อิกเราะอ์ฟอรั่ม สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ออนไลน์ อิกเราะอ์ฟอรั่ม สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ออนไลน์
ตุลาคม 23, 2014, 17:55:30 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา GoogleTagged เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความเสี่ยงของการตั้งครรภ์และการคลอด  (อ่าน 16510 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 16, 2009, 09:00:55 »

ความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอด


เนื่องจากอัตราการผ่าตัดคลอด (caesarean section) สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงควรต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเปรียบกับข้อดีที่ได้ ขณะนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาจากการศึกษาในแถบลาตินอเมริกา 8 ประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจภาวะสุขภาพของมารดาและทารกทั่วโลกขององค์การ อนามัยโลกในปี 2005

ข้อมูลรวบรวมจากช่วงเดือนกันยายน 2004 จนถึงเดือนมีนาคม 2005 ซึ่งครอบคลุมการคลอดทั้งสิ้น 94,307 ครั้งจาก 120 สถาบัน พบมีการผ่าตัดคลอด 31,821 ครั้ง (คิดเป็น 34%) ทั้งนี้มี 42% เป็นแบบวางแผนล่วงหน้า ในภาพรวมแล้วพบว่าความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาที่รุนแรง (เมื่อเทียบกับการคลอดทางช่องคลอด) จะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งเท่าตัวสำหรับการผ่าตัดคลอดที่ต้องทำในระหว่างเจ็บคลอด และเพิ่มเป็น 2.3 เท่าสำหรับการผ่าตัดที่วางแผนล่วงหน้า อัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงขึ้น 5 เท่า หลังการผ่าตัดคลอดสำหรับทารกท่าก้นนั้น พบว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกลดลง 73% เมื่อทำการผ่าตัดที่วางแผนล่วงหน้าและลดลง 80% สำหรับการผ่าตัดที่ทำในระยะเจ็บคลอด ซึ่งส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกคลอดในโรงพยาบาลลดลง 31% และ 45% ตามลำดับ ส่วนในทารกท่าศีรษะนั้น พบว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกลดลงเล็กน้อยสำหรับการผ่าตัดที่วาง แผนล่วงหน้า การผ่าตัดคลอดทั้งชนิดวางแผนล่วงหน้าและที่ทำในระยะเจ็บคลอดนั้น มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการที่ทารกต้องรักษาตัวใน ICU ตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป รวมถึงอัตราการเสียชีวิตของทารกในโรงพยาบาลสำหรับทารกท่าศีรษะด้วย

ยกเว้นสำหรับทารกท่าก้นการผ่าตัดคลอดก่อนที่จะมีอาการเจ็บครรภ์นั้นพบ ว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตของทารกในโรงพยาบาลที่สูงขึ้น รวมถึงระยะเวลาที่ทารกต้องรับการรักษาใน ICU นานขึ้น แต่การเจาะถุงน้ำคร่ำนั้นพบว่าช่วยลดความเสี่ยงลงได้

สรุปว่า การผ่าตัดคลอดจะเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งมารดาและทารกท่าศีรษะ

Villar J, et al. Maternal and neonatal individual risks and benefits associated with caesarean delivery: Multicentre prospective study. BMJ 2007;335:1025-1029; Shorten A. Maternal and neonatal effects of caesarean section. Ibid: 103-104 (editorial).
www.medicalprogress-cme.com


Share

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2009, 19:31:18 โดย Silvia Irfan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2009, 12:17:47 »

เวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัดคลอดบุตรซ้ำ

     หญิงตั้งครรภ์ที่เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน มักได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดคลอดซ้ำ โดยนัดหมายล่วงหน้า (elective cesarean delivery) อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ผ่าตัดคลอดก่อนครบกำหนดที่การตั้งครรภ์ 39 สัปดาห์ ยกเว้นมีหลักฐานที่แสดงถึงว่าปอดของทารกสมบูรณ์ดี ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาถึงความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในหญิงที่ได้รับการผ่าตัดคลอดในช่วงตั้งครรภ์ได้ 37-39 สัปดาห์ โดยเก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล 19 แห่งที่อยู่ในเครือข่ายวิจัยในช่วงปี ค.ศ.1999-2002 ในหญิงที่มีครรภ์เดี่ยวและได้รับการผ่าตัดคลอดซ้ำโดยนัดหมายล่วงหน้า โดยที่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดคลอดอื่นๆ

      ผลการศึกษาพบว่ามีการผ่าตัดคลอด 24,077 ครั้ง เมื่อครบอายุครรภ์ (37 สัปดาห์ขึ้นไป) โดยที่ 13,258 ครั้งเป็นการนัดหมายล่วงหน้า ข้อมูลจากกลุ่มหลังนี้ ร้อยละ 35.8 เป็นการผ่าตัดก่อน 39 สัปดาห์ (ร้อยละ 6.3 ที่ 37 สัปดาห์และร้อยละ 29.5 ที่ 38 สัปดาห์) เมื่อเปรียบเทียบกับอายุครรภ์ที่ 39 สัปดาห์ การผ่าตัดคลอดที่ 37 และ 38 สัปดาห์มีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่รวมถึงการหายใจผิดปกติ น้ำตาลในเลือดต่ำที่ต้องรักษา การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือการต้องรักษาในหอทารกวิกฤติ โดยมีความเสี่ยงเฉลี่ยเป็น 1.5 เท่า ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (1.8-4.2 เท่า ที่ 37 สัปดาห์ และ 1.3-2.1 เท่าที่ 38 สัปดาห์)

      ดังนั้นการผ่าตัดคลอดซ้ำแบบนัดหมายก่อน 39 สัปดาห์นั้น มีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของทางเดินหายใจและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอื่นๆ


Tita AJN, et al. Timing of elective repeat cesarean delivery at term and neonatal outcomes. N Engl J Med 2009;360:111-120.



Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2009, 19:30:46 »

รายงานศึกษาวิจัย มารดาเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์กับความยากจน

มีความสัมพันธ์สองด้านระหว่างความยากจนและการมีสุขภาพที่ไม่ดี คือความยากจนนำไปสู่สุขภาพที่ไม่ดี และการที่มีสุขภาพที่ไม่ดีนำไปสู่ความยากจน เป้าหมายหลักขององค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลของนานาชาติ ต่างมุ่งหวังที่จะลดความยากจนและพัฒนาสุขภาพของผู้ยากจน ตัวชี้วัดเป็นสิ่งที่สำคัญ และอัตราที่มารดาเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์อาจใช้เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่ง เป้าหมายขององค์การสหประชาชาติคือ พยายามลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ลงให้ได้ 75% ภายในปี ค.ศ.2015 นักวิจัยชาวสก๊อตแลนด์ได้ใช้เทคนิคใหม่ในการที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงอัตราการเสียชีวิตของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ โดยทำ การสำรวจครัวเรือนในประเทศกำลังพัฒนา

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1984 มีการสำรวจทางสุขภาพและประชากรศาสตร์ 174 การสำรวจ จากประเทศกำลังพัฒนา 71 ประเทศ ข้อมูล 11 การสำรวจจาก 46 การสำรวจที่สมบูรณ์ ได้ถูกนำมาประเมินผล โดยการสำรวจจะสอบถามผู้หญิงถึงพี่สาวหรือน้องสาวของพวกเธอเหล่านั้น โดยจำแนกเป็น 3 กลุ่มคือ พี่สาวหรือน้องสาวของบุคคลเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ เสียชีวิตโดยไม่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ และเสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ (ระหว่างตั้งครรภ์ หรือระหว่างคลอดหรือภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด) มีการรวบรวมข้อมูลเป็นกลุ่มๆ ละ 10 ประเทศ (หนึ่งประเทศมีการสำรวจ 2 ครั้ง) โดยระดับความยากจนได้ถูกประเมินจาก ระดับของการศึกษา แหล่งน้ำภายในบ้าน ชนิดของห้องส้วม และพื้น พบว่าเมื่อมีความยากจน เพิ่มขึ้น สัดส่วนของหญิงที่เสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์จะสูงขึ้นอย่างสัมพันธ์กัน ในขณะ ที่ความยากจนก็มีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับภาวะตั้งครรภ์ด้วย แต่มีความสัมพันธ์กันน้อยกว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศอินโดนีเซียแสดงให้เห็นว่า 32-34% ของการเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์พบในกลุ่มประชากร 20% ที่ยากจนที่สุดของประเทศ โดยเป็นอัตราที่สูงมากกว่า 3-4 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากร 20% ที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศ



สรุปข้อมูลจาก  Lancet 2004;363:23-7.



Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2009, 19:57:59 »

10 วิธีรับมืออาการแพ้...สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 

โดย Thaiparents.com Team


1.   เลือกสวมเสื้อผ้าชนิดเนื้อผ้าบางเบา โปร่ง สบายตัว เมื่ออยู่ในสถานที่บรรยากาศค่อนข้างร้อน อบอ้าว


2.   อาการเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียจะยิ่งทำให้ว่าที่คุณแม่รู้สึกคลื่นเหียน วิงเวียนได้ง่าย ฉะนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนแต่หัวค่ำ และหาเวลางีบระหว่างวัน เท่าที่จะทำได้

3.   ค่อยๆ ลุกจากที่นอนหลังตื่นตอนเช้า เมื่อตื่นนอนใหม่ๆ ไม่ควรลุกจากเตียงนอนทันที เพราะอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ ควรลืมตาสักพัก แล้วค่อยๆ ลุกจากที่นอน


4.   ก่อนเข้านอนช่วงกลางคืน ควรหาขนมปังจืด หรือ ขนมปังกรอบธัญพืชทานสักชิ้น - สองชิ้น เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป

5.   เปิดหน้าต่างบ้านเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ และเพื่อขจัดกลิ่นอับ รวมทั้งกลิ่นอาหารออกบ้าง คุณแม่อาจปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟเพื่อช่วยลดกลิ่นขณะปรุงอาหารบ้างก็ได้


6.   หลีกเลี่ยงอาหารมันและรสเผ็ด เนื่องจากทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นหน้าอกได้ง่าย


7.   ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป หากรู้สึกหิว ควรหาอาหาร หรือของว่างรับประทาน


8.   วางขนม ของขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงไว้ใกล้มือเพื่อหยิบรับประทานได้ง่าย เช่น ขนมจำพวกถั่ว, เครื่องดื่ม หรือขนมที่ทำจากถั่วเหลือง


9.   ทานของว่างที่มีรสเค็มนิดๆ ก่อนมื้ออาหารเพื่อช่วยปรับสภาพท้อง


10.   อย่าดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร แต่เปลี่ยนเป็นจิบน้ำระหว่างวันจะดีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำ


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2009, 17:22:14 »

ความปลอดภัยของการใช้ยา Metoclopramide ในหญิงมีครรภ์

ในระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ สตรีมีครรภ์ส่วนหนึ่งจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาจรุนแรงจนต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล มีการใช้ยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาบรรเทาอาการอาเจียนที่ใช้บ่อยในหญิงกลุ่มนี้ แต่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยเฉพาะผลต่อทารก

ผู้วิจัยจึงทำการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลของการใช้ยาที่จ่ายให้กับสตรีมีครรภ์ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพแห่งหนึ่งในประเทศอิสราเอล ในช่วงปี ค.ศ.1998 และ 2007 กับข้อมูลของการตั้งครรภ์ การคลอดและทารก

ผลการศึกษาพบว่ามีทารกคลอดจำนวน 113,612 รายในช่วงที่ทำการศึกษา และ 81,703 รายอยู่ในระบบประกันสุขภาพดังกล่าว โดย 3,458 ราย (ร้อยละ 4.2) ได้รับยา metoclopramide ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับยานี้ พบว่าการได้รับยานี้ไม่มีความสัมพันธ์กับความพิการแต่กำเนิดที่รุนแรง น้ำหนักแรกคลอดน้อย การคลอดก่อนกำหนด หรือการเสียชีวิตของทารกปริกำเนิด

ดังนั้นจากข้อมูลในเด็กจำนวนมากนี้พบว่า การได้รับยา metoclopramide ในช่วงไตรมาสแรกไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นหลักฐานที่สนับสนุนความปลอดภัยของการใช้ยานี้เพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนในสตรีมีครรภ์

Matok I, et al. The safety of metoclopramide use in the first trimester of pregnancy. N Engl J Med 2009;310:2528-2535.


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2010, 21:00:53 »

นักวิจัยเผย อายุของมารดา ส่งผลให้ลูกมีโอกาสเป็นโรค Autism 


ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ว่า โรค Autism นั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาในการสื่อสารติดต่อกับผู้อื่น ผลงานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่ออกมา กล่าวว่า อายุของผู้เป็นมารดา โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุเลย 40 ปีแล้ว เพิ่มโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคนี้

มีทฤษฎีมากมายหลายอัน ที่พยายามจะอธิบายสาเหตุของโรค Autism แต่ก็ยังไม่มีทฤษฎีอันไหนที่ระบุได้อย่างแน่นอน และเป็นที่ยอมรับ

แม้กระทั่งวารสาร Lancet ซึ่งเป็นวารสารการแพทย์ ที่เป็นที่ยอมรับนับถือทั่วโลก เมื่อต้นเดือนนี้ ก็ยังต้องประกาศถอนการสนับสนุนบทความที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ซึ่งเชื่อมโยงโรค Autism กับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม

แต่จุดมุ่งเน้นสำหรับงานวิจัยล่าสุด ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเกี่ยวกับโรคนี้ เน้นหนักไปที่อายุของผู้เป็นแม่

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุสูงกว่า 30 ปีเศษขึ้นไป ลูกที่เกิดมามีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะมีปัญหาทางด้านกรรมพันธุ์ และก็เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปด้วยว่า เชื้อพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Autism

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สำรวจดูบิดามารดานับล้านๆคน และพบว่าผู้หญิงที่มีลูกเมื่ออายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเกือบสองเท่า ที่ลูกที่เกิดจะเป็นโรค Autism เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่มีลูกเมื่ออายุไม่เกิน 25 ปี

แต่หัวหน้าทีมวิจัย Janie Shelton บอกว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้น เล็กน้อยมากในแง่ที่เกี่ยวโยงกับกับอายุของผู้เป็นมารดา และว่าอายุของผู้เป็นบิดาก็มีผลกระทบได้ด้วย แต่ไม่มากเท่ากับอายุของมารดา

นักวิจัยสรุปได้ในชั้นนี้ว่า อายุของมารดามีส่วนเกี่ยวข้อง กับความเสี่ยงที่ลูกจะเป็น Autism แต่ยังอธิบายความเกี่ยวข้องนี้ไม่ได้มากไปกว่าการเป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งที่ต้องพิจารณา

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐ (CDC) มีตัวเลขที่ระบุว่า ในช่วงระหว่างปีค.ศ. 2002 – 2006 จำนวนเด็กที่เป็น Autism ในอเมริกาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตัว หรือเด็กหนึ่งคนในจำนวนเด็ก 100 คนจะเป็นโรคนี้ไม่ลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่ง

แต่นักมานุษยวิทยา Richard Grinker ไม่เห็นด้วยกับตัวเลขที่ว่านี้ของ CDC โดยให้ความเห็นว่า แนวคิดเรื่อง Autism เมื่อสิบปีที่แล้ว แตกต่างจากปัจจุบัน และจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งบิดามารดาและแพทย์ทุกวันนี้ มีความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวโรค Autism มากขึ้น ซึ่งทำให้ตรวจพบได้เร็วขึ้นด้วย

อ้างอิง: http://www1.voanews.com/english/news/health/Pregnancies-After-40-Cause-Slight-Increase-In-Autism-Risk--84064197.html


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 24, 2010, 16:55:48 »


pregnancy child radiation x-ray


โดย นพ.ประสงค์ ตันมหาสมุทร สูติ-นรีแพทย์

ในช่วงสามเดือนแรกจะมีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นการสร้างอวัยวะส่วนต่างๆ เพราะฉะนั้นไม่ควรจะถูกรังสีโดยไม่จำเป็น เพราะจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีผลต่อเด็กในอนาคตได้

แต่ถ้าสัมผัสโดยไม่ทราบมาก่อน ก็ไม่เป็นอะไร เนื่องจากการเอกซเรย์นั้นปริมาณรังสีต่ำ มีผลน้อย แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทำ ในกรณีที่จำเป็นต้องเอกซเรย์ แพทย์จะใช้แผ่นป้องกันรังสีปิดบริเวณมดลูกเอาไว้ 

ข้อมูลจาก www.ThaiClinic.com


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 04, 2010, 11:39:17 »

องค์การอนามัยโลกชี้ การผ่าตัดคลอด จะทำให้แม่มีความเสี่ยงอันตรายสูงขึ้นทุกครั้ง 
 

ข้อมูลใหม่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐแสดงว่า การคลอดบุตรโดยการผ่าตัดในสหรัฐ เพิ่มขึ้นในอัตราน่าตกใจ ขณะเดียวกัน การสำรวจขององค์การอนามัยโลกเมื่อเร็วๆ นี้ ก็พบว่า ผู้หญิงในเอเชียมากกว่าหนึ่งในสี่ คลอดบุตรด้วยวิธีนี้ บรรดากลุ่มทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า การคลอดด้วยวิธีผ่าตัดนั้น ทำกันมากเกินไป ทำให้ผู้หญิงและทารก มีความเสี่ยงอันตรายมากในการผ่าตัดใหญ่ดังกล่าว

ในปี 2550 เด็กเกิดในสหรัฐ 1 ใน 3 คลอดด้วยวิธีผ่าตัดออกจากท้องแม่ ที่เรียกกันว่า Caesarian Section ซึ่งมากกว่าในประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน ในประเทศกำลังพัฒนา จำนวนการคลอดด้วยการผ่าตัดแบบนี้ ก็มีเพิ่มขึ้นอย่างมาก องค์การอนามัยโลกรายงานว่า ในเอเชีย เด็ก 1 ใน 4 คน เกิดโดยวิธี C - Section

องค์การอนามัยโลกประเมินว่า การคลอดที่จำเป็นต้องใช้วิธีผ่าตัดนั้น มีเพียงราว 15 %เท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แพทย์ทั้งหลายควรงดเว้นจากการผ่าตัดคลอด ที่ไม่จำเป็นที่ไม่ใช่ด้วยความเจ็บป่วย เพราะการผ่าตัดคลอดนั้น จะทำให้แม่มีความเสี่ยงต่ออันตรายสูงขึ้นทุกครั้งที่ทำ มดลูกอาจจะแตก และทำให้เลือดออกมากถึงแก่เสียชีวิตได้ การผ่าตัด C – Section ซ้ำหลายครั้ง อาจทำให้เกิดความผิดปกติในรก ซึ่งเป็นช่องทางส่งอาหารถึงตัวอ่อนขณะตั้งครรภ์ได้

แพทย์หญิง Mutahar Fauzia ซึ่งเป็นแพทย์มุสลิมในรัฐเวอร์จีเนีย เป็นสูติแพทย์ผู้หนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กับการผ่าตัดคลอดโดยไม่จำเป็น เตือนว่า การปฏิบัติทางแพทย์หรือการตรวจครรภ์บางอย่าง ที่ขาดความรอบคอบระมัดระวัง อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะภายใน ที่อาจทำให้หญิงผู้นั้นต้องผ่าตัดคลอด

http://www.youtube.com/watch?v=kiMD-62RLUM

ในสหรัฐนั้น เหตุผลหนึ่งที่ผู้หญิงจำนวนมากเลือกการผ่าตัดคลอด ก็คือ ผู้หญิงเหล่านั้นชะลอการตั้งครรภ์ออกไปจนอายุ 30 กว่าก็มี หรือ 40 กว่าก็มี ซึ่งการคลอดธรรมชาติจะยากกว่าผู้หญิงอายุน้อย อย่างไรก็ตาม ความต้องการคลอดโดยวิธีผ่าตัด C – Section เพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาผู้หญิงวัย 20 กว่า 

องค์การนิรโทษกรรมสากล Amnesty International กล่าวว่า ความต้องการคลอดด้วยวิธีผ่าตัด C – Section ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นวิกฤติการณ์ด้านการบริบาลสุขภาพสำหรับหญิงมีครรภ์  และอยากให้บรรดาผู้นำรัฐบาล และผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพ ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในการเสนอแนวทางปฏิบัติเรื่องนี้ เพื่อความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์  และอัตราความต้องการผ่าตัดคลอดจะได้ลดลง ไม่ใช่มีมากกว่าอัตราตามความจำเป็น ที่องค์การอนามัยโลกประเมินไว้

ที่มา:http://www1.voanews.com/english/news/health/Caesarean-Deliveries-at-All-Time-High-in-US-89625262.html


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
سيلفيا عرفان
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2294


สู่การเป็นประชาชาติ..แห่งการอ่าน


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 25, 2011, 19:09:30 »

เวลาที่ทารกเกิดและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารก

Authors: Pasupathy D, et al. Time of birth and risk of neonatal death at term: retrospective cohort study. BMJ 2010;341:c3498. (Published 15 July 2010)


งานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ได้รายงานถึงความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในทารกปริกำเนิด (perinatal mortality) ที่มีความหลากหลาย (varies) ระหว่างความสัมพันธ์ของเวลากับวันที่ทารกเกิด (relation to the time and day of birth)  ซึ่งประเด็นหลักน่าจะเป็นผลมาจากการดูแลของทีมสุขภาพต่อมารดาและทารก รวมทั้งการให้การรักษาอย่างทันท่วงทีหากเกิดปัญหาใดๆเกิดขึ้นต่อมารดาหรือทารก ณ ช่วงเวลานั้นๆ

วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือ เพื่อประเมินผลของเวลากับวันที่ทารกเกิดต่อความเสี่ยงในการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดที่อายุครรภ์ครบกำหนด (Term)

ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังในประชากรขนาดใหญ่จากสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร ในช่วงปี ค.ศ.1985-2004 ในเด็กแรกเกิดจำนวน 1,039,560 ราย โดยเป็นทารกคลอดท่าศีรษะ (Cephalic presentation) อยู่ในครรภ์เดี่ยว (Singletons) ที่ครบกำหนดและรอดชีวิตขณะเกิด (Liveborn term)   โดยวัดอัตราการเสียชีวิตในช่วงปริกำเนิด (4 สัปดาห์แรกหลังคลอด) ยกเว้นทารกที่มีความพิการแต่กำเนิด (Congenital abnormality) ซึ่งจะไม่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ผลร่วม

ผลการศึกษาพบว่า ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตนี้เป็น 4.2 รายต่อทารก 10,000 ราย ในช่วงเวลาทำการ (วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น.) และสูงขึ้นเป็น 5.6 รายต่อ 10,000 รายในช่วงนอกเวลาทำการ เกิดเป็นความเสี่ยงที่สูงขึ้น 1.3 เท่า (95% Confidence interval 1.1-1.6) ซึ่งมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะที่เกิดจากการเสียชีวิตจากการขาดออกซิเจนขณะคลอด (intrapartum anoxia) คิดเป็น 1.7 เท่า ถึงแม้ว่าจะปรับข้อมูลเรื่องการผ่าตัดคลอด (Elective caesarean deliveries) ออกไปแล้ว ความเสี่ยงนี้ยังเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ลดลงเป็น 1.5 เท่า

ดังนั้นการคลอดนอกเวลาทำการจะมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเสียชีวิตของทารกปริกำเนิด อันเป็นผลมาจากภาวะขาดออกซิเจนขณะคลอดของทารก (intrapartum anoxia)


อ่านต่อที่

1. Abstract

2. Full Text in PDF


Share

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  


 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!

Modifications by .ทีมงานอิกเราะอ์ .

อิกเราะอ์ฟอรั่ม , บทความอิสลาม , ศาสนาอิสลาม




หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.182 วินาที กับ 23 คำสั่ง

Google visited last this page กันยายน 21, 2014, 06:57:29