท่านจงชอบในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงชอบ จงรักอัลลอฮฺจากใจจริงของพวกท่าน อย่าได้เบื่อที่จะรับฟังพระดำรัสของอัลลอฮฺ และอย่าให้หัวใจของพวกท่านเมินห่างจากอัลกุร อานเป็นอันขาด..  ดังนั้น พวกท่านจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ และอย่าได้ตั้งภาคีใดขึ้นเทียบพระองค์ พวกท่านจงยำเกรงพระองค์อย่างที่สุด และจงมีความจริงจังที่จะปฏิบัติสิ่งดีๆที่พวกท่านได้พูดกล่าวออกไป จงรักใคร่สมัครสมานสามัคคีด้วยความผูกพันในหนทางของอัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์ทรงเกลียดการที่สัญญาที่มีต่อพระองค์ถูกละเมิด วัสสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ”



ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้ความสำคัญกับวันศุกร์เป็นอย่างมาก โดยท่านได้ส่งเสริมให้ปฏิบัติกิจวัตรบางอย่างที่พิเศษไปกว่าวันอื่น ดังตัวอย่างต่อไปนี้

- ในละหมาดฟัจญรฺเช้าวันศุกร์ท่านอ่านสูเราะฮฺ "อัสสัจญฺดะฮฺ” และ “อัล-อินสาน” ทั้งนี้ เนื่องจากสูเราะฮฺทั้งสองกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในวันศุกร์นั่นเอง

- ส่งเสริมให้กล่าวเศาะลาวาตแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้มากในวันศุกร์และคืนก่อนวันศุกร์ เพราะทุกความดีงามที่ประชาชาติของท่านได้รับทั้งในดุนยาและอาคิระฮฺ ล้วนมีท่านเป็นจุดเริ่มต้น นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับการออกไปละหมาดวันศุกร์แต่เนิ่น ๆ และการได้อยู่แถวหน้าใกล้อิหม่าม ก็เป็นสิ่งบ่งชี้ประการหนึ่งถึงสถานะและความใกล้ชิดของบ่าว ณ อัลลอฮฺในอาคิเราะฮฺ

- การอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง และอาจจำเป็นยิ่งกว่าการอาบน้ำละหมาดใหม่ในกรณีที่ไปสัมผัสอวัยวะเพศ หรือกรณีที่มีเลือดกำเดาไหล อาเจียน หรือแม้แต่การเศาะละวาตแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขณะนั่งตะชะฮุดที่สองเสียอีก

- การใช้เครื่องหอม และแปรงฟัน

- การเดินทางไปละหมาดแต่เนิ่น ๆ และใช้เวลาไปกับการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และละหมาดสุนัต จนกระทั่งอิหม่ามขึ้นคุฏบะฮฺ

- การนิ่งเงียบเพื่อรับฟังคุฏบะฮฺ ซึ่งถือเป็นวาญิบ

- อ่านสูเราะฮฺ “อัล-ญุมุอะฮฺ” กับ “อัล-มุนาฟิกีน” หรือ “อัล-อะอฺลา” กับ “อัล-ฆอชิยะฮฺ”

- แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่

- ในวันศุกร์จะมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่เป็นช่วงเวลาแห่งการตอบรับดุอาอ์


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ขณะที่ท่านกล่าวคุฏบะฮฺ ตาของท่านจะแดงก่ำ เสียงดังฟังชัด มีความขึงขังจริงจัง ประหนึ่งว่าท่านกำลังแจ้งข่าวว่าข้าศึกศัตรูจะเข้าจู่โจม


และท่านมักจะกล่าวในคุฏบะฮฺว่า “أما بعدُ” (เป็นคำคั่นระหว่างบทนำกับเนื้อหาคุฏบะฮฺ – ผู้แปล) โดยท่านจะกล่าวคุฏบะฮฺเพียงสั้น ๆ แต่จะยืนละหมาดยาว


คุฏบะฮฺของท่านเป็นการอธิบายหลักคำสอนและบทบัญญัติศาสนา ในบางครั้งท่านก็สั่งใช้หรือสั่งห้ามขณะกำลังคุฏบะฮฺ เช่นการที่ท่านบอกให้ชายผู้ซึ่งเดินเข้ามัสยิดขณะที่ท่านกำลังคุฏบะฮฺ ทำการละหมาดสุนัตสองร็อกอัตก่อนที่จะนั่ง หรือเมื่อเห็นว่ามีคนยากจน ท่านก็จะเชิญชวนให้เศาะหาบะฮฺร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือเขา


และเมื่อกล่าวถึงอัลลอฮฺหรือดุอาอ์วิงวอนพระองค์ในคุฏบะฮฺ ท่านจะชูนิ้วชี้ขึ้น เมื่อเกิดสถานการณ์ความแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง ท่านก็จะกล่าวดุอาอ์ขอฝนในคุฏบะฮฺด้วย


ท่านจะออกมาเมื่อผู้คนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว เมื่อเดินเข้ามัสยิดท่านจะให้สลามแก่พวกเขา และเมื่อเดินขึ้นมินบัรฺ ท่านจะหันหน้าหาพวกเขา แล้วกล่าวให้สลามก่อนจะนั่งลง จากนั้นบิลาลก็จะทำการอะซาน เมื่ออะซานเสร็จแล้ว ท่านก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวคุฏบะฮฺ โดยท่านอาศัยคันธนูหรือไม้เท้ายันพื้น


มินบัรฺของท่านมีสามขั้น ซึ่งในอดีตก่อนที่ท่านจะยืนคุฏบะฮฺบนมินบัรฺนั้น ท่านเคยยืนบนลำต้นอินทผลัม มินบัรฺดังกล่าวไม่ได้อยู่ตรงกลางมัสยิด แต่อยู่ค่อนไปทางทิศตะวันตกของมัสยิด โดยระหว่างมินบัรฺกับผนังมัสยิดนั้น มีระยะห่างประมาณแกะเดินผ่านได้


เมื่อท่านนั่งบนมินบัรฺในวันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่กรณีของละหมาดวันศุกร์ หรือเมื่อท่านยืนคุฏบะฮฺในวันศุกร์ เศาะหาบะฮฺก็จะหันจับจ้องไปยังท่าน ท่านจะยืนคุฏบะฮฺแล้วก็นั่งพักสั้น ๆ ก่อนที่จะยืนขึ้นกล่าวคุฏบะฮฺที่สอง เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว บิลาลก็จะทำการอิกอมะฮฺ


ท่านจะกำชับให้ผู้คนขยับเข้าใกล้ท่านและนิ่งเงียบ โดยท่านบอกว่า แม้แต่ผู้ที่กล่าวเตือนให้เพื่อนของเขาเงียบนั้น ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควร และจะทำให้ผลบุญของการละหมาดวันศุกร์ของเขาขาดหายไป


เมื่อท่านเสร็จสิ้นจากการละหมาดวันศุกร์แล้ว ท่านจะเดินเข้าบ้าน แล้วละหมาดสุนัตหลังละหมาดวันศุกร์สองร็อกอัต แต่ท่านก็เคยใช้ให้ละหมาดสี่ร็อกอัตด้วย ซึ่งอาจารย์ของเรากล่าวอธิบายว่า "ในกรณีที่ละหมาดในมัสยิด ให้ละหมาดสี่ร็อกอัต แต่ถ้าละหมาดที่บ้าน ให้ละหมาดสองร็อกอัต”

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.128 วินาที กับ 22 คำสั่ง