อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ตุลาคม 21, 2017, 00:38:59 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อิกเราะอ์ฟอรั่ม ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างเงียบเหงา ต่อไป

16 พฤษภาคม  2008 อิกเราะอ์ฟอรั่ม ครบรอบ 9 ปีแล้วนะครับ

http://www.iqraforum.com/forum/index.php/topic,2.0.html
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ระบบซะกาต (ทานบังคับ) : เศรษฐกิจชุมชนในอิสลาม  (อ่าน 5611 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2009, 22:11:02 »


ระบบซะกาต (ทานบังคับ) : เศรษฐกิจชุมชนในอิสลาม


วรรณวดี  พูลพอกสิน
อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์  ม.ธรรมศาสตร์



     ศาสนาทุกศาสนามีคำสอนให้ศาสนิกของตนปฏิบัติเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ การบริจาคทานและการช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า วัตถุประสงค์ของคำสอนในเรื่องของการทำทานก็เพื่อที่จะขัดเกลาจิตใจมนุษย์ให้สะอาดจากมลทินทางด้านจิตใจ ซึ่งก็คือ ความตระหนี่ถี่เหนียวที่ทำให้มนุษย์เห็นแก่ตัวและไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อิสลามเป็นศาสนาหนึ่งที่มีคำสอนในเรื่องของการบริจาคทานเช่นกัน ซึ่งเรียกว่า “เศาะดะเกาะฮฺ”


     แต่การบริจาคทานในลักษณะเช่นนี้ไม่มีกฎเกณฑ์กติกามาก เพียงแต่มีข้อแนะนำบางประการในการบริจาคทาน กล่าวคือ (1) ถ้าจะบริจาคทานก็ให้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยหวังผลการตอบแทนจากพระเจ้าเป็นสำคัญ อย่าได้หวังการตอบแทนจากมนุษย์ (2) อย่าลำเลิกบุญคุณ (3) บริจาคด้วยมือขวาโดยที่ไม่ให้มือซ้ายรู้ (นั่นคือ การบริจาคเงียบๆ) และ (4) ให้แต่ของที่ดี จะให้มากหรือน้อยก็ได้ ไม่มีการบังคับ เพียงแต่สนับสนุนหรือส่งเสริมกันให้ทำเพื่อความสุขใจในโลกนี้ และได้รับผลตอบแทนในโลกหน้าเท่านั้น  (บรรจง  บินกาซัน, 2547, น. 8-9)


     เมื่อ  “เศาะดะเกาะฮฺ” เป็นการบริจาคทานที่อาจเรียกได้ว่า “เป็นทานสมัครใจ” ที่ไม่มีข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ใดๆ มาควบคุม  ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งผู้ให้และผู้รับ  ผู้ให้มีการให้ตามใจชอบ ตามความรู้สึกที่จะให้  โดยผู้รับเป็นใครก็ได้ที่ผู้ให้มีความต้องการหรือยินดีที่จะให้  ซึ่งการบริจาคแบบนี้ไม่ได้รองรับการแก้ปัญหาสังคมหรือลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนได้  อิสลามเป็นศาสนาที่มีลักษณะเด่นในการนำหลักปฏิบัติต่างๆ ผนวกเข้าไว้ในชีวิตประจำวัน  นอกจากความศรัทธาเป็นหลักการสำคัญพื้นฐานของศาสนาที่มุสลิมจะต้องมีอยู่ประจำใจ  แต่ความศรัทธาเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เป็นการเพียงพอ เพราะในอิสลาม ความศรัทธาที่แท้จริงจะต้องแสดงผลของมันออกมาให้เห็นเป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน


     และเพื่อให้แน่ใจว่าคนที่มีความศรัทธาในหลักการดังกล่าวยังคงยืนยันในความศรัทธานั้นอย่างมั่นคง  อัลลอฮฺได้ทรงวางภารกิจสำคัญด้านการปฏิบัติไว้ ซึ่งก็คือ (1) การปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ (2) การละหมาด (3) การถือศีลอด (4)  การประกอบพิธีฮัจย์  ไม่เพียง 4 ประการนี้ที่เป็นโครงสร้างของศาสนาเท่านั้น  ยังรวมถึง (5) การบริจาคทาน  อีกประการที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  เพราะอิสลามจะไม่ยอมให้คนจนต้องดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนของคนรวย  ด้วยการบริจาคเพียง  “ทานสมัครใจ” หรือ “ทานอาสา”  เท่านั้น  จึงได้มีการวางระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนขึ้น โดยเรียกสิ่งนั้นเป็นภาษาอาหรับว่า  “ซะกาต” หรือ “ทานบังคับ”  ซึ่งถือว่าเป็นสวัสดิการในชุมชนมุสลิม


     ประเด็นที่น่าคิดว่าทำไมจะต้องมาพูดย้ำถึง “ซะกาต” อีกครั้ง ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ

     (1)ในสังคมปัจจุบันถูกมองว่าวิกฤติมหภาคของงานสังคมสงเคราะห์ไทยไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงและการจัดการกับปัญหาใหม่ๆ  (จิราลักษณ์  จงสถิตมั่น อ้างถึงใน ระพีพรรณ คำหอม, 2545, น. 267) ซึ่งกรณีนี้ ผู้เขียนมองว่า  อาจเป็นเพราะงานด้านสวัสดิการกำลังทำงานเพื่อตามแก้ไขปัญหามากกว่าที่จะปฏิบัติงานเชิงรุกหรือไม่ ? มีการกำหนดมาตรการล่วงหน้าก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นหรือไม่ ? จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ  แล้วจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงสักกี่ครั้ง ? ท่ามกลางสังคมที่ไม่หยุดนิ่งเช่นนี้  อิสลามมีตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ “ซะกาต” ซึ่งเป็นสวัสดิการสังคมรูปแบบหนึ่งในชุมชนมุสลิม ที่มีความทันสมัยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ซึ่งถือว่าเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่มีการกำหนดมาเพื่อป้องกันปัญหาในสังคมอย่างเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรม  เพราะเป็นสวัสดิการที่ไม่ได้ทำให้ผู้เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนตาม แม้เป็นรูปแบบที่หยุดนิ่ง แต่เป็นรูปแบบที่สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างไม่ต้องปรับตัว

     (2) ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต พ.ศ. .......  ตามที่กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ เพื่อให้กองทุนซะกาตปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสุดท้ายที่สำคัญ คือ

     (3) การเพิกเฉยต่อระบบซะกาตในชุมชนมุสลิม


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2009, 22:17:00 »



ความสำคัญของซะกาตในอิสลาม

     คณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2550, น.13) ได้มีการแบ่งรูปแบบสวัสดิการเป็น 4 ฐาน ซึ่ง ซะกาต ถือเป็นสวัสดิการฐานชีวิตวัฒนธรรม  ซึ่งถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานของชีวิต  ในขณะที่  ระพีพรรณ  คำหอม (2545, น. 273) ได้ กล่าวถึง “ซะกาต” ในความหมายที่ใกล้เคียงกัน คือ เป็น “สวัสดิการพื้นถิ่น” ที่เกิดจากฐานคิดทางศาสนา  เป็นสวัสดิการเชิงวัฒนธรรมที่ไม่ได้ปรากฏรูปแบบชัดเจนให้คนภายนอกได้เข้าใจมากนัก  ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำว่า “ซะกาต” จะไม่ใช่คำที่คุ้นเคยนักสำหรับศาสนิกอื่นที่มิใช่มุสลิม แต่เป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาในอิสลาม ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของศาสนา เนื่องจากเป็นหนึ่งในห้าข้อปฏิบัติที่มุสลิมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  “ซะกาต”  จึงถือเป็นการยืนยันการศรัทธาด้วยการปฏิบัติสำหรับมุสลิมทั่วโลก มิใช่เพียงชุมชนมุสลิมภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น


     “ซะกาต”  ตามความหมายในเชิงภาษาศาสตร์ หมายถึง การทำให้สะอาดบริสุทธิ์  ความจำเริญ หรือการพัฒนา  ในขณะที่ความหมายทางชารีอะฮฺ (หนทางปฏิบัติ หรือ วิถีชีวิตที่คนมุสลิมต้องดำเนินตาม) หมายถึง อัตราส่วนที่แน่นอนที่ได้จากทรัพย์สินที่แน่นอนซึ่งบังคับให้จ่ายแก่บุคคลที่แน่นอนหาก (อับดุลเลาะ  บารู, 2549, น. 91)  หรือความหมายที่ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้น คือ สวัสดิการซะกาต ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการสังคมในอิสลามที่มุ่งเน้นให้สวัสดิการในการดูแลปกป้องบุคคลในสังคม ซึ่งเป็นภารกิจของปัจเจกบุคคลที่มีความสามารถ โดยที่หลักสวัสดิการนั้น ได้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอุดมการณ์ของสังคม จริยธรรมของบุคคลในสังคม  พฤติกรรมการใช้ชีวิตในสังคม โดยมีความศรัทธาต่อพระเจ้าเป็นแกนกลาง และการช่วยเหลือด้วยทรัพย์สินเป็นกลไก เพื่อให้ผู้มีสิทธิรับซะกาต สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข  (ศุภชัย  สมันตรัฐ, 2548, น. 16)   


     ดังนั้น  เจตนาของการจ่ายซะกาต  คือ การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากความตระหนี่ ขี้เหนียว ซึ่งเป็นโรคที่เป็นภัยต่อความเจริญทางจิตใจของสังคมมนุษย์ ซะกาตจึงเป็นสิ่งชำระล้างสังคมให้บริสุทธิ์จากการขัดแย้งระหว่างคนมีกับคนจน ซึ่งนอกจากจะเป็นการภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ต่อสังคมส่วนรวมอีกด้วย  พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาด้วยความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถแตกต่างกัน ที่ทำให้รายได้ของแต่ละคนแตกต่างกันตามไปด้วย  อิสลามไม่ต้องการให้ความแตกต่างด้านความสามารถด้านรายได้นี้  นำไปสู่ความแตกต่างด้านชนชั้น จนเกิดความขัดแย้งขึ้นจากความแตกต่างนั้น คนรวยไม่ใส่ใจคนยากจน มองดูด้วยสายตาเหยียดหยาม  ในขณะที่คนยากจนมองคนรวยด้วยสายตาแห่งความอิจฉา และมีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น อิสลามไม่ต้องการให้มีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในสังคม  ดังคำกล่าวของท่านศาสดามุฮัมหมัดที่ว่า “คนใดกินจนท้องอิ่ม แล้วปล่อยให้เพื่อนบ้านหิวโหย คนนั้นมิใช่มุสลิม” ซึ่งคำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะให้คนในสังคมใช้ชีวิตอย่างเกื้อกูลกัน


     นอกจากนี้สิ่งที่ยืนยันความสำคัญของซะกาตในฐานะที่เป็นโครงสร้างสำคัญ 1 ใน 5 ของอิสลาม คือ ซะกาตมีการกล่าวถึงในอัลกุรอ่านควบคู่กับการละหมาด จำนวนหลายประโยค นั่นแสดงให้เห็นว่า เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะละหมาดเป็นหลักปฏิบัติเพื่อพระเจ้า เป็นเสาหลักของศาสนา ในขณะที่ซะกาตเป็นหลักปฏิบัติเพื่อมนุษย์

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2009, 22:32:04 »


ประเภทของซะกาต

     ประเภทของซะกาต (ทานบังคับ)  แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ซะกาตอาหาร และซะกาตทรัพย์สิน

     1. ซะกาตอาหาร  ภาษาอาหรับเรียกว่า “ซะกาตฟิตเราะห์”  หมายถึง  การที่มุสลิมทุกคน ต้องจ่ายทานบังคับให้แก่มุสลิม โดยใช้อาหารหลักของท้องถิ่นบริจาคตามพิกัดที่ถูกกำหนด  สำหรับประเทศไทยซึ่งรับประทานข้าวให้บริจาคข้าวสาร จำนวน 2.75 ลิตร หรือ 4 ทะนาน  หรือบริจาคเงินโดยคิดตามราคาข้าวสารในท้องถิ่นนั้น  โดยผู้ที่ต้องจ่ายซะกาต คือ มุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิงที่มีชีวิตอยู่ในวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน  เพื่อนำไปมอบแก่มุสลิมที่มีความเหมาะสมที่จะรับซะกาต    ซะกาตประเภทนี้ไม่ต้องรอกำหนดเวลา และไม่มีเงื่อนไขของจำนวนการบริจาค เพราะทุกคนต้องจ่ายเท่ากัน

     2. ซะกาตทรัพย์สิน  ภาษาอาหรับ เรียกว่า “ซะกาตมาล”  เป็นซะกาตที่มีการกำหนดเวลา และมีเงื่อนไขของจำนวน เก็บเฉพาะมุสลิมที่มีทรัพย์สินถึงจำนวนที่กำหนด ถ้ามีต่ำกว่า ไม่ต้องจ่ายซะกาต ทรัพย์สินที่ต้องจ่ายซะกาต มีดังนี้

       1. โลหะเงินและทองคำ  เงินสด เงินในบัญชี หุ้น สินค้า หากมีมูลค่าเท่ากับราคาทองคำหนัก 85 กรัม หรือประมาณ 5.66 บาท (ทองคำ 1 บาท หนัก 15 กรัม) เมื่อครบรอบปีต้องจ่ายซะกาต 2.5% จากทรัพย์สินเหล่านี้

       2. ผลผลิตจากการเกษตร  หากเป็นผลผลิตที่เกิดจากการใช้ระบบชลประทานที่ต้องลงทุน อัตราซะกาต คือ 5% หากไม่ใช้การชลประทานและอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว อัตราซะกาต คือ 10%

       3. ปศุสัตว์ เช่น  แพะ  แกะ  วัว  ควาย  อูฐ  เป็นต้น
    
       4. ขุมทรัพย์ที่พบได้ในแผ่นดิน


(ดูข้อมูลสรุปพิกัดและิอัตราซะักาตในรูปตารางได้ในหน้า 4 ของไฟล์ฉบับเต็ม www.tu.ac.th/org/socadm/about/teach/ซะกาต(ทานบังคับ).doc)


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2009, 22:34:48 โดย Abu Sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2009, 22:50:32 »


ใครคือผู้มีสิทธิในซะกาต

กลุ่มคนที่มีสิทธิได้รับซะกาต  อัลกุรอ่านได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน  ดังความหมายว่า

“แท้จริง ซะกาตนั้น สำหรับบรรดาฟากิร (คนยากจน) มิสกีน (คนขัดสน) อามิล (เจ้าหน้าที่บริหารซะกาต) บรรดามุอัลลัฟ (มุสลิมใหม่) ที่ต้องโน้มน้าวใจให้สงบ  อัรริกอบ (เพื่อปลดปล่อยทาสให้เป็นไท) อัลฆอรีมีน (เพื่อคนที่ติดหนี้สิน) ฟีสะบีลิลลาฮฺ (ในหนทางของอัลลอฮฺ) และอิบนุสะบิล (คนเดินทาง) ซึ่งถือเป็นความจำเป็นหนึ่งเพื่ออัลลอฮฺ  อัลลอฮฺทรงรอบรู้อีกทั้งทรงสามารถยิ่ง” (ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ (9) : 60)


ความหมายจากอัลกุรอ่านดังกล่าว  สามารถขยายความถึงบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับซะกาต มี 8 ประเภท คือ

1. ฟากิร  หมายถึง  คนอนาถา หรือ บุคคลที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินใดๆ เลย หรือไม่มีงานการที่แน่นอน และไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของตนได้

2. มิสกีน  หมายถึง  คนขัดสน หรือบุคคลที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนในประเภทที่ 1  โดยได้รับรายได้ในระดับเส้นแห่งความยากจน  พวกเขาอาจมีงานทำที่แน่นอนและมีทรัพย์สินอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของตัวเองได้

     เมื่อมีคนที่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 และ 2  เราอาจจะใช้เกณฑ์ตัดสินผู้มีสิทธิได้รับดังต่อไปนี้ (บรรจง บินกาซัน, 2547, น. 91)
     (1) ระดับของความขัดสน คนที่จะอดตายต้องได้รับก่อน
     (2) ความสัมพันธ์ของบุคคลนั้นกับผู้จ่ายซะกาต ญาติย่อมมีสิทธิได้รับก่อนผู้ที่มิใช่ญาติ
     (3) ระดับของความเคร่งครัดในศาสนาของผู้ได้รับ ตามที่ท่านศาสดากล่าว “อย่าให้ใครกินอาหารของท่านนอกจากผู้มีคุณธรรม”
     (4) มีแหล่งเงินทุนสำหรับคนยากจนและคนขัดสนเป็นการเฉพาะหรือไม่

3. อามิล  หมายถึง  ผู้เก็บซะกาตที่มีสิทธิได้รับซะกาต  เนื่องจากการบริการของเขา

4. มุอัลลัฟ  หมายถึง  คนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ๆ รวมถึงผู้ที่มีแนวโน้มจะเข้ารับอิสลาม  พวกเขาจะได้รับเงินซะกาตเพื่อร้อยรัดความเป็นพี่น้องกันและเพื่อกล่อมเกลาจิตใจเขาให้มั่นคงกับอิสลามตลอดไป และนอกจากนี้มีคนไทยมุสลิมหลายคนที่อยู่ในภาวะนี้ คือ ถูกตัดขาดจากครอบครัวเมื่อหันมาเข้ารับอิสลาม

5. อัรริกอบ  หมายถึง  บ่าวทาสที่ต้องปลดปล่อยให้เป็นไท  ซึ่งในยุคนี้ไม่มีทาส อันนี้ จึงเปรียบเทียบกับรูปแบบของการตกเป็นทาสในทางอ้อม เช่น สังคมมุสลิมที่ถูกกดขี่ข่มเหง  การจับกุมคุมขังทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม  เป็นต้น

6. อัลฆอริมีน  หมายถึง  คนมีหนี้สิน ที่ไม่ผิดต่อแนวทางแห่งอิสลาม

7. ฟีสะบีลิลลาฮฺ  คือ ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ในลักษณะของการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม รวมถึงการสร้างโรงพยาบาล ศูนย์การศึกษา การให้ทุนแก่นักศึกษา เป็นต้น

8. อิบนุสะบีล  หมายถึง  ผู้ที่เดินทาง และเป็นการเดินทางที่ไม่ผิดต่อหลักการของศาสนา


โดยสรุปแล้ว ผู้มีสิทธิได้รับซะกาตข้างต้น ประกอบไปด้วยเหตุผลหลักดังนี้  

1. เพราะความยากจน (ประเภทที่ 1 และ 2)
2. เพราะฐานะภาพเฉพาะ (ประเภทที่ 4, 5, 6 และ 8 )
3. เพราะการบริการ (ประเภทที่ 3)
4. เพราะการทำงานเพื่อสถาปนาอิสลาม  (ประเภทที่ 7)


ซึ่งเมื่อพิจารณาตามเหตุผลหลัก จะเห็นได้ว่าอิสลามให้การช่วยเหลือเกื้อกูลโดยมองรอบด้านครอบคลุมกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งในแง่ของรายได้ สถานภาพทางสังคม ความแตกต่างด้านชนชั้นรวมทั้งผู้ที่ทำงานเพื่อศาสนา  และยังรวมถึงผู้ที่ต้องบริหารจัดการเพื่อให้กองทุนซะกาตมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นค่าจ้างในการปฏิบัติงาน  เหล่านี้ คือ กลุ่มที่อิสลามมีความปรารถนาให้เขาเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ได้รับซะกาตจากผู้ที่มี  ได้รับการช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา ทั้งนี้เพื่อลดช่องว่างความแตกต่างของคนในสังคม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2009, 13:44:08 โดย Abu Sofwan » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2009, 22:56:50 »



ซะกาต – บทบาทในภาคเศรษฐกิจ

     ในเมื่อซะกาต เป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สิน เงินทอง ซึ่งวัตถุประสงค์ของซะกาต นอกเหนือจากการสร้างความสมานฉันท์ ลดช่องว่างแล้ว  สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ซะกาตมีความสำคัญอย่างไรในระบบเศรษฐกิจ

บทบาทซะกาตในภาคเศรษฐกิจ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท (อับดุลเลาะ  บารู, 2549, น. 99-107) คือ

1. เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดสรรรายได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง 

กล่าวคือ ทรัพย์สินจากคนที่มีความสามารถครอบครองจะถูกจัดสรรแก่ผู้เหมาะสมจะได้รับซะกาต  โดยซะกาตทำหน้าที่อุดช่องว่างระหว่างรายได้ในสังคมให้แคบที่สุด  กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำสามารถตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของตนโดยผ่านการจัดสรรรายได้  ซึ่งซะกาตทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงการสะสมทรัพย์สิน  ทรัพย์สินจะหมุนเวียน ไม่สะสมในมือของคนไม่กี่คน แต่ต้องกระจายออกไปเพื่อทุกฝ่ายที่มีความจำเป็นในทรัพย์สินนั้นได้มีโอกาสสัมผัสถึงความอิ่มเอิบ

โดยผลจากตัวทวีซะกาตที่มีต่อผู้รับซะกาต คือ การมีกำลังซื้อที่มากขึ้น โดยสิ่งนี้จะเป็นอุปสงค์ต่อสินค้าในตลาดจะเพิ่มขึ้น  อุปสงค์ส่วนเกินจะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น  สิ่งนี้จะทำให้เกิดมีการลงทุนเพิ่มขึ้น  ตลอดจนเปิดโอกาสให้การว่าจ้างทำงานมากขึ้น  อุปสงค์ต่อแรงงานก็จะเพิ่มขึ้น มาตรฐานการครองชีพในระยะยาวก็จะดีขึ้น  ส่วนผลที่มีต่อผู้จ่ายซะกาต เป็นในแง่ของประโยชน์ในรูปของรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มผลผลิตและรายได้ของรัฐ ด้วยเหตุดังกล่าว จำนวนซะกาตของผู้จ่ายซะกาตก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน  สำหรับผลที่มีต่อรัฐ คือ การได้รับผลประโยชน์ที่สูงกว่า  จนสามารถจัดสรรซะกาตได้มากกว่าเดิม  ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนแคบลง


2. เพื่อลงโทษสำหรับการสะสมทรัพย์สินที่ไม่ก่อประโยชน์

การสะสมทรัพย์สินหรือการกักตุนทรัพย์สิน  อิสลามไม่อนุมัติให้กระทำเช่นนั้น  อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัลกุรอ่าน ความว่า “และบรรดาบุคคลที่สะสมทองคำและไม่ใช้จ่ายมันในหนทางของอัลลอฮฺ  บอกให้พวกเขาได้รู้ถึงโทษทัณฑ์อันสาหัส” (ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ (9) : 34) การสะสมทรัพย์สินนั้นไม่สามารถเอื้อต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  เนื่องจากเงินทุนไม่ได้ถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลผลิต  ในทางตรงข้าม หากเจ้าของทรัพย์สินนำเงินไปลงทุน จำนวนคนมีสิทธิในการรับซะกาตจะลดลง เนื่องจากคนงานที่ยากจนมีงานทำมากขึ้น


3. เพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาความสมดุล

อัตราซะกาตที่กำหนดไว้คงที่จะทำให้ซะกาตทำหน้าที่เหมือนกับเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพทางด้านการเงินได้อย่างอัตโนมัติ  ผลของซะกาตเหมือนกับผลของภาษีรายได้ที่กำหนดไว้แน่นอน หลักประกันการว่างงานและฐานราคาต่ำสุด  บทบาทของซะกาตในฐานะนี้สามารถเห็นได้จากสภาพเศรษฐกิจสองด้าน นั่นคือ ช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองกับตกต่ำ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2009, 23:00:42 »



ซะกาต : การแก้ไขปัญหาสังคม

ซะกาตสามารถแก้ไขปัญหาสังคมในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ และสิทธิของมนุษย์ที่พึงได้รับ ดังรายละเอียด

• หน้าที่ของมุสลิมในการจ่ายซะกาต

จากการที่มีการกำหนดให้มุสลิมทุกคนที่มีทรัพย์สินถึงจำนวน ต้องบริจาคซะกาตโดยไม่มีเงื่อนไข  ซึ่งจากหน้าที่ในภาคบังคับนี้  ท้ายที่สุดสามารถแก้ปัญหาสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ได้


• สิทธิอันพึงมีของมนุษย์

นักวิชาการมุสลิมบางท่าน อาจมองว่าเป็นหน้าที่ของคนที่มีโอกาส และทรัพยากรที่เหนือกว่า ที่จะต้องรู้สึกว่า การได้มาในทรัพยากรของตนเองนั้น มีส่วนทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งต้องเสียสิทธิในการใช้ทรัพยากรลง  ซะกาตจึงเป็นหน้าที่ของคนมี ที่ควรมีสำนึกต่อแนวทางของพระเจ้าในการทำให้สังคมอยู่ดีมีสุข มีความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ในต่างสถานภาพ และระดับทางสังคม  ส่วนผู้รับซะกาตนั้น เป็นผู้ที่ให้โอกาสคนมีได้เรียนรู้ถึงความโอบอ้อมอารีที่พระผู้เป็นเจ้ามีต่อเรา

ในขณะที่นักวิชาการบางท่านอาจมองว่า ไม่ถึงกับทำให้คนกลุ่มหนึ่งเสียสิทธิในการใช้ทรัพยากร  เพราะว่า จะมองการเสียสิทธิไม่ได้  ถ้ามองว่ามีสิทธิเท่ากัน สังคมนั้นจะกลายเป็นสังคมนิยม  การที่คนหนึ่งใช้ทรัพยากรอาจเป็นส่วนที่อยู่ในทรัพย์สินของเขา   ความเหลื่อมล้ำของสังคมที่เกิดขึ้น  จึงจะทำให้สังคมอยู่ได้บนความต่าง  แต่ไม่ได้หมายถึงความเท่ากันในทุกเรื่องทั้งหมด

ทั้งนี้ไม่ว่านักวิชาการจะมีความคิดเห็นอย่างไร  ซะกาตก็เป็นสิทธิอันพึงมีของมนุษย์ที่จะต้องได้รับจากผู้มั่งมี


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2009, 07:03:24 »



ความสัมพันธ์ของซะกาตกับความศรัทธาในอิสลาม

     จะเห็นได้ว่า ซะกาตในอิสลาม เป็นเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ เกื้อกูลกันที่มีความแน่นอน และมีผลต่อจิตใจ  ดังที่บรรจง  บินกาซัน (2547) กล่าวไว้ว่า “การจ่ายซะกาตก่อให้เกิดผลดีต่อผู้จ่าย มันช่วยยับยั้งความต้องการที่จะไขว่คว้าแสวงหาทรัพย์สินทางวัตถุและจะช่วยสร้างคุณธรรมความดีในการแบ่งปันทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นที่ด้อยกว่า บางครั้งความยากจนอาจทำให้หลายคนปฏิเสธคุณธรรมความดี ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้คนจนขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของคนรวย อิสลามได้ทำให้คนรวยมีหน้าที่ต้องจ่ายและจ่ายซะกาตในฐานะเป็นการแสดงความเคารพสักการะพระเจ้า ขณะที่คนยากจนได้รับซะกาตในฐานะที่เป็นสิทธิอย่างหนึ่ง โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับผู้จ่าย”


     ดังนั้น ซะกาตจึงเป็นการสร้างความรัก และความเป็นพี่น้องกันระหว่างคนรวยกับคนจน ช่วยลดความตึงเครียดทางสังคมให้เหลือน้อยที่สุด และเป็นสะพานข้ามช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน


     นักวิชาการบางท่าน เปรียบเทียบว่า ซะกาตคล้ายกับภาษีในสังคม ที่มีการคำนวณรายได้ รายจ่ายจำเป็น มีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง  ในขณะที่ถ้าหากเรามองว่าเป็นการประกันสังคม (มิได้หมายถึงรูปแบบหลักประกันของภาครัฐ) ที่วัดด้วยความศรัทธาในพระเจ้า หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่า ภาษีเป็นกฏหมายในประเทศ  และซะกาต เป็นกฏหมายของศาสนา เพียงแต่ซะกาตเป็นความศรัทธาในพระเจ้า  บัญญัติในซะกาต  มีทั้งที่ไม่หักค่าใช้จ่าย  และหักค่าใช้จ่าย ซึ่งต่างจากภาษีที่หักค่าใช้จ่ายบางส่วนออกก่อน


     หลักการของซะกาต  เป็นการดูแลโดยชุมชนกันเอง  โดยหลักของการจ่ายซะกาตแล้ว รณรงค์ให้มีการช่วยเหลือคนในชุมชนเป็นหลักก่อน แล้วค่อยพิจารณาจ่ายข้ามชุมชน   แต่ต้องเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงถัดๆไป  มิใช่ชุมชนที่ใดก็ได้ที่ผู้ให้ปรารถนาจะให้ ถ้าให้ตามใจปรารถนา สิ่งนั้นไม่เรียกว่า ซะกาต แต่เป็นทานอาสาหรือการช่วยด้วยใจบุญ  และต้องชดใช้ซะกาตที่เข้าใจผิดนั้นให้กับชุมชนตนเองด้วย  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าอิสลามให้ความสำคัญกับคนที่อยู่รอบๆตัว คนที่ใกล้ชิด เกือบในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน ชุมชนใกล้บ้าน โดยผู้รับผิดชอบจัดการซะกาต ต้องรับผิดชอบดำเนินการ  ในบางชุมชนอาจมีคนฐานะดีเป็นส่วนใหญ่ มีรายได้สูง   ซะกาตที่ต้องจ่ายออกก็จะสูง  ผู้รับในชุมชนนั้นอาจได้รับจำนวนเงินที่มากกว่าชุมชนอื่น แต่ทั้งนี้ก็เป็นเงินที่ทำให้เขาเหล่านั้นสามารถอยู่ได้ด้วยความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูง ค่าใช้จ่ายที่สูง ในทางตรงข้าม บางชุมชน อาจมีคนฐานะดีจำนวนไม่มาก ซะกาตที่จ่ายออกมาก็จะมีจำนวนไม่มากตามไปด้วย  ผู้รับก็จะได้รับซะกาตที่พอเพียงกับการครองชีพของตนเองในชุมชนที่มีเศรษฐกิจปานกลาง  จะเห็นได้ว่า ระบบเช่นนี้ จะทำให้ทุกชุมชนอยู่ด้วยกันได้


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2009, 07:07:37 »



ตัวชี้วัดความสำเร็จในเรื่องของซะกาต

     ในอิสลาม สิ่งหนึ่งที่มิได้มีการกล่าวถึงไว้ คือ ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำทั้งหมด ให้มนุษย์คิดค้นเองโดยไม่ได้กล่าวเป็นที่ชัด แต่เมื่อมีการบริจาคซะกาต สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่เห็นได้ชัด คือ
 
     1. ความรักกันในสังคม ระหว่างคนที่มี กับ คนไม่มี  หรือ ผู้ให้ กับ ผู้รับ สิ่งที่เห็นชัด คือผู้รับไม่ถูกทอดทิ้ง คนมีหรือคนให้ มีการยกระดับจิตใจ ให้โอกาสคนอื่นในรูปแบบของการให้เปล่า

     2. ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สังคมต้องช่วยเหลือกัน ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชนนั้น
 
     3. ในสังคมไทย อาจจะมีการกล่าวถึงบ่อยครั้ง คือ การที่ผู้รับเคยชินกับการรอรับ จนรู้สึกว่าตนเองจะต้องได้รับความช่วยเหลือตลอดนั้น ในซะกาต  ผู้ที่ได้รับจากคนอื่น ต้องมีการพัฒนาตนเองเพื่อกลับมาเป็นผู้ให้  เพราะถ้าเขามีความสามารถที่จะมาเป็นผู้ให้บ้าง นั่นหมายถึง การที่เขาสามารถปฏิบัติตามหลักของอิสลามได้อย่างสมบูรณ์อีกประการ (ดูแผนภาพประกอบในหน้า 9 จากไฟล์ฉบับเต็ม www.tu.ac.th/org/socadm/about/teach/ซะกาต(ทานบังคับ).doc)

     4.   หากระบบซะกาตมีการพัฒนาอย่างแท้จริง ท้ายที่สุด จะไม่มีคนด้อยโอกาสในชุมชนนั้น  รวมถึง เศรษฐกิจของแต่ละชุมชนจะดีขึ้น


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2009, 07:11:04 »



ข้อควรพิจารณาและให้ความสำคัญ

ไม่ว่างานสังคมสงเคราะห์ หรืองานสวัสดิการสังคม การทำงานในเชิงรุก ย่อมทำให้เกิดการพัฒนา  และเกิดผลดีกับผู้ใช้บริการมากที่สุด  สวัสดิการถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการลดปัญหาสังคม และการพัฒนาระบบสวัสดิการ คือ กลไกที่ช่วยป้องกันมิให้เกิดปัญหาอื่นๆ อันเนื่องมาจากความจน (คณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , 2550, น.12) เช่นเดียวกับซะกาต  ที่ถ้าหากมีระบบบริหารจัดการที่ดีและถูกต้องตามหลักการของศาสนาแล้ว ก็สามารถแก้ปัญหาความเป็นอยู่พื้นฐานในสังคมได้  สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญในวันนี้  งานสังคมสงเคราะห์ เรากำลังทำงานเชิงรับและเป็นผู้ให้ โดยที่ไม่กระตุ้นให้คนเหล่านั้นช่วยตนเองได้ในที่สุดหรือไม่  เช่นเดียวกับซะกาตที่มีหลักการที่ดี  บนพื้นฐานความศรัทธาในศาสนา แต่ในความเป็นจริง  เราปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด  มีการมองว่าเป็นภาระที่ต้องทำหรือไม่  เป็นการสูญเสียทรัพย์สมบัติที่หามาได้หรือไม่ หรือเรากำลังบริจาคทานกันตามใจชอบ และตีความว่านั่นคือ ซะกาตในความหมายของศาสนา 


ซะกาต  ถ้ามองในแง่การบังคับ คือ ภาระที่ต้องจ่ายทรัพย์สินออกไป  แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง คือ ความทะเยอทะยานที่อิสลามวางไว้ให้ทุกคนทำมาหากิน  เพราะว่าในหลักการของอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการปฏิญาณตน  การละหมาด การถือศีลอด ไม่ว่ามีหรือยากจน ทุกฐานะมิได้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติ ในขณะที่  ฮัจย์  และซะกาตมาล  ถูกกำหนดไว้เฉพาะบุคคลที่มีความสามารถ  สำหรับกลุ่มคนที่อยู่ใน 8 จำพวก บุคคลเหล่านั้นต้องมีความทะเยอทะยานที่จะต้องทำมาหากิน เพื่อสักวันหนึ่ง เขาจะกลายมาเป็นผู้ให้บ้าง และเมื่อนั้น ความสมบูรณ์ในการปฏิบัติตามหลักศาสนาในเรื่องของซะกาตก็จะครบถ้วน  อิสลามไม่ได้ห้ามการแข่งขัน  ไม่ได้แนะนำให้อยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร   ถ้าอยากมี  อยากเป็น เหมือนเช่นคนอื่น  ต้องขยัน ต้องออม ต้องประหยัด ถึงจะมีเงินหรือทรัพย์สมบัติที่จะจ่ายซะกาต  ถ้า ณ วันนี้ เขายังประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้รอรับ แน่นอนเขาย่อมมีโอกาสน้อยกว่าคนอื่นที่จะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า  การให้สวัสดิการซะกาต  คือ การให้โอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และโอกาสที่จะกลับมาเป็นผู้จ่ายซะกาตในวันที่มีทรัพย์สินถึงจำนวน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2009, 07:17:23 »



ทิ้งท้ายประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เมื่อมุสลิมเมินเฉยต่อหลักการซะกาต

     หลายคนอาจมองว่า ถ้ามีระบบการดูแลเช่นนี้ในอิสลาม จะทำให้กลุ่มคนที่ศาสนาให้รับซะกาตได้เหล่านั้น ขาดความกระตือรือร้นในการทำงานเพื่อช่วยเหลือตนเองหรือไม่  แต่ในความเป็นจริง  ผู้รับซะกาตเหล่านั้นต้องพัฒนาตนเองให้มีความกระตือรือร้น  ทะเยอะทะยานในเรื่องของความขยัน เพื่อสักวันในอนาคต  จะได้เป็นผู้ให้ซะกาตกับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าบ้าง  การเป็นผู้รับซะกาต  แม้จะเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการปฏิบัติ  แต่มิได้หมายความว่า เขาเหล่านั้นได้ผ่านหลักปฏิบัติข้อสำคัญหนึ่งของศาสนา  เพราะคำว่า  ซะกาตในหลักการของศาสนา คือ ถ้ามีความสามารถ  ต้องจ่ายซะกาตออก  มิใช่ความสมบูรณ์จะอยู่ที่การรับเข้า   ซึ่งอาจเป็นข้อคิดอีกประการ ที่มุสลิมต้องพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ให้ให้จงได้  นอกจากนี้ศาสนายังพิจารณาและให้ความสำคัญในการให้  มิใช่ผู้รับมีเพียงคุณสมบัติจาก 1 ใน 8 ข้อเท่านั้น  อีกประการที่เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินว่าบุคคลผู้นั้นควรจะได้รับหรือไม่  คือ ความเป็นคนดี ในความหมายของศาสนา ถึงจะมีคุณค่าเพียงพอที่จะได้รับซะกาต  นอกเหนือจากการเป็นคนดีแล้ว หากเป็นในกลุ่มคนที่ยากจนและขัดสน พวกเขาต้องทำงาน  ถ้ายังสามารถที่จะทำงานได้ แต่ไม่ทำ แม้จะเป็นคนดี  ศาสนาก็ไม่ให้  ซึ่งในความจริงความเป็นคนดีของศาสนาดูเหมือนจะรวมความเป็นมนุษย์ที่ดีไว้ด้วยแล้ว

 
     จะเห็นได้ว่า ระบบซะกาต มีความสมบูรณ์ทั้งในแง่แนวคิดและวิธีการ แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในทางปฏิบัติระบบที่สมบูรณ์ลักษณะนี้ เป็นเพียงแนวคิดที่อยู่ในอัลกุรอ่าน เป็นแนวคิดที่มุสลิมทุกคนรู้จัก แต่ความสมบูรณ์ที่แท้จริงอยู่ที่การนำแนวคิด ความศรัทธานี้สู่การปฏิบัติจริง ในปัจจุบัน มีหลายชุมชนที่ปฏิบัติตามหลักการ หลายชุมชนเฉยเมย โดยมีการบริจาคทานกันตามใจชอบ และตีความเข้าข้างการกระทำและความรู้สึกของตนว่าสิ่งนั้น เรียกว่า ซะกาต ทั้งๆที่การบริจาคเหล่านั้นมีค่าเพียง “ทานอาสา”  มิใช่ “ทานบังคับ”  แต่อย่างใด  การหลีกเลี่ยงเช่นนี้ นอกจากจะทำให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม ชุมชนนั้น ไม่ได้รับการดูแลแล้ว ยังถือว่าเขาไม่ปฏิบัติตามหลักการของศาสนา นั่นคือ การไม่ยึดมั่นในคำสั่งใช้ของพระเจ้า  ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต พ.ศ. ……… ขึ้น เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถจัดตั้งกองทุนซะกาต โดยมีรูปแบบและองค์ประกอบของคณะผู้บริหารที่เหมือนกัน มีการบริหารจัดการและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้มีหน้าที่จ่ายซะกาต รวมทั้งทำให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นซะกาตได้ถูกแจกจ่ายไปเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คนยากจน คนขัดสน และบุคคลผู้มีสิทธิได้รับตามศาสนบัญญัติได้อย่างแท้จริง เต็มที่และทั่วถึง

 
     ในวันนี้คงกล่าวได้เพียงว่า  “ซะกาต” จะเป็นรูปแบบเศรษฐกิจชุมชนสำหรับชาวมุสลิมที่มีฐานรากจากศาสนาได้อย่างแท้จริง ขึ้นอยู่กับปัจจัยนำแห่งความสำเร็จเพียงประการเดียว คือ ความศรัทธาที่นำไปสู่การปฏิบัติตามหลักการศาสนาของชาวมุสลิม  ผู้เขียนมองว่า ประเด็นอื่นๆ เป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นธรรมและโปร่งใสเท่านั้นเอง  เพราะ ซะกาต ต่างจากภาษีที่ถูกเรียกเก็บ ผู้ที่ไม่จ่ายซะกาต อาจรอดพ้นจากบทลงโทษในโลกนี้ แต่สำหรับโลกหน้า เขาจะได้รับการลงโทษอย่างสาหัสที่ไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งทุกคำสั่งใช้ของพระเจ้าเต็มไปด้วยเหตุผลและความทันสมัยในทุกยุค ทุกสถานการณ์ ที่ถูกกำหนดมาก่อนแล้ว เมื่อประมาณ 1,400 กว่าปี ก่อนหน้านี้   ดังที่อัลลอฮฺทรงวางโทษของคนมีทรัพย์ที่ไม่ยอมบริจาคในแนวทางของพระองค์ไว้ว่า

“และพวกที่สะสมทองคำและเงิน โดยไม่บริจาคซะกาต และไม่นำออกมาใช้จ่ายในวิถีทางศาสนาของอัลลอฮฺ  มุฮัมหมัดจงแจ้งข่าวการทรมานอันสาหัสที่เป็นข่าวดีสำหรับพวกนั้น ณ วันที่ไฟนรก “ญะฮันนัม” จะทำให้เกิดความร้อนแรง แล้วมันจะถูกนำมารีดบนหน้าผาก สีข้าง  และหลังของพวกนั้น  นี้แหละผลร้ายของพวกเจ้าทั้งหลายที่พยายามสะสมไว้สำหรับการส่วนตัวของพวกเจ้า โดยไม่ยอมบริจาคซะกาต ดังนั้น พวกเจ้าจงลิ้มรสทรัพย์ที่พวกเจ้าได้สะสมมันไว้ โดยไม่ยอมบริจาคเถิด” (ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ (9) : 35)


     ผู้เขียนเชื่อว่า  บทลงโทษที่ปรากฏในอัลกุรอ่านข้างต้น มุสลิมผู้ศรัทธาอย่างแท้จริงจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส ถึงความเจ็บปวดนั้น  เพราะเขาเหล่านั้นได้บริจาคซะกาตตามหลักการศาสนา ในวันนี้ที่ระบบซะกาตไม่พัฒนาในหลายชุมชน หรือเกิดการเมินเฉยต่อซะกาต  สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีอยู่เพียงในใจ แต่ไม่ปรากฏออกมาในทางปฏิบัติ   นั่นคือ กลุ่มคนที่ถูกปิดกั้นจากความดี ดังที่อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ว่า

“เจ้าจะยังไม่ถึงซึ่งความดีงาม  จนกว่าเจ้าทั้งหลายจะได้บริจาคสิ่งที่ท่านรัก”  นั่นคือ การบริจาคซะกาต



เอกสารไฟล์ word www.tu.ac.th/org/socadm/about/teach/ซะกาต(ทานบังคับ).doc


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2009, 07:26:20 »


จบไปแล้ว สำหรับซะกาตในมุมมองของนักสังคมสงเคราะห์ (ไม่ทราบว่าอาจารย์ท่านนี้เป็นมุสลิมหรือไม่? ท่านใดมีข้อมูลช่วยบอกด้วยนะครับ) ซึ่งก็สอดแทรกความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับซะกาตไว้ในระดับหนึ่ง

อินชาอัลลอฮฺ จะได้นำเสนอเรื่องซะกาตอย่างละเอียดต่อไป โดยจะแยกประเด็นซะกาตแต่ละประเภทออกเป็นกระทู้ต่างหาก เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ส่วนกระทู้นี้ จะนำเสนอประเด็นซะกาตในภาพรวม เพิ่มเติมจากบทความข้างต้น (ความประเสริฐของซะกาต บทลงโทษผู้ฝ่าฝืน และแง่มุมอื่นๆของซะกาต) ใครมีอะไรจะเสริม ก็เชิญตามสบายนะครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เด็กสังเคราะห์
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 09:36:44 »

อ.วรรณวดี เป็นมุสลิมค่ะ มุสลิมกทม.

แต่อ.รพีพรรณ ซึ่งคิดว่าเป็นคนทำเรือ่งซะกาตค่ะ เพราะเคยเรียนกับอาจารย์มาค่ะ

อ.รพีพรรณ เป็นคงหาดใหญ่ค่ะ เรียนป.ตรีที่มอ.ปัต อ.คลุกคลีและทำงานกับมุสลิม 3 จังหวัดค่อนข้างเยอะ

แต่จะว่าไปก็ทำงานกับทุกพื้นที่ในประเทศเลยค่ะ..อ.น่ารักค่ะ เข้าใจสังคม เข้าใจความแตกต่างได้ดี เป็นคนเก่งคนหนึ่งเลยละคะ ^_^

จาก..นักศึกษามุสลิม คณะสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์  Smiley
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2009, 13:05:44 »

^
^
ขอบคุณ คุณเด็กสัง(คมสง)เคราะห์ ครับ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาจารย์เจ้าของงานวิจัย

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2017, 13:25:19 »

สาระล้วนๆ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ   Wink
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.238 วินาที กับ 21 คำสั่ง