อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
มิถุนายน 24, 2018, 23:15:21 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: อิกเราะอ์ฟอรั่ม ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างเงียบเหงา ต่อไป

16 พฤษภาคม  2008 อิกเราะอ์ฟอรั่ม ครบรอบ 9 ปีแล้วนะครับ

http://www.iqraforum.com/forum/index.php/topic,2.0.html
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผลจันทน์เทศ..มุสลิมทานได้หรือไม่?  (อ่าน 19823 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2008, 21:06:50 »


หลายวันที่แล้ว พี่ที่เคารพท่านหนึ่งสอบถามเรื่องอาหารที่มีส่วนผสมของ “ผลจันทน์เทศ” ว่ามุสลิมทานได้หรือไม่?

ขอเรียนตามตรงว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อของสมุนไพรชนิดนี้ (ไม่ทราบว่าเชยหรือเปล่า?) และไม่เคยทราบถึงหุก่มของมันมาก่อน จึงได้ทำการค้นหาตามเว็บต่างๆ และจากตำรับตำราที่พอจะมีอยู่.. จากการศึกษา พบข้อมูลที่น่าสนใจพอสมควร จึงขอนำเสนอ ณ ที่นี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับพี่น้องครับ..


โดยบทความชิ้นนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ :

ส่วนที่หนึ่ง : ทำความรู้จักกับ “ผลจันทน์เทศ” โดยครอบคลุมเนื้อหาหลักดังต่อไปนี้ :

-   ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
-   ถิ่นกำเนิด
-   ประโยชน์
-   สารเคมีที่สำคัญ
-   อันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนที่สอง : หุก่มทางศาสนา (ผลจันทน์เทศทานได้หรือไม่?) ในส่วนนี้จะกล่าวถึงทัศนะและคำฟัตวาของอุละมาอ์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ทัศนะ ดังนี้ :

-  ทัศนะที่หนึ่ง : ผลจันทน์เทศถือเป็นสิ่งที่หะรอม ไม่อนุญาตให้รับประทาน หรือใช้ประกอบอาหาร ไม่ว่าจะในปริมาณที่มากหรือน้อย
-  ทัศนะที่สอง : อนุโลมให้รับประทาน หรือใช้ในปริมาณที่น้อยได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้มึนเมา


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Tariq Ibn Ziyad
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 640



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2008, 21:57:37 »

มันเป็นยังไงอ่ะครับ ผลจันทน์เทศ  Huh?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2008, 22:31:20 »



ส่วนที่ 1 : ทำความรู้จักกับ "ผลจันทน์เทศ"


ผลจันทน์เทศ

NUTMEG

جوزة الطيب






-   ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลูกจันทน์เป็นผลผลิตจากพืชในตระกูลไมริสติคาซีอี (Myristicaceae) ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าไมริสติกา แฟรกกรานส์ (Myristica fragrans Houtt.) ลักษณะของพืชเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดปานกลางจนถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูง 30-60 ฟุต บางครั้งอาจสูงมากถึง 70-80 ฟุต เปลือกของลำต้นมีสีเทาเข้ม ใบมีสีเขียวเข้มมีรูปร่างแบบปลายหอก ใบยาว 2-5 นิ้ว หูใบมีสีน้ำตาลหรือสีเหลืองอ่อน ผลมีรูปร่างเกือบกลม สีแดงหรือเหลือง หรือเหลืองส้ม มีความยาว 11/2-2 นิ้ว กว้าง 13/16 นิ้ว เมื่อมองดูผลจะมีลักษณะขรุขระ แต่เมื่อจับดูจะเรียบ เมื่อผลสุกจะแตกออกเป็นสองส่วน


-   ถิ่นกำเนิด

ลูกจันทน์เป็นผลผลิตจากพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย และเกาะโมลัคกา ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะอินเดียตะวันออกนั่นเอง จากนั้นได้แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ลูกจันทน์และจันทน์เป็นเครื่องเทศที่มีใช้กันมานานแล้วตั้งแต่ในสมัยของชาวโรมัน โดยนำไปใช้ผสมเป็นเครื่องแกงในแกงกะหรี่ แต่อย่างไรก็ตามชาวโรมันก็ยังไม่รู้จักพืชนี้ ต่อมาเครื่องเทศนี้ได้แพร่เข้าสู่ยุโรปในศตวรรษที่ 12 จึงทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะตั้งแต่อิตาลีไปถึงเดนมาร์ก ในปัจจุบันประเทศที่เป็นแหล่งผลิตลูกจันทน์และดอกจันทน์ที่สำคัญคือ ตรินิแดด ลังกา อินโดนีเซีย สำหรับในประเทศไทยนั้นมีพบปลูกมากทางภาคใต้ เช่น ตรังและนครศรีธรรมราช


-   ประโยชน์

ลูกจันทน์เป็นเครื่องเทศที่มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านการแพทย์นั้น ได้ใช้ลูกจันทน์เป็นยามาเป็นเวลานานแล้ว เช่น ใช้น้ำมันหอมระเหย รับประทานแก้การอักเสบของทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับลม สำหรับในประเทศไทยนั้นได้ใช้ลูกจันทน์แก้ร้อนใน จุกเสียด กระหายน้ำ ขับลมในลำไส้ บำรุงโลหิต ในทางด้านอาหารได้นำลูกจันทน์และดอกจันทน์ไปใช้แต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด เช่น พุดดิ้ง ขนมปัง ซอส แฮม เนย ไส้กรอก เค้ก ปลา เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกต่างๆ ทำให้มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังได้นำลูกจันทน์ และดอกจันทน์ไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมต่างๆ และเครื่องสำอางเช่นกัน





-   สารเคมีที่สำคัญ

สารเคมีที่พบในลูกจันทน์จะพบในส่วนของน้ำมันหอมระเหย โดยทั่วไปแล้วลูกจันทน์ มีน้ำมันหอมระเหย 5-15% น้ำมันไม่มีสีหรือสีเหลืองอ่อน สำหรับสารเคมีที่พบมีหลายชนิด เช่น แคมเฟอร์อัลฟา-ไปนีน (a-pinene), แคมฟีน (camphene), ลินาลูล (linalool), ไมริสติซิน (myristicin), ซาฟรอล (safrole), ไอโซยูจีนอล (isoeugenol) เป็นต้น ในสารเคมีต่างๆ พบอัลฟาไปนีนและแคมฟีน รวมกันมากถึง 80% นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สารเคมีที่พบในลูกจันทน์ยังแตกต่างกันไปตามแหล่งปลูกอีกด้วย


-   อันตรายที่อาจเกิดขึ้น

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการรับประทานลูกจันทน์เป็นผลเนื่องจากได้รับสารพวกไมริสติซิน ที่พบในน้ำมันหอมระเหย สารนี้มีชื่อทางเคมีว่า 4-อัลลีล-6เมธอกซี-12, 2-เมธีลีนไอออกซีเบนซีน (4-allyl-6-methoxy-1, 2-methylenedioxybenzene) มีสูตรโมเลกุล C11H12O3 สารนี้เป็นพิษต่อร่างกาย โดยทั่วไปในน้ำมันหอมระเหยจะมีไมริสติซิน 4% แต่อาจพบได้มากถึง 12-14% จากการศึกษาความเป็นพิษ ของลูกจันทน์ในหนูทดลองพบว่า ถ้าให้หนูกินน้ำมันหอมระเหยของลูกจันทน์เข้าไปจะมี LD56 ที่ 2620 มม./กก. แต่ถ้าหากเป็นน้ำมันหอมระเหยของลูกจันทน์จากหมู่เกาะอินเดียตะวันออกจะมี LD50 ที่ 500 +- 140 มก./กก.

สำหรับอาการที่เกิดขึ้นนั้นจะพบว่า ไขมันที่ตับถูกทำลายและเกิดเป็นอัมพาต ของระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งนี้เนื่องจากไมริสติซินจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โมโนเอมีน ออกซิเดส (monoamine oxidase) เป็นผลให้มี 5-ไฮดรอกซี-ทริปเอมีน (5-hydroxytrypamine) สะสมอยู่ในสมองเป็นจำนวนมากจึงทำงานผิดปกติไป การทำลายส่วนของร่างกายดังกล่าวนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับปริมาณของไมริสติซินที่ได้รับ โดยถ้าได้รับไมริสติซินในปริมาณมาก จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว การหดและคลายตัวของหลอดเลือดไม่สม่ำเสมอ อุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ เคลิ้มฝัน ตับและไตพิการ ผิวหนังเขียวเนื่องจากขาดก๊าซออกซิเจน ไม่มีการหลั่งของน้ำลาย เกิดการหดตัวของม่านตา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ เกิดอาการเพ้อคลั่งและตายในที่สุด

สำหรับในมนุษย์นั้นจะเกิดอาการเหล่านี้ได้รวดเร็วกว่าสัตว์ จากการศึกษาในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากการรับประทานลูกจันทน์เข้าไปในปริมาณมากจะเกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตาบ่อยครั้ง ประสาทเสื่อม เคลิ้มฝัน อาการดังกล่าวนี้จะเป็นอยู่นาน 6 เดือน ส่วนการรักษาผู้ป่วยนั้น ให้รับประทานอัลคาไลยูรีน (alkai urine) จะช่วยให้อาการกลับสู่สภาวะปกติในช่วง 29 ชั่วโมงต่อมา

สารอีกชนิดหนึ่งในลูกจันทน์ที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ก็คือ ซาฟรอลซึ่งสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ ในหนูที่กินซาฟรอลเข้มข้น 0.5-1% จะเกิดมะเร็งในตับและการเกิดมะเร็งนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถ้าหากได้รับอาหารโปรตีน โดยเฉพาะได้รับเคซีน สำหรับการเกิดมะเร็งที่ตับอาจเกิดโดยการอักเสบ ของเนื้อเยื่อที่ตับจนมีลักษณะเป็นก้อนแข็งๆ ขึ้นมา เรียกว่าเป็นแบบเซอโรซิส (cirrhosis) หรือการเกิดจากการตายของเนื้อเยื่อตับ เรียกว่าเป็นแบบซิสติคนีโครซิส (cystic necrosis) หรือเกิดแบบเนื้อเยื่อที่ตับมีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นจนตับมีขนาดโตกว่าปกติเรียกว่า เป็นแบบไฮเปอร์พลาเซีย (hyperplasia) ซึ่งอาจจะเกิดแบบใดแบบหนึ่งหรือเกิดทั้ง 3 แบบในขณะเดียวกันก็ได้

รศ.บัญญัติ สุขศรีงาม
http://www.elib-online.com/doctors2/herb_myristica01.html


อ่านเพิ่มเติม :
- http://www.oursiam.net/content/display.php?id=65&category=6
- http://www.oknation.net/blog/print.php?id=32201
- http://fruitinthailand.igetweb.com/index.php?mo=3&art=131732
- http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2007/07/E5581097/E5581097.html
- http://webdb.dmsc.moph.go.th/poison/Detail.asp?id=202&Temp=0




เดี๋ยวตามด้วยส่วนที่ 2 ฟัตวาอุละมาอ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันเกี่ยวกับหุก่มของจันทน์เทศครับ อินชาอัลลอฮฺ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2008, 22:48:22 »

โพสไปเรื่อยๆก่อนนะ ไว้จะเอาข้อมูลเรื่องของกินที่มีส่วนผสม ของจันทน์เทศมาลงต่อบ้าง อินชาอัลลอฮฺ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 28, 2008, 22:59:00 โดย kindness » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
ด้วยความจริงใจ
แล้วเราก็ได้มาเจอกันอีก ... ขอบคุณอัลลอฮฺ
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2209


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2008, 06:11:19 »

 Shocked  Shocked  Shocked  Shocked  Shocked

ไม่น่าเชื่อว่าไม้มีชื่อสวยๆ แบบนี้จะร้ายกาจขนาดนี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 20:33:50 »


ส่วนที่ 2 : ทัศนะอุละมาอ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันว่าด้วยหุก่มของจันทน์เทศ


เท่าที่ค้นหามาได้พบว่า อุละมาอ์ส่วนใหญ่ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันต่างมีความเห็นที่เกือบจะตรงกัน ว่าผลจันทน์เทศนั้นหากรับประทานหรือใช้ประกอบอาหารในปริมาณมาก จนก่อให้เกิดผลข้างเคียง หรือมึนเมานั้น ถือว่า “หะรอม” สถานเดียว เพราะอิสลามห้ามสิ่งที่ทำให้มึนเมา หรือเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือสมอง

แต่ทั้งนี้ อุละมาอ์ก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน ว่าอนุญาตให้ใช้ผลจันทน์เทศประกอบอาหาร หรือผสมกับเครื่องหอมในปริมาณที่เล็กน้อย โดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ ได้หรือไม่? โดยอาจสรุปได้ว่ามี 2 ทัศนะดังนี้

ทัศนะที่หนึ่ง : ถือเป็นสิ่งที่หะรอม และไม่อนุญาตให้ใช้ประกอบอาหาร แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่เล็กน้อยก็ตาม ซึ่งบางส่วนของอุละมาอ์ที่มีทัศนะเช่นนี้ ได้แก่

1- อิบนุดะกีก อัลอีด (เสีย ฮ.ศ.702)
2- อิบนุล อิมาด (เสีย ฮ.ศ.808)
3- กะมาลุดดีน บิน อบีชะรีฟ (เสีย ฮ.ศ.906)
4- อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย์ (เสีย ฮ.ศ.974)
5- อิบนุ อาบิดีน (เสีย ฮ.ศ.1252)
6- อัลอักเศาะรอวีย์
7- คณะกรรมการฟัตวา กระทรวงศาสนสมบัติ และกิจการศาสนา – คูเวต
8- สภาอิสลามเพื่อการฟัตวา www.fatawah.com
9- ศูนย์ฟัตวาภายใต้การกำกับดูแลของ ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีฮฺ www.islamweb.net
10- ดร.นายิฟ บิน อะหฺมัด อัลหะมัด ผู้พิพากษาศาลจังหวัดริมาหฺ ซาอุฯ
11- ดร.อับดุรฺเราะหฺมาน อัลญัรอีย์ อาจารย์ ม.กษัตริย์คอลิด ซาอุฯ
12- ศ.ดร.อะหฺมัด อัลกุรดีย์ ผู้เชี่ยวชาญทางฟิกฮฺและสมาชิกสภาฟัตวาหลายแห่ง
13- ดร.อฏิยะฮฺ ศ็อกรฺ อดีตประธานคณะกรรมการฟัตวา ม.อัลอัซฮัร อิยิปต์


ทัศนะที่สอง : อนุญาตให้ใช้ประกอบอาหารในปริมานที่เล็กน้อย โดยที่มันผสมเป็นเนื้อเดียวกันกับอาหาร จนไม่เหลือรูปเดิมของมัน มีเพียงกลิ่นหรือรสชาติ และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง ซึ่งบางส่วนของอุละมาอ์ที่มีทัศนะเช่นนี้ ได้แก่

1- อิบนุ ฟัรฺหูน (เสีย ฮ.ศ.799)
2- ชัมสุดดีน อัรฺร็อมลีย์ (เสีย ฮ.ศ.1004)
3- อัฏฏ็อยยิบ อาบาดี (เสีย ฮ.ศ.1329)
4- มติที่ประชุมทางวิชาการว่าด้วยประเด็นทางฟิกฮฺและการแพทย์ ครั้งที่ 8 – คูเวต 22-24/5/1995
5- ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซซุหัยลีย์ ประธานสันนิบาตอุละมาอ์ภูมิภาคชาม และสมาชิกสภาฟัตวาหลายแห่ง
6- ศ.ดร.อะลี อัลเกาะเราะฮฺ ดาฆีย์ สมาชิกสภาฟัตวาหลายแห่ง และหัวหน้าสาขาวิชาฟิกฮฺ คณะชะรีอะฮฺ ม.กาตาร์
7- ศ.ดร.อะญีล อันนัชมีย์ สมาชิกสภาฟัตวาหลายแห่ง และอดีตคณบดีชะรีอะฮฺ ม.คูเวต
8- เชค มุหัมมัด อัลมุนัจญิด www.islamqa.com
9- ศ.ดร.หุสามุดดีน อัฟฟานะฮฺ อาจารย์คณะอุศูลุดดีน ม.อัลกุดส์ ปาเลสไตน์
10- เชค อะลี อัลหะละบีย์ เชคชาวซีเรีย


เดี๋ยวมาเพิ่มหลักฐานและเหตุผลของแต่ละฝ่าย พร้อมตัวอย่างคำฟัตวาบางส่วน อินชาอัลลอฮฺ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2008, 22:29:33 »






พอเช็คทางกูเกิล ถึงรู้ว่าคืออันเดียวกับในภาพนี้
เพราะเจ้ใช้เม็ดมัน เหมือนในภาพ...ได้เป็นผง
แล้วจะใช้ทำกับข้าวบ่อย

กับข้าวที่มีเนื้อ
ไม่ก็ยิ่งพวกที่มีมันฝรั่ง ก็จะใส่ตลอดอะ..

งึมๆ

ส่วนอันนี้


ที่ผิว แดงๆ ก็เคยได้แบบที่มันแห้งแล้ว
ยังไม่เคยทำกับข้าว เพราะอันนี้ เพื่อนให้มา
แล้วใช้ไม่เป็น..ฮ้าๆๆ ใช้เป็นแต่เม็ดมัน

ส่วนผลมันจริงๆ ก็ไม่เคยกินเหมือนกัน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
อบู อับบาส
Hold Dunya with your hands not your heart
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 223


อยากจะเป็นคนๆ นั้น


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 10:29:30 »

มันคนละอันกับมะขามเทศใช่ปะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

++ เราจะหวังเงินเดือนได้อย่างไร หากไม่ทำงาน ++
== เราจะหวังรางวัลได้อย่างไรหากไม่ทำดี ==
HamzaH
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 60


ญิฮาด.....พิชิตก็ชนะ ตายก็ชนะ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:00:27 »

^
||
คนละอันกัน ครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
jannah
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 19



ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:23:45 »

เรียนเรื่องจันทร์เทศมาตั้งนาน   ไม่ยักกะรู้เลยนะคะเนี่ย  ว่ามันถือว่าเป็นสิ่งหะรอม
ก้อเรียนเฉพาะเรื่องการนำมาใช้เป็นสมุนไพรน่ะคะ
ยาซากัลลอฮฺ บทความดีๆที่มีค่าอันนี้นะคะ
Wink
เป็นความรู้ใหม่จิงๆ  Shocked
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อย่าเศร้าไปเลย..ยามที่รู้สึกเดียวดายในวันนี้
เพราะที่จริงแล้ว  ความเดียวดายในวันพรุ่งนี้นั้นเป็นของแน่นอนยิ่งกว่า
"And everyone of them will come to Him singly on the Day of Judgment." 19:95
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 12:45:43 »

ตามเรื่องให้แล้ว

่เป็นเรื่องเกี่ยวกับปริมาณ สิ่งฮะรอมที่ทำให้มึนเมา  ที่ใช้ในยาและอาหาร จาก สนง.มาตรฐานฮะลาล
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
takbir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 240


สักวันฉันจะเป็น "Super Muslim"


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2008, 13:26:58 »

เพิ่งเคยเห็น ครั้งแรกน่ะเนียะ


 Shocked Shocked
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Ubuntu >> ชีวิตของตู
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2008, 20:09:40 »

 

สำหรับผลจันทร์เทศน์นั้น ยังไม่มีใครมาขอรับรองเครื่องหมายฮาลาล จากสถาบันมาตรฐานฮาลาล

ทางสถาบันมาตรฐานฮาลาล จึงยังไม่มีการแจงรายละเอียดข้อมูลด้านนี้ค่ะ
แต่หลักฐานที่ abu sofwan ก็น่าจะแยกแยะกันได้นะคะ

ด้วยความเคารพค่ะ
วัสลามมุอะลัยกุม
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2008, 21:40:41 »



ชื่อท้องถิ่น (ชื่อเล่น)    : ลูกจันทน์  ลูกจันทน์เทศ  ดอกจันทน์  ดอกจันทน์เทศ
ชื่อสามัญ    : ลูกจันทน์เทศ Nutmeg Tre หรือ Myristica  ดอกจันทน์ Mace หรือ Macis
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2008, 16:56:03 »



# ตัวอย่างคำฟัตวาของนักวิชาการจากทัศนะที่ 1 (ผลจันทน์เทศหะรอม ไม่อนุญาตให้ใช้ประกอบอาหาร แม้ว่าจะในปริมาณที่เล็กน้อยก็ตาม)


1. ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีฮฺ (ศูนย์ฟัตวา www.islamweb.net)


คำถามเลขที่ 50807 : หุก่มผลจันทน์เทศ

ถาม : อะไรคือหุก่มของผลจันทน์เทศน์? ขอบคุณมาก

ตอบ : ผลจันทน์เทศถือว่าหะรอม ตามทัศนะที่มีน้ำหนักที่สุดจากบรรดาทัศนะของนักวิชาการ เพราะมันทำให้มึนเมา และทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมาถือว่าหะรอม ซึ่งคำตอบนี้ก็ตรงกับฟัตวาของท่านอิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย์ ซึ่งยึดข้อสรุปของท่านอิบนุดะกีก อัลอีด (ว่าผลจันทน์เทศส่งผลให้มีอาการมึนเมา) เป็นหลัก..วัลลอฮุอะลัม


คำถามเลขที่ 66395 : หุก่มการผสมจันทน์เทศลงในน้ำชา

ถาม : ฉันมักผสมจันทน์เทศลงในน้ำชาเล็กน้อย เพื่อให้มีกลิ่นหอม ไม่ทราบว่าที่ฉันทำไปนั้นหะรอมหรือไม่?

ตอบ : ไม่อนุญาตให้ผสมจันทน์เทศลงในน้ำชา หรืออาหารอื่นๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่หะรอม (ตามทัศนะที่มีน้ำหนักจากทัศนะต่างๆของนักวิชาการ) เพราะมันทำให้มึนเมา ดังที่ท่านอัลฮัยตะมีย์ ได้รายงานมาจากอิบนุ ดะกีก และทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมาถือว่าหะรอม ดังที่ปรากฎรายงานในหะดีษเศาะหีหฺจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม วัลลอฮุอะลัม


ศูนย์ฟัตวาภายใต้การกำกับดูแลของ ดร.อับดุลลอฮฺ อัลฟะกีฮฺ www.iislamqa.com/paging_fatawa.php?bid=3386&tid=39129



2. คณะกรรมการอิสลามเพื่อการฟัตวา www.fatawah.com

ถาม : อะไรคือหุก่มของจันทน์เทศ?

ตอบ : นักวิชาการทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างเห็นว่าผลจันทน์เทศนั้นถือเป็นสิ่งที่ทำให้มึนเมา ทำให้ร่างกายอ่อนล้า และทำให้ขาดสติ นักวิชาการรุ่นหลังสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ มาลิกีย์ และหะนะฟีย์ รวมไปถึง อิมามนะวะวีย์, อิบนุดะกีก อัลอีด, อัซซัรกะชีย์, อิบนุ ตัยมิยะฮฺ, อัลหัฏฏอบ และอิบนุ อาบิดีน ต่างกล่าวว่า ผลจันทน์เทศนั้นทำให้เกิดอาการมึนเมา ดังนั้น การรับประทานผลจันทน์เทศจึงถือว่าหะรอมอย่างชัดเจน ด้วยหลักฐานหะดีษ “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมา และอ่อนเพลีย” (บันทึกโดย อบูดาวุด)

www.fatawah.com/newsite/default.asp?flag=ShowQuestionFromBank&act=update&qid=222



3. ดร.นายิฟ บิน อะหฺมัด อัลหะมัด (ผู้พิพากษาศาลจังหวัดริมาหฺ ซาอุฯ)

“..ทั้งนี้และทั้งนั้น หากทราบอย่างชัดเจนว่าผลจันทน์เทศมีส่วนประกอบของสารที่ทำให้เกิดอาการมึนเมา หรืออ่อนเพลีย ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่หะรอม ดังปรากฏหลักฐานหะดีษซึ่งรายงานโดยอุมมุ สะละมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า “ท่านเราะสูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมา หรือทำให้อ่อนล้า” (บันทึกโดย อบูดาวุด 3686)

และจากญาบิร บิน อับดิลลาฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “สิ่งที่ปริมาณมากของมันทำให้มึนเมา ปริมาณน้อยของมันก็ถือว่าหะรอม” (บันทึกโดยอะหฺมัด 14744 และ อบูดาวุด 3681)

และจากสะอฺด์ บิน อบีวักกอศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันห้ามพวกท่านจากปริมาณน้อยของสิ่งที่ปริมาณมากของมันทำให้มึนเมา” (บันทึกโดย อันนะสาอีย์ 5608 และอบูยะอฺลา 694)

ดังนั้น จึงสมควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้จันทน์เทศ เพราะมีรายงานจากท่านนุมาน บิน บะชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริง สิ่งที่หะล้าลนั้นชัดเจน และสิ่งที่หะรอมนั้นชัดเจน และระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น มีสิ่งที่คลุมเครือไม่ชัดเจน และหลายต่อหลายคนไม่รู้ว่า (หุก่ม) มันเป็นเช่นไร ดังนั้น ผู้ใดหลีกเลี่ยงสิ่งที่คลุมเครือ ก็เป็นการปลอดภัยสำหรับศาสนา และเกียรติยศของเขา และผู้ใดล่วงล้ำทำสิ่งที่คลุมเครือไป ก็เท่ากับว่าเขาได้นำพาตัวเองสู่สิ่งที่หะรอม เปรียบได้ดั่งคนที่เลี้ยงสัตว์ใกล้ๆกับเขตหวงห้าม สักวันก็อาจจะล่วงล้ำเข้าไปได้” (บันทึกโดยบุคอรีย์ 1946 และมุสลิม 1599)

วัลลอฮุอะลัม

www.olamaashareah.net/nawah.php?tid=3043



4. ฟัตวาคณะกรรมการฟัตวา กระทรวงศาสนา - คูเวต

ถาม : การผสมผลจันทน์ในเครื่องเทศ สามารถทำได้หรือไม่?

ตอบ : ไม่อนุญาตให้รับประทานผลจันทน์เทศ หรือผสมมันลงไปในเครื่องเทศหรืออาหารอื่นๆ เพราะมันมีผลทำให้มึนเมา และทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมานั้นถือว่าหะรอม

http://islam.gov.kw/site/fatwaa/fatwaa_detail.php?fatwaa_id=1232



5. ศ.ดร.อะหฺมัด อัลหัจญีย์ อัลกุรดีย์
ผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการสารานุกรมฟิกฮฺ กระทรวงศาสนา – คูเวต

ถาม : อนุญาตให้ทานผลจันทน์เทศได้หรือไม่? เพราะที่อังกฤษที่เราอาศัยอยู่ผู้คนมักใช้ผลจันทน์ผสมในเครื่องเทศ

ตอบ : จันทน์เทศถือเป็นสารที่ทำให้มึนเมา การทานผลจันทน์เทศถือว่าหะรอม ตามทัศนะของนักวิชาการส่วนมาก ทั้งนี้ นักวิชาการบางท่านก็เห็นว่าอนุญาตให้ใช้มันผสมเครื่องเทศได้ในปริมาณที่เล็กน้อย ตราบใดที่มันไม่ทำให้มึนเมา แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ก็เห็นว่าห้ามทานโดยเด็ดขาด ด้วยหลักฐานหะดีษที่ว่า “สิ่งที่ปริมาณมากของมันทำให้มึนเมา ปริมาณน้อยของมันก็หะรอม” ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ในประเด็นนี้ วัลลอฮุอะลัม

http://islamic-fatwa.net/viewtopic.php?TopicID=1280


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2008, 16:59:37 »



# ตัวอย่างคำฟัตวาของนักวิชาการจากทัศนะที่ 2 (อนุญาตให้ใช้ประกอบอาหารในปริมานน้อย โดยที่มันผสมเป็นเนื้อเดียวกันกับอาหาร จนไม่เหลือรูปเดิมของมัน มีเพียงกลิ่นหรือรสชาติ และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง)


1. ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซซุหัยลีย์ 
ประธานสันนิบาตอุละมาอ์ภูมิภาคชาม

ถาม : อนุญาตให้ใช้จันทน์เทศผสมในเค้กหรือไม่?

ตอบ : อนุญาตให้ใช้จันทน์เทศในปริมาณเล็กน้อยเพื่อแต่งกลิ่นอาหาร เค้ก หรืออื่นๆได้ แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากถือว่าหะรอม เพราะมันทำให้มึนเมา

www.zuhayli.net/fatawa_p34.htm#10



2. ศ.ดร.อะลี อัลเกาะเราะฮฺ ดาฆีย์
หัวหน้าสาขาวิชาฟิกฮฺและอุศูลุลฟิกฮฺ คณะชะรีอะฮฺ ม.กาตาร์

ถาม : การใช้จันทน์เทศปรุงอาหารนั้นถือว่าหะรอมหรือไม่?

ตอบ : ผลจันทน์เทศนั้น หากว่าใช้แล้วไม่ทำให้เสพติด อ่อนเพลีย หรือมึนเมา ก็ถือว่าอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ในระยะหลังมานี้มีกระแสว่าการใช้จันทน์เทศปริมาณมากปรุงอาหารอาจทำให้เกิดการเสพติดหรือมึนเมาได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ถือว่าการใช้จันทน์เทศนั้นไม่เป็นที่อนุมัติตามหลักศาสนา เนื่องจากอิสลามห้ามทุกสิ่งที่ทำให้มึนเมา อ่อนเพลีย และเสพติด และห้ามทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย วัลลอฮุอะลัม

www.islamonline.net/LiveFatwa/Arabic/Browse.asp?hGuestID=69vnqr



3. อิมามอัรร็อมลีย์ นักวิชาการมัซฮับชาฟิอีย์  (เสีย ฮ.ศ.1004)

มีผู้ถามอิมามอัรร็อมลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ถึงหุก่มการทานผลจันทน์เทศ ท่านตอบว่า :
“อนุญาตให้ทานได้ในปริมาณน้อย และถ้าหากว่ามีปริมาณมาก ก็ถือว่าหะรอม” (จากฟะตาวาอัรร็อมลีย์ 4/71)



4. ศ.ดร.อะญีล อันนัชมีย์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์อิสลาม ม.คูเวต

“จันทน์เทศถือเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ใช้แต่งกลิ่นอาหาร มีประโยชน์หลายประการ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าหากทานเข้าไปในปริมาณมากก็จะทำให้เกิดอาการมึนเมา อาเจียน หรือทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นได้ ดังนั้น มันจึงมิได้หะรอมด้วยตัวของมันเอง แต่หะรอมเพราะผลข้างเคียงของมันในกรณีที่ทานเข้าไปในปริมาณมาก ซึ่งนักวิชาการก็เห็นว่า อนุญาตให้ใช้มันได้ในปริมาณน้อยเพื่อผสมในเครื่องเทศ และอาหาร และไม่อนุญาตให้ใช้ในปริมาณมาก...”

www.dr-nashmi.com/fatwa/index.php?module=fatwa&id=104



5. มติที่ประชุมทางวิชาการว่าด้วยประเด็นทางฟิกฮฺและการแพทย์ ครั้งที่ 8 – คูเวต 22-24/5/1995

“อนุญาตให้ใช้จันทน์เทศแต่งกลิ่นอาหารได้ในปริมาณน้อย และไม่ทำให้มึนเมา หรืออ่อนเพลีย”
   
http://islamset.com/arabic/abioethics/muharamat.html


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #16 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2008, 19:27:10 »


สรุปคือ นักวิชาการมีทัศนะเรื่องผลจันทน์เทศ ดังนี้ :

- นักวิชาการทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีความเห็นที่แทบจะตรงกัน ว่าผลจันทน์เทศนั้นหากรับประทานหรือใช้ประกอบอาหารในปริมาณมาก จนก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย หรือทำให้มึนเมา  ก็ถือว่า “หะรอม” สถานเดียว เพราะอิสลามห้ามใช้หรือรับประทานสิ่งที่ทำให้มึนเมา หรือเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือสมอง


- แต่ที่มีความเห็นต่างกันก็คือ ในกรณีที่ใช้ในปริมาณน้อย เพื่อแต่งกลิ่นหรือผสมเครื่องเทศ โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ ดังที่ได้นำเสนอทัศนะและคำฟัตวาของนักวิชาการไปแล้วข้างต้น

ถึงแม้ว่าจะมีนักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าในกรณีนี้อนุญาตให้ใช้ได้ก็ตาม แต่หากเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยง ก็จะเป็นการปลอดภัยกว่า วัลลอฮุอะลัม


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

nuimee อ่านว่า นุ-อัย-มี่
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 148



ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 09:49:13 »


แล้วที่มันเป็นผงๆสีน้ำตาลที่เค้าเอาไว้ใช้โรยบนวิปครีมหรือฟองนมเวลากินโกโก้ มันใช่ผลจันทร์เทศเหมือนกันรึเปล่าค่ะ?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Al Sulaiman
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 13:19:22 »


^
^
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารช่วยเข้ามาให้ความรู้ด้วยครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 23:09:24 »

ตอบในฐานะคนนิยมบริโภคกาแฟแล้วกันค่ะ

ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหาร แต่บนกาแฟสดนั้น มีผงที่นำมาโรยบนกาแฟสดอยู่  2 ชนิด
1.อบเชยป่น
2.จันทร์เทศป่น

โดยมากจะใช้ผงอบเชย เพราะราคาต้นทุนถูกกว่า .....
ถ้ากาแฟ แก้วละ 25 35 เขาไม่โรยหรอกค่ะ มันเปลือง....

แต่ถ้า แก้วละ 45 บาทขึ้นไปก็จะ โรยๆมาบ้าง โดยเฉพาะกาแฟร้อน กาแฟเย็นก็โรยนะคะ
ถ้าสตาบักส์เนี่ยไม่ทราบ (ไม่ได้กินเงิน ข้าพเจ้าหรอก)แก้วละ100 กว่า ทานข้าวได้อิ่มหลายมื้อ

ปกติซื้อเจ้าอบเชยป่น ขวดเล็กๆ มาโรยบนขนมปัง  เลียนแบบขนมปังสติกของป้าแอนน์ แต่เป็นขนมปังที่บ้านแทน 
บางทีก็กาแฟที่ชงเองบ้าง หรือกาแฟใส่นม คาปูชิโน่ทำเองโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องชง


แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ ถามเขาเลยก็ได้ค่้ะ "คุณคะ มันคือผงอะไรคะ  Grin "
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2008, 00:12:13 »


ของหวาน เค้ามีโรงจันทน์เทศป่นด้วยเหรอเจ้เคน?
(ไม่เคยทราบจริงๆ อย่างนี้ สงสัยเผลอโซ้ยไปไม่น้อย)  Embarrassed

ปกติ จะใส่เฉพาะเวลาทำอาหารคาว
อาหารไหนมีพวก มันฝรั่ง เนื้อ ก็จะโรย (ตอนปรุง)

พอดีว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่า (อาจจะ)ทานไม่ได้ด้วย  Embarrassed
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2008, 06:30:29 »

ถ้าโรยก็ในกาแฟ
แต่คนไทยนิยมอบเชย หรือเจ้า"ชินนามอน" กันมากกว่า
จันทร์เทศป่นก็มีใช้ เพื่อความหอม.... เช่นกัน

แต่นอกจากอาคารคาวแล้ว จันทร์เทศป่นก็ถูกนำมาใช้ในเบเกอร์รี่แยะ (ย้อนกลับไปดูคุณสมบัติ "ประโยชน์" ข้างบนได้)
เช่น โดนัท ....       Caramel Apple Cheesecake Bars  ,Toffee Meringue Bars
พวกขนมวิชาขั้นสูง ราคาสูง

แต่อย่างโดนัท ชาวบ้านๆขายก็ไม่นิยมใส่ เพราะไม่เน้นคุณสมบัติหอมๆของแป้งโดมาก
ราคาปานกลางขึ้นมาก็มีสิทธิ


ปริมาณเหล่านี้ไม่น่าจะเมาได้ เช่น 1/4 ช้อนชาบ้าง
แต่ไม่กล้า ขอออกห่างดีกว่า ..........                               


ลัลลา~*
 Grin

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
nuimee อ่านว่า นุ-อัย-มี่
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 148



ดูรายละเอียด
« ตอบ #22 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2008, 18:15:46 »

ญะซากิลลาฮฺค็อยร็อนค่ะ..

ถ้าจะเอาแบบสบายใจก็ถามเค้าเลยดีกว่า
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kindness
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1899



ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: กันยายน 21, 2008, 22:57:33 »

ไปหาเจอส่วนผสมของโค๊ก ฉบับภาษาไทยมา
แต่ไม่ระบุปริมาณเพราะเป็นสูตรลับเฉพาะ 

ปี ค.ศ.1983 นักเขียนอเมริกัน วิลเลียม พาวน์สโตน ตีพิมพ์ผลงานที่มีความยากลำบากในการค้นคว้าชื่อว่า Top Secret
เขาบอกว่า ส่วนผสมหลักของโค้ก บริษัทจะกำหนดเป็นส่วนผสมหมายเลข 1-9 และเรียกว่าเป็นสินค้านั้น มีดังนี้คือ

1.น้ำตาล
2.น้ำตาลไหม้
3.กาเฟอีน(ไร้กาเฟอีน)
4.กรดฟอสฟอริก
5.สารสกัดจากใบโคคา(สกัดเอาโคเคนออกแล้ว) และสารสกัดจากเมล็ดโคลาปริมาณเล็กน้อย
6.กรดน้ำส้ม และโซเดียมไซเทรต

7X.มะนาวฝรั่ง ส้ม มะนาว แคสเซีย(cassia คืออบเชยชนิดหนึ่ง)น้ำมันลูกจันทร์เทศ และสารอื่นๆ
8.กลีเซอรีน
9.วานิลลา


การวิเคราะห์สารเคมีทำให้รู้ส่วนผสม บางอย่าง แต่ส่วนที่ค้นพบยากที่สุดคือส่วนที่เป็นหัวน้ำมันหอมระเหยใน สินค้าหมายเลย 7X (ไม่มีคำอธิบายความหมายของ X) การนำเอาหัว เชื้อเหล่านี้มาผสมกันใช่ว่าจะได้กลิ่นและรสชาติตามสูตรของโคคา-โคล่า เพราะน้ำมันเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากันเกิดเป็นกลิ่นและรสชาติอื่นๆ ได้อีก การที่จะลอกเลียนแบบต้องรู้ส่วนผสมและสัดส่วนที่แท้จริง ซึ่งยากในการวิเคราะห์ ด้วยเหตุนี้ส่วนผสมก็ยังคงเป็นความลับสุดยอดของโคคา-โคล่า จนถึงทุกวันนี้


เพิ่มเติมเรื่องข่าวลือ....
เรื่องเล่าและข่าวลือเกี่ยวกับโค้ก

โค้ก มีเรื่องเล่าและข่าวลือมากมายกล่าวถึงผลเสียเนื่องจากโค้ก ซึ่งข่าวลือยังมีปรากฏแม้แต่ในเว็บไซต์สภากาชาดไทย เรื่องราวต่างๆ ส่วนมากจะเน้นในแนวขำขันและการนำโค้กไปใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ปริมาณกรดในโค้กมีมากเพียงพอที่จะทำลายอวัยวะภายในร่างกาย

ในความเป็นจริงค่าความเป็นกรดด่าง หรือ pH ของโค้กมีค่า 2.5 ซึ่งใกล้เคียงกับมะนาว หรือ เลมอน มีค่า pH 2.4 หรือ ส้ม มีค่า pH 3.5 หรือแม้แต่ข่าวลือว่าตำรวจสหรัฐอเมริกาใช้โค้กในการล้างเลือดบนถนนกรณีเกิด เหตุรถชน หรือแม้แต่โค้กสามารถละลายฟันในช่องปากในตอนกลางคืน หรือโค้กใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์โดยใช้โค้กที่มีฤทธิ์เป็นกรดเทฆ่าอสุจิ

ซึ่งข่าวลือต่างๆ เป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อความสนุกสนาน (ถึงแม้ว่ารายการมิธบัสเตอร์ส ได้มีการทดสอบในการใช้โค้กช่วยในการล้างเลือดที่เปื้อนเสื้อผ้า) ข่าวลือยังมีกล่าวว่าโค้กใช้ในการขจัดคราบเกลือ บริเวณขั้วแบตเตอรีรถยนต์ให้สะอาดได้ ซึ่งโดยปกติแล้วคราบเกลือสามารถกำจัดได้โดยใช้น้ำอุ่นธรรมดาเช่นเดียวกัน




อ่านรายละเอียด ตำนานของ "โคคา โคล่า".. ในตำนาน ได้ที่นี่









ถ้ามันไม่ฮาล้าล และไม่มีประโยชน์กับร่างกายก็อย่าไปทานเต๊อะ 

(โหมดแบบว่า ข่าวลือ fwd. อันใด ถ้าไม่มีหลักฐานเนี่ย kn ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ นอกจากมีหลัีกฐานยืนยัน  Grin แฮ่..... )
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"เอาหรือไม่ที่ฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพวก ท่านมากกว่าอัด ดัจญาล?..(นั่นคือ)ชิรกฺ คอฟียฺ(ชิรกฺ ซ่อนเร้น) คือการที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาละหมาด โดยเขาทำการละหมาดเสียอย่างงดงาม อันเนื่องจากการมองดูของคนๆหนึ่ง" (เศาะฮีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3389  โดยชัยคฺ อัล อัลบานียฺ)
SunShine
เป็น...
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1978


Ich bin nur, was Gott mir gegeben hat.


ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: กันยายน 22, 2008, 09:25:16 »


^
^

อืม...เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เพราะหลายคนยังขาดโค๊กไม่ค่อยได้

...
ส่วนเรื่อง forward mail มันไม่ค่อยจะกวนใจเจ้เท่าไหร่
เพราะได้รับปุ๊บ ลบปั๊บเลย แฮ่...(คือ ไม่อ่านเลย)

 Tongue Tongue

ต้องขอมาอัฟ สำหรับ forward mail ดีดี ที่เจ้ไม่อ่านด้วยแล้วกันเนอะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

If a muslim leave anything for the sake of Allah;
      InshaAllah he/she will be given something much better

ถ้ามุสลิมคนนึงยอมละทิ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่ออัลลอฮ์ อินซาอัลลอฮ์ เค้าคนนั้นจะได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามากกว่านั้น
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.162 วินาที กับ 22 คำสั่ง