อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
กรกฎาคม 21, 2018, 04:54:49 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ษะอฺละบะฮฺ...เศาะหาบะฮฺผู้ถูกใส่ไคล้  (อ่าน 3445 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1135


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 22:03:06 »

การกล่าวหาและใส่ไคล้บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูลศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัม นับวันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและไม่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ของชาวชีอะฮฺเท่านั้น เศาะหาบะฮฺที่มีชื่อว่า ษะอฺละบะฮฺ บิน หาฏิบ ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เป็นเหยื่อแห่งการใส่ไคล้ว่าเป็นมุนาฟิก ซึ่งได้เล่าสืบต่อกันมาอย่างแพร่หลาย ทั้งในหนังสืออรรถาธิบายอัลกุรอานหรือตัฟสีรฺ หนังสือประวัติศาสตร์ และในหมู่นักเผยแพร่อิสลาม ในขณะที่ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาเศาะหาบะฮฺที่เข้าร่วมสงครามบะดัรฺซึ่งอัลลอฮฺทรงสัญญาว่าจะได้เข้าสวรรค์

1. ต้นตอของเรื่อง
บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานมักจะอ้างถึงประวัติการใส่ไคล้ษะอฺละบะฮฺผู้นี้เกี่ยวกับสาเหตุแห่งการประทานอายะฮฺที่ 75-77 ของสุเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺที่ว่า
(وَمِنْهُم مَّنْ عَاهَدَ اللّهَ لَئِنْ آتَانَا مِن فَضْلِهِ لَنَصَّدَّقَنَّ وَلَنَكُونَنَّ مِنَ الصَّالِحِينَ، فَلَمَّا آتَاهُم مِّن فَضْلِهِ بَخِلُواْ بِهِ وَتَوَلَّواْ وَّهُم مُّعْرِضُونَ، فَأَعْقَبَهُمْ نِفَاقاً فِي قُلُوبِهِمْ إِلَى يَوْمِ يَلْقَوْنَهُ بِمَا أَخْلَفُواْ اللّهَ مَا وَعَدُوهُ وَبِمَا كَانُواْ يَكْذِبُونَ) [التوبة :75-77]
“และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่ได้สัญญากับอัลลอฮฺว่า ถ้าหากพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเขา ซึ่งส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์แล้ว แน่นอนพวกเราจะบริจาคทานและจะเป็นผู้ที่อยู่ในหมู่คนดี ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเขาซึ่งส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์ พวกเขากลับตระหนี่ในส่วนนั้น และได้ผินหลังให้(ไม่ยอมบริจาคทาน) ดังนั้นพระองค์ทรงทำให้เกิดความกลับกลอกในหัวใจของพวกเขาจนกระทั่งถึงวันที่พวกเขาต้องพบกับพระองค์เนื่องจากความบิดพริ้วของพวกเขาต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ และเนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา”

2. สายรายงานที่อ่อนมาก
เกี่ยวกับเรื่องนี้มีการเล่ามาจากสามกระแสรายงานดังต่อไปนี้

2.1 สายรายงานที่หนึ่ง
ท่านอบูอุมามะฮฺ อัลบาฮิลีย์เล่าว่า “ษะอฺละบะฮฺ บิน หาฏิบ อัลอันศอรีย์ได้ไปหาท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัม พลางกล่าวว่า “โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ โปรดวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงประทานทรัพย์สินแก่ฉันด้วยเถิด”  ท่านรสูลได้กล่าวแก่เขาว่า “โอ้อนิจจาษะอฺละบะฮฺเอ๋ย สิ่งที่มีอยู่เพียงน้อยนิดที่เจ้าสามารถปฏิบัติ(เพื่อแสดง)ความขอบคุณ ดีกว่าสิ่งที่มีมากมาย แต่เจ้าไม่สามารถ(แสดงความขอบคุณได้”.
ต่อมาเขาได้มาหาท่านรสูลอีก และกล่าวว่า  “โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ ได้โปรดวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงประทานทรัพย์สินแก่ฉันด้วยเถิด” ท่านรสูลได้แก่เขากล่าวว่า “ฉันไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเจ้าดอกหรือ ฉันขอสาบานด้วยพระนามของผู้อภิบาลผู้ซึ่งตัวฉันอยู่ในกำมือของพระองค์ หากแม้นว่าฉันต้องการจะให้ภูเขาที่เป็นทองคำและเงินเดินทางพร้อมกับฉัน แน่นอนมันต้องเดินตามฉัน”.

ต่อมาเขาได้มาหาท่านรสูลอีกและกล่าวว่า “โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ ได้โปรดวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ประทานทรัพย์สินแก่ฉันด้วยเถิด ฉันขอสาบานด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลที่ได้ทรงบังเกิดท่านด้วยสัจธรรม หากแม้นว่าอัลลอฮฺได้ทรงประทานทรัพย์สินแก่ฉันแล้ว แน่นอนฉันจะมอบทุกๆสิทธิตามสิทธิต่างๆ”  ดังนั้นท่านรสูลจึงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดประทานทรัพย์สินแก่ษะอฺละบะฮฺด้วยเถิด โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดประทานทรัพย์สินแก่ษะอฺละบะฮฺด้วยเถิด”.
อบูอุมามะฮฺเล่าต่อไปว่า “แล้วเขาก็เริ่มทำการเลี้ยงแพะ จนมีการออกลูกและขยายพันธุ์อย่างมากมายเสมือนหนอน  ตอนแรกเขาพอมีเวลากลับไปละหมาดซุฮฺริและอัศริ ณ มัสยิดร่วมกับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัม ส่วนเวลาละหมาดอื่นๆเขาก็ทำการละหมาด ณ ท้องทุ่งที่เขาเลี้ยงแพะอยู่

แต่หลังจากที่แพะของเขาได้ขยายพันธ์และเพิ่มมากขึ้น เขาก็ไม่มีเวลามาร่วมละหมาดญะมาอะฮฺพร้อมๆกับท่านรสูล ยกเว้นละหมาดวันศุกร์เท่านั้น และหลังจากที่สัตว์เลี้ยงของเขาได้ชขยายพันธ์และเพิ่มมากขึ้นอีก เขาก็ไม่มีเวลาที่จะไปร่วมละหมาดกับท่านรสูลุลลอฮฺ ทั้งละหมาดญุมอัตและญะมาอะฮฺ  อยู่มาวันหนึ่ง ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัมได้ถามหาเขาว่า “ษะอฺละบะฮฺกำลังทำอะไรอยู่?” บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงตอบว่า “โอ้ท่านรสูล ษะอฺละบะฮฺได้ครอบครองแพะจนล้นทุ่งแล้ว” ดังนั้นท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า “โอ้ความพินาศต้องประสบแก่ษะอฺละบะฮฺ ความพินาศต้องประสบแก่ษะอฺละบะฮฺ ความพินาศต้องประสบแก่ษะอฺละบะฮฺ”.

และแล้วอัลลอฮฺก็ประทานอายะฮฺ(คำสั่งให้)บริจาคทานลงมาแก่ท่านนบี ดังนั้นท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัม จึงแต่งตั้งและส่งชายคนหนึ่งจากเผ่าสุลัยม์และอีกคนหนึ่งจากเผ่าญุฮัยนะฮฺ และท่านได้เขียนสำหรับทั้งสองเกี่ยวกับอายุของซะกาตว่าทั้งสองควรเก็บอย่างไร และท่านได้กล่าวแก่ทั้งสองว่า “เจ้าทั้งสองจงไปหาษะอฺละบะฮฺ บิน หาฏิบ และชายอีกคนหนึ่งจากเผ่าสุลัยม์และจงเก็บซะกาตของทั้งสองคนนั้น” 

ดังนั้นทั้งสองจึงออกเดินทางจนไปพบกับษะอฺละบะฮฺและขอให้เขาจ่ายซะกาตและทั้งสองได้อ่านหนังสือที่ท่านรสูลได้เขียนไว้ให้เขาฟัง เขากล่าวว่า “นี่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากส่วย นี่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากพี่น้องของส่วย เจ้าทั้งสองจงเดินทางไปเก็บจากคนอื่นก่อนเถิดเสร็จแล้วค่อยแวะมาหาฉัน” ดังนั้นทั้งสองจึงจากเขาไป
ส่วนชายเผ่าสุลัยม์เมื่อทราบข่าวการเดินทางของทั้งสองมาหาเขา เพื่อจะไปเก็บซะกาต เขาก็เตรียมคัดเลือกอูฐที่ดีของเขา แล้วแยกออกเพื่อจ่ายซะกาต แล้วเขาพาอูฐสำหรับการจ่ายซะกาตดังกล่าวไปพบกับทั้งสอง หลังจากที่ทั้งสองได้เห็นอูฐซะกาตของเขาจึงถามขึ้น(อย่างแปลกใจ)ว่า “มีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าหรือ” เขาตอบว่า “เจ้าทั้งสองจงรับไปเสีย เพราะแท้จริงฉันขอมอบให้ด้วยความยินดียิ่ง”

หลังจากที่ทั้งสองได้เดินทางไปเก็บซะกาตจนหมดสิ้นแล้ว ทั้งสองจึงวกกลับมาหาษะอฺละบะฮฺอีกครั้ง และษะอฺละบะฮฺได้กล่าวแก่ทั้งสองว่า  “ขอฉันดูหนังสือของเจ้าทั้งสองหน่อยสิ” แล้วเขาก็อ่านมันและกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากส่วย นี่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากพี่น้องของส่วย… เจ้าทั้งสองจงกลับไปเสียจนกว่าฉันจะตัดสินใจได้(ว่าจะให้หรือไม่)” ดังนั้นทั้งสองจึงกลับไป
เมื่อท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัมได้เห็นทั้งสองก่อนที่ทั้งสองจะพูดกับท่าน ท่านกล่าวว่า “โอ้ความอัปยศต้องประสบกับษะอฺละบะฮฺ” และท่านรสูลก็ได้ขอความเจริญพรแก่ชายเผ่าสุลัยม์คนนั้น และทั้งสองก็ได้เล่าเรื่องการกระทำของษะอฺละบะฮฺให้ท่านฟัง ดังนั้นอัลลอฮฺจึงประทานอายะฮฺ ที่75-77 ของสุเราะฮฺอัตเตาบะฮฺลงมา ซึ่งขณะนั้นมีญาติสนิทของษะอฺละบะฮฺคนหนึ่งอยู่พร้อมกับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะสัลลัมด้วย และได้ยินเรื่องดังกล่าว ดังนั้นเขาจึงเดินทางไปหาษะอฺละบะฮฺและกล่าวแก่เขาว่า “ ความอัปยศต้องประสบกับเจ้าโอ้ษะอฺละบะฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงประทานอายะฮฺเกี่ยวกับตัวเจ้า... ดังนั้นษะอฺละบะฮฺจึง(รู้สึกสำนึกผิดและออก) เดินทางไปหาท่านรสูล และวิงวอนขอให้ท่านรับซะกาตจากเขา ท่านรสูลตอบว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงห้ามไม่ให้ฉันรับซะกาตจากเจ้า” เขาก็ได้แต่เอาฝุ่นดินโรยลงบนหัวเขา (อย่างหมดอาลัย เพราะเสียใจในการกระทำของเขา)  แล้วท่านรสูลก็กล่าวต่อไปว่า “นี่เป็นการกระทำของเจ้าเอง ความจริงฉันได้สั่งกำชับเจ้าแล้ว แต่เจ้าก็ไม่เชื่อฟังฉัน”  เมื่อท่านรสูลไม่ยอมรับซะกาตจากเขา เขาก็เดินกลับบ้าน ต่อมาท่านรสูลก็เสียชีวิตโดยที่ท่านไม่ได้รับเอาสิ่งใดเลยจากษะอฺละบะฮฺ
หลังจากที่ท่านอบูบักรฺขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮฺ ษะอฺละบะฮฺก็ได้ไปหาอบูบักรฺและกล่าวว่า “แท้จริงท่านก็ทราบถึงสถานภาพของฉันในสายตาของท่านรสูลและชาวอันศ้อรฺ ดังนั้นโปรดรับซะกาตของฉันด้วยเถิด”  อบูบักรฺกล่าวว่า “ท่านรสูลยังไม่ยอมรับซะกาตจากเจ้า แล้วเจ้าจะให้ฉันรับกระนั้นหรือ” แต่แล้วอบูบักรฺก็เสียชีวิตโดยที่ไม่ได้เก็บสิ่งใดจากเขา

หลังจากที่อุมัรขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ษะอฺละบะฮฺก็มาหาอุมัรอีก และกล่าวว่า “โอ้ท่านอมีรุลมุอฺมินีน โปรดรับซะกาตจากฉันด้วยเถิด”  อุมัรจึงกล่าวว่า “ท่านรสูลและอบูบักรฺยังไม่ยอมรับซะกาตจากเจ้า แล้วเจ้าจะให้ฉันรับมันกระนั้นหรือ” และท่านก็เสียชีวิตโดยที่ไม่ได้เก็บสิ่งใดจากเขา

หลังจากที่อุษมานขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮฺ ษะอฺละบะฮฺก็มาหาอุษมานอีก และขอร้องให้ท่านรับซะกาตจากเขา อุษมานจึงกล่าวว่า “ท่านรสูล อบูบักรฺ และอุมัรยังไม่ยอมรับซะกาตจากเจ้า แล้วเจ้าจะให้ฉันรับมันกระนั้นหรือ” สุดท้ายษะอฺละบะฮฺก็เสียชีวิตในสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 09, 2008, 22:06:32 โดย SeRiaL » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1135


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 22:05:36 »

ที่มาของสายรายงาน
สายรายงานนี้บันทึกโดย อิบนุญะรีรในตัฟสีรญามิอุลบะยาน 10/130, อิบนุลอะษีรฺ ในอุสดุลฆอบะฮฺ 1/283-285,  อิบนุอับดิลบัร ในอัลอิสตีอาบ 1/201, อิบนุ หัซฺมิน ในอัลมุหัลลา 11/208, อัตเฏาะบะรอนีย์ ในอัลมุอฺญัม อัลกะบีรฺ, อัลบัยหะกีย์ ใน อัดดะลาอิล, และอื่นๆ ทั้งหมดบันทึกมาจากสายรายงานของมุอาน บุตร ริฟาอะฮฺ ซึ่งได้มาจาก อะลี บุตรยะซีด จากอัลกอสิม บุตร อับดุรเราะหฺมาน จากอบุมามะฮฺอัลบาฮิลีย์...

สถานะของกระแสรายงาน
สายรายงานนี้อ่อนมาก(เฎาะอีฟญิดดัน) เพราะอัลบุคอรีย์ได้กล่าวหาผู้รายงานที่ชื่อ อะลี บุตรยะซีด อบูอับดุลมะลิก อัล-อัลฮานีย์ในหนังสือ อัตตารีฆ อัลกะบีร(6/301) ว่า “มุนกะรุลฮะดีษ (เป็นผู้ที่ถูกปฏิเสธในการรายงาน)” และอัลอุก็อยลีย์ก็เห็นพ้องด้วย (อัฎฎุอะฟาอฺ อัลกะบีร 3/254), อันนะสาอีย์กล่าวว่า “เขาไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือได้” และท่านกล่าวอีกที่หนึ่งว่า “การรายงานของเขาถูกทิ้ง (มัตรูก อัล-หะดีษ)”, อบูซุรฺอะฮฺกล่าวว่า “การรายงานของเขาไม่แข็ง(อ่อน)”, อัดดาเราะกุฏนีย์ อัลบัรฺกีย์ และอัลอัซดีย์ ทั้งสามกล่าวเช่นเดียวกับอันนะสาอีย์ว่า “การรายงานของเขาถูกทิ้ง (มัตรูก อัล-หะดีษ)”, และอัซซะฮะบีย์ได้กล่าวในหนังสือ อัลมุฆนีย์ หน้าที่/457 ว่า “บรรดานักหะดีษต่างกล่าวหาว่าเขาเป็นนักรายงานที่อ่อน และอัดดาเราะกุฏนีย์ได้ละทิ้งการรายงานของเขา”.ฯลฯ

สรุปแล้ว บรรดาอุละมาอฺหะดีษต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “ต้องละทิ้งการรายงานต่างของอะลี บุตร ยะซีดผู้นี้” ท่านอิบนุหะญัรได้อ้างถึงคำพูดของอัสสาญีย์ในหนังสือ ตัฮฺซีบ อัตตัฮฺซีบ (7/397) ว่า “บรรดานักวิชาการต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเขาเป็นนักรายงานที่อ่อน”  และอิบนุหิบบานได้กล่าวในหนังสือ อัลมัจญ์รูหีน (2/63) ว่า “...เมื่อมีการรวมกันในการรายงานหะดีษของอุบัยดิลลาฮฺ บุตรซัหฺร อะลี บุตรยะซีด และ อัลกอสิม อบูอับดุรเราะหฺมาน แล้ว หะดีษดังกล่าวมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นเพียงรายงานที่พวกเขาสร้างขึ้นมากับมือของพวกเขาเอง” และท่านกล่าวถึงอะลี (2/110) ว่า “เป็นการรายงานที่ถูกปฏิเสธอย่างยิ่ง...จะอย่างไรก็ตามจำเป็นต้องหลีกห่างจากการรายงานของเขา...”
ส่วนมุอาน บุตรริฟาอะฮฺ อัลเญาซะญานีย์กล่าวว่า “เขาไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงได้” และยะหฺยา บุตร มะอีน กล่าวว่า “เขาเป็นนักรายงานที่อ่อน” และอัลอุก็อยลีย์ก็เห็นชอบในคำพูดของยะหฺยา(อัฎฎุอะฟาอฺ อัลกะบีรฺ 4/256). อัซซะฮะบีย์กล่าวใน หนังสือ มีซาน อัล-อิอฺติดาล (4/134) ว่า “เขาเป็นนักรายงานหะดีษที่ไม่แม่นยำ” และอิบนุหะญัรเห็นชอบด้วยในหนังสือ ตัฮฺซีบ อัตตัฮฺซีบ (10/22) ส่วนอิบนุหิบบานกล่าวในหนังสือ อัลมัจญ์รูหีน (3/36) ว่า “การรายงานของเขาเป็นที่ถูกปฏิเสธ ชอบรายงานหะดีษมุรสัล และรายงานจากกลุ่มชนที่ไม่เป็นที่รู้จัก หะดีษที่เขารายงานไม่คล้ายกับหะดีษบรรดาผู้ที่น่าเชื่อถือรายงานเลย เมื่อการรายงานส่วนใหญ่ของเขาเป็นที่จิตใจรับไม่ได้ ดังนั้นจึงสมควรจะละทิ้งการนำรายงานของเขามาเป็นหลักฐานอ้างอิงเสีย”.

2.2 สายรายงานที่สอง
อิบนุอับบาสเล่าว่า คำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า “และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่ได้สัญญากับอัลลอฮฺว่า ถ้าหากพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเขา ซึ่งส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์แล้ว แน่นอนพวกเราจะบริจาคทานและจะเป็นผู้ที่อยู่ในหมู่คนดี...”
เหตุที่อัลลอฮฺทรงประทานอายัตนี้ลงมา เพราะครั้งหนึ่งได้มีชายชาวอันศอรคนหนึ่งมีชื่อว่า ษะอฺละบะฮฺ บุตร หาฏิบได้เข้าร่วมชุมนุมและได้ให้คำมั่นสัญญากับพวกเขาทั้งหลายด้วยคำว่า “หากแม้นว่าอัลลอฮฺได้ทรงประทานความโปรดปรานของพระองค์(ทรัพย์สินเงินทอง)แก่ฉัน ฉันจะใช้มันให้ถูกกับที่อย่างแน่นอน และฉันจะให้บริจาคมัน ฉันจะผูกสัมพันธ์กับญาติมิตรให้แน่นแฟ้น” ดังนั้นอัลลอฮฺจึงทรงทดสอบเขาด้วยการประทาน(ความโปรดปราน)ทรัพย์สินของพระองค์แก่เขา แต่แล้วเขากลับไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่เคยได้ลั่นไว้ อัลลอฮฺจึงทรงกริ้ว ดังนั้นพระองค์จึงทรงเล่าเหตุการณ์ของเขาไว้ในอายัตดังกล่าว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1135


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 22:09:20 »

ที่มาของสายรายงาน
สายรายงานนี้บันทึกโดย อิบนุญะรีร ใน ญามิอุลบะยาน 10/130 จากสายรายงานของ มุหัมมัด บุตร สะอฺด์ จากบิดาของเขา รายงานจากลุงของเขา รายงานจากบิดาของเขา รายงานจากบิดาของเขาอีกทีหนึ่ง กล่าวว่า อิบนุอับบาสเล่าว่า...

สถานะของสายรายงาน
สายรายงานนี้ถือว่าตกต่ำเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสายรายงานที่เป็นลูกโซ่มาจากตระกูลเอาฟีย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่อ่อนด้านการรายงานหะดีษ

2.3 สายรายงานที่สาม
อัลหะสันเล่าว่า “ในบรรดาผู้ที่ได้ทำสัญญากับอัลลอฮฺในอายัตที่ว่า ((และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่ได้สัญญากับอัลลอฮฺว่า ถ้าหากพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเขา...)) คือ ษะอฺละบะฮฺ บุตร หาฏิบและมะอฺตับ บุตรกุชัยรฺ ซึ่งทั้งสองมาจากตระกูลของอัมรุ บุตร อาวฟฺ.

ที่มาของสายรายงาน
สายรายงานนี้บันทึกโดย อิบนุญะรีร (10/132) จากสายรายงานของอิบนุหุมัยดฺ จากสะลิมะฮฺ จากอัมรุ บุตร อุบัยดฺ จาก อัลหะสัน...

สถานะของสายรายงาน
สายรายงานนี้อ่อนมาก (เฎาะอีฟญิดดัน) ดังนี้คือ
1.   เป็นสายรายงานที่มุรสัลหรือขาดตอน เพราะอัลหะสันอัลบัศรีย์เป็นตาบิอีย์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องเล่ามาจากผู้อื่นอีกทอดหนึ่งที่เราไม่ทราบเป็นใครและน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ดังนั้นการรายงานประเภทนี้จึงตกไป ไม่สามารถใช้อ้างเป็นหลักฐานได้
2.   นักรายงานที่ชื่อ อัมรุ บุตร อุบัยด์ อบู อุษมาน อัลบัศรีย์ อัลมุอฺตะซีลีย์ เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง อิบนุมะอีนกล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้เขียนหะดีษของเขา”, อันนะสาอีย์กล่าวว่า “การรายงานของเขาถูกทิ้ง(มัตรูก) เขาไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือได้ และไม่อนุญาตให้บันทึกหะดีษของเขา” อัยยูบและยูนุส กล่าวว่า “เขาเป็นคนที่ชอบโกหก” หุมัยด์กล่าวว่า “เขาเป็นคนที่ชอบโกหกใส่ไคล้หะสัน” อัลฟัลลาสกล่าวว่า “อัมรุเป็นคนที่หะดีษของเขาถูกทิ้ง เป็นผู้ที่ชอบอุตริ” (ดู มีซาน อัลอิอฺติดาล 3/273-280, ตัฮซีบ อัตตัฮซีบ 8/70-75) อิบนุหิบบานกล่าวในหนังสือ อัลมัจญ์รูหีน (2/69) ว่า “อัมรุ บุตรอุบัยด์ เป็นคนที่เชิญชวนสู่ความคิดมุอฺตะซิละฮฺ ชอบกล่าวหาและด่าว่าเศาะหาบะฮฺ...”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1135


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 22:10:33 »

3. ข้อสรุปของสายรายงาน
จากการศึกษาสายรายงานทั้งสามขั้นต้นทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าทุกสายรายงานเป็นสายรายงานที่มีตำหนิ ซึ่งถ้าไม่เป็นสายรายงานที่ถูกทิ้ง(มัตรูก)และอ่อนมาก(เฎาะอีฟญิดดัน) ก็เป็นสายรายงานที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการโกหกและปั้นแต่งขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะมาจากหลายๆสายรายงานก็ตาม แต่เมื่อมารวมกันแล้วยิ่งทำให้น้ำหนักของเรื่องอ่อนแอและมัวหมองลงไปอีก

อิบนุศเศาะลาหฺกล่าวในอัลมุก็อดดิมะฮฺ (หน้า/5) ว่า  “บางทีผู้ศึกษาที่เข้าใจอาจจะกล่าวว่า “เราได้พบว่ามีหลายๆหะดีษที่ถูกตัดสินว่าเป็นหะดีษอ่อน(เฎาะอีฟ)ทั้งๆที่หะดีษดังกล่าวได้ถูกรายงานด้วยสายรายงานที่มากมาย...แล้วทำไมพวกท่านจึงไม่ยกหะดีษดังกล่าวและหะดีษที่มีลักษณะคล้ายกันนี้เป็นหะดีษที่อยู่ในจำพวกหะดีษหะสันด้วย เพราะสายรายงานส่วนหนึ่งสามารถยกสถานะของสายรายงานอีกส่วนหนึ่งดังที่ท่านได้กล่าวมาในเรื่องของหะดีษหะสัน” คำตอบก็คือ ไม่ใช่ว่าทุกหะดีษอ่อน(เฎาะอีฟ)จะหายไปหรือแข็งแรงขึ้นเนื่องจากมีรายงานจากหลายๆกระแสเสมอไป เพราะแต่ละหะดีษเฎาะอีฟนั้นจะมีสถานภาพที่แตกต่างกัน บางหะดีษมาจากสายรายงานที่อ่อนที่สามารถทำให้อีกสายรายงานหนึ่งแข็งแรงขึ้นได้ แต่บางสายรายงานที่อ่อนกลับยิ่งเพิ่มความอ่อนแอของหะดีษขึ้นไปอีกหรือมาสามารถยกสถานภาพของอีกสายรายงานหนึ่งได้ เพราะมันเป็นสายรายงานที่อ่อนมากจนไม่สามารถที่ช่วยกันประคับประคองอีกสายรายงานหนึ่งได้ อาทิเช่นความอ่อนของสายรายงานที่มาจากนักรายงานที่ถูกกล่าวหาว่าชอบโกหก เป็นต้น ...”
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Muhammad
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1135


MARHABAN


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2008, 22:12:48 »

4. เนื้อหาที่ไร้ซึ่งแก่นสาร
สิ่งที่บ่งบอกและตอกย้ำถึงความผิดพลาดไร้ซึ่งแก่นสารของเรื่องนี้คือความขัดแย้งและความแปลกแยกที่เกิดขึ้นในเนื้อหาของเรื่อง กล่าวคือ

1. อายัตอัลกุรอานที่กล่าวอ้างไม่สอดคล้องกับเรื่องราวดังกล่าวอย่างมาก เพราะในอายัตดังกล่าวบ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่าผู้ที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับอัลลอฮฺนั้นเป็นคนกลับกลอกหรือมุนาฟิกดังที่ปรากฏในอายัตก่อนหน้านั้น
(يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ جَاهِدِ الْكُفَّارَ وَالْمُنَافِقِينَ وَاغْلُظْ عَلَيْهِمْ وَمَأْوَاهُمْ جَهَنَّمُ وَبِئْسَ الْمَصِيرُ، يَحْلِفُونَ بِاللّهِ مَا قَالُواْ وَلَقَدْ قَالُواْ كَلِمَةَ الْكُفْرِ وَكَفَرُواْ بَعْدَ إِسْلاَمِهِمْ...، وَمِنْهُم مَّنْ عَاهَدَ اللّهَ لَئِنْ آتَانَا مِن فَضْلِهِ لَنَصَّدَّقَنَّ وَلَنَكُونَنَّ مِنَ الصَّالِحِينَ) [التوبة : 75]
ความว่า “โอ้นบี, จงต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) และจงเด็ดขาดและแข็งกร้าวกับพวกเขา และที่พำนัก (อันถาวร) ของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม และมันช่างเป็นชะตากรรมที่เลยร้ายสิ้นดี พวกเขาจะสาบานต่ออัลลอฮฺว่า พวกเขามิได้พูด และแท้จริงพวกเขาได้กล่าวถ้อยคำที่ปฏิเสธศรัทธา และแท้จริงพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาแล้วหลังจากการเข้ารับอิสลามของพวกเขา...และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่ได้สัญญากับอัลลอฮฺว่า ถ้าหากพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเขา ซึ่งส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์แล้ว แน่นอนเหลือเกิน พวกเราจะบริจาคทานและแน่นอนพวกเราจะได้เป็นผู้อยู่ในหมู่คนดี” (อัตเตาบะฮฺ 73-77).

ในการอรรถาธิบายอายัตข้างต้น อิบนุญะรีรกล่าวอธิบายว่า “อัลลอฮฺผู้สูงส่งทรงตรัสว่า “และในบรรดาผู้กลับกลอก(มุนาฟิก)ที่ได้สาธยายถึงบุคลิกของพวกเขาให้แก่เจ้าโอ้มุหัมมัดลักษณะของพวกเขาคือชอบที่จะให้คำมั่นสัญญาต่ออัลลอฮฺ...” (ญามิอุลบะยาน10/12)

ในขณะที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับษะอฺละบะฮฺข้างต้นยืนยันว่าษะอฺละบะฮฺเป็นคนที่รักษาละหมาดห้าเวลาอย่างเคร่งครัด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอาซาน ถึงแม้ว่างานของเขาจะยุ่งขนาดไหนเขาก็ยังไม่ทิ้งละหมาด ซึ่งในเนื้อเรื่องบอกเพียงว่าเขาละทิ้งละหมาดญะมาอะฮฺเท่านั้น แต่เขาก็ยังคงรักษาละหมาดอย่างเคร่งครัดท่ามกลางสัตว์เลี้ยงของเขา และแน่นอนอย่างยิ่งว่าการรักษาละหมาดอย่างนี้เป็นบุคลิกของผู้ศรัทธาอย่างหนึ่ง ไม่ใช่บุคลิกของผู้กลับกลอกหรือมุนาฟิกอย่างแน่นอนดังคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
(وَمَا مَنَعَهُمْ أَن تُقْبَلَ مِنْهُمْ نَفَقَاتُهُمْ إِلاَّ أَنَّهُمْ كَفَرُواْ بِاللّهِ وَبِرَسُولِهِ وَلاَ يَأْتُونَ الصَّلاَةَ إِلاَّ وَهُمْ كُسَالَى وَلاَ يُنفِقُونَ إِلاَّ وَهُمْ كَارِهُونَ) [التوبة : 54]
ความว่า “ไม่มีสิ่งใดขัดขวางพวกเขา ในการที่บรรดาสิ่งบริจาคของพวกเขาไม่ถูกรับจากพวกเขานอกจากพวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์B และต่อรสูลของพระองค์เท่านั้น และพวกเขาจะไม่มาละหมาด นอกจากพวกเขาในสภาพที่เกียจคร้าน และพวกเขาจะไม่บริจาค นอกจากพวกเขาในสภาพฝืนใจ” (อัตเตาบะฮฺ/54)

(إِنَّ الْمُنَافِقِينَ يُخَادِعُونَ اللّهَ وَهُوَ خَادِعُهُمْ وَإِذَا قَامُواْ إِلَى الصَّلاَةِ قَامُواْ كُسَالَى يُرَآؤُونَ النَّاسَ وَلاَ يَذْكُرُونَ اللّهَ إِلاَّ قَلِيلاً) [النساء : 142]
ความว่า “แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นกำลังหลอกลวงอัลลอฮ์อยู่ ขณะเดียวกันอัลลอฮ์ก็ทรงหลอกลวงพวกเขา และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นทำการละหมาด พวกเขาจะลุกขึ้นไปในสภาพที่เกียจคร้าน เพื่อให้คนอื่นเห็น (ว่าพวกเขาขยันละหมาด) และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺเว้นแต่เพียงน้อยนิดเท่านั้น (หรือไม่รำลึกถึงอัลลอฮฺเลย)”. (อันนิสาอฺ/142)
ดังนั้นษะอฺละบะฮฺจึงไม่ใช่มุนาฟิกอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าษะอฺละบะฮฺในเรื่องเล่าดังกล่าวถูกทดสอบด้วยทรัพย์สินเท่านั้นเองแล้วเขาก็ได้กลับตัวในภายหลัง ซึ่งอาจจะเกิดกับมุสลิมหรือมุอฺมินคนใดก็ได้ ด้วยเหตุนี้อัลกุรฏุบีย์จึงได้กล่าวขยายความในหนังสือของท่าน (อัลญามิอฺ ลิอัหกาม อัลกุรอาน 8/210) หลังจากที่ได้ยกคำพูดของอัฎฎ็อหหากว่า “แท้จริงอายัตข้างต้นถูกประทานเกี่ยวกับพวกมุนาฟิกกลุ่มหนึ่ง อาทิเช่น นับตัล บุตร อัลหาริษ, ญัดดน บุตร ก็อยสฺ และมะอฺตับ บุตรกุชัยรฺ” ท่านกล่าวต่อไปว่า “และนี่คือความน่าจะเป็นไปได้ที่สุดเกี่ยวในการประทานอายัตเกี่ยวกับพวกเขา เพียงแต่ว่าคำตรัสที่ว่า ((ดังนั้นพระองค์อัลลอฮฺจึงทรงลงโทษด้วยการทำให้เขามีจิตใจที่กลับกลอก)) บ่งชี้ว่าแท้จริงผู้ที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับอัลลอฮฺนั้นในตอนแรกไม่ได้เป็นคนที่กลับกลอก เว้นแต่ว่ามันจะมีความหมายอีกนัยหนึ่งนั่นคือ “พระองค์ทรงเพิ่มความกลับกลอกในตัวเขาและติดตรึงอยู่ในสภาพดังกล่าวจนตาย” ดังคำตรัสหลังจากนั้นที่ว่า ((...จนกระทั่งวันที่พวกเขาพบพระองค์...))”

คำพูดของกุรฏุบีย์ในประโยคสุดท้ายน่าจะสอดคล้องกับอายัตมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ กุรฏุบีย์จึงยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของษะอฺละบะฮฺ(8/212) ด้วยคำว่า “นี่เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าเขาผู้นั้นตายในสภาพที่กลับกลอก(มุนาฟิก) ซึ่งช่างห่างไกลเสียเหลือเกินที่ษะอฺละบะฮฺจะอยู่ในสภาพเช่นนั้น…”

2. ในอายัตข้างต้นบ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่าอัลลอฮฺทรงประทับตราแห่งความกลับกลอกในจิตใจของชายผู้นั้นจนกระทั่งวันตาย ดังนั้นเขาจึงถูกสกัดกั้นจากการเตาบัตหรือกลับตัว นั่นหมายความว่า เขาต้องไม่เคยรู้สึกผิดหรือมีสำนึกที่จะกลับตัวเลยแม้แต่น้อย อิบนุญะรีรกล่าวว่า (10/30) “ดังนั้นอัลลอฮฺจึงลงโทษเขาด้วยการเพิ่มความกลับกลอกในจิตใจของเขา เพราะความตระหนี่ของเขาต่อสิทธิของอัลลอฮฺ(หมายถึงไม่ยอมจ่ายซะกาต)...จนกระทั่งเขาไปพบกับพระองค์นั่นคือวันที่เขาได้ลาจากโลกนี้ไป...และพระองค์ทรงห้ามและยับยั้งไม่ให้เขากลับตัว(เตาบะฮฺ)”.
แต่ในเรื่องดังกล่าวพบว่าหลังจากที่ษะอฺละบะฮฺรู้ว่าพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงประทานอายัตลงมาเกี่ยวกับตัวเขา เขาก็สำนึกและกลับตัวทันที  และแน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวบ่งบอกว่าเขาเป็นมุอฺมินผู้ศรัทธาคนหนึ่ง และเสียชีวิตในสภาพที่กลับตัวแล้ว ดังนั้นจึงไม่สอดคล้องกับอายัตที่บอกว่าชายคนนั้นเสียชีวิตในสภาพที่กลับกลอกและไม่สำนึกตน

3. เหตุการณ์ดังกล่าวค้านกับที่ระบุในอัลกุรอานอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ
ส่วนหนึ่งของบัญญัติศาสนาที่อัลลอฮฺทรงระบุไว้ในอัลกุรอานและได้ยืนยันโดยท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัม ว่า ผู้ที่สำนึกตนและกลับตัว(เตาบัต) ถึงแม้ว่าบาปของเขาจะมีมากมายจนท่วมฟ้าก็ตาม เมื่อเขากลับตัวและสำนึกตนแล้วอัลลอฮฺจะประทานอภัยให้แก่เขา พระองค์ทรงตรัสว่า
(إِنَّمَا التَّوْبَةُ عَلَى اللّهِ لِلَّذِينَ يَعْمَلُونَ السُّوَءَ بِجَهَالَةٍ ثُمَّ يَتُوبُونَ مِن قَرِيبٍ فَأُوْلَـئِكَ يَتُوبُ اللّهُ عَلَيْهِمْ وَكَانَ اللّهُ عَلِيماً حَكِيماً) [النساء : 17]
ความว่า “แท้จริงการสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวที่อัลลอฮฺจะทรงรับนั้น คือสำหรับบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น แล้วพวกเขาสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวในเวลาอันใกล้ ชนเหล่านี้และที่อัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อันนิสาอฺ/17)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Ābir
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1023


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2010, 21:14:50 »


ดันครับ

หลายอาทิตย์ก่อนมีโอกาสร่วมฟังบรรยาย
แล้วท่านอาจารย์ เขาเอาเรื่องษะอฺละบะฮฺ
มาเล่า โดยไม่รู้เท่าถึงการณ์ว่า เรื่องดัง
กล่าวเฏาะอีฟ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

وَمَا عِنْدَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَى

"และสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีและจีรังกว่า" [อัช-ชูรอ : 36]
Rinum
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2010, 14:13:09 »

ญะซากัลลอฮุคอยรอนครับ  พึ่งรู้ครับหลงเข้าใจผิดมาเสียนาน ก็ฟังอาจารย์เขาเล่ามานี่ล่ะครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abuibanah
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 19


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2010, 11:19:16 »

جزاك الله خيرا

وأستغفرالله

ورضي الله عنهم
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abu Sofwan
ผู้ช่วยแอดมิน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2729



ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2018, 13:33:00 »


 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.092 วินาที กับ 21 คำสั่ง