อิกเราะอ์ฟอรั่ม สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ออนไลน์ อิกเราะอ์ฟอรั่ม สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ออนไลน์
กุมภาพันธ์ 09, 2010, 16:33:27 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน .. ยินดีต้อนรับ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
  หน้าแรก   Forum   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 40 หะดีษเดือนรอมฎอน  (อ่าน 6741 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2008, 20:13:36 »



หะดีษบทที่ 1

บัญญัติการถือศีลอด


عَنْ عَائِشَةَ أُمِّ الْمُؤْمِنِيْنَ أَنَّهَاْ قَاْلَتْ : كَانَ يَوْمُ عَاشُورَاءَ يَوْماً تَصُومُهُ قُرَيْشٌ فِي الْجَاهِلِيَّةِ، وَكَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَصُومُهُ فِي الْجَاهِلِيَّةِ ، فَلَمَّا قَدِمَ رَسُولُ اللهِ الْمَدِينَةَ صَامَهُ وَأَمَرَ الْنَاسَ بِصِيَامِهِ ، فَلَمَّا فُرِضَ رَمَضَانُ ، كَانَ هُوَ الْفَرِيْضَةَ ، وَتُرِكَ يَوْمُ عَاْشُوْرَاءَ، فَمَنْ شَاءَ صَامَهُ، وَمَنْ شَاءَ تَرَكَهُ .
 
رواه البخارى 4 / 213 ومسلم 1125


ความว่า จากท่านหญิงอาอิชะห์มารดาของผู้ศรัทธาทั้งหลายกล่าวว่า “ครั้งหนึ่งวันอะชูรอเป็นวันที่บรรดาชาวกุรอยช์ประกอบอิบาดะฮฺถือศีลอดในสมัยญะฮีลิยะฮ์และท่าน รอซูล (ศ็อลฯ) เคยถือศีลอดวันนั้น ในวันที่ท่านรอซูลเดินทางไปยังนครมะดีนะห์ ท่านได้ถือศีลอดและเชิญชวนมวลมนุษย์เพื่อถือศีลอด หลังจากการถือศีลอดเดือนรอมฏอนถูกบัญญัติแล้วจึงยกเลิกจากการถือศีลอดอะชูรอ ดังนั้นหากผู้ใดประสงค์จะถือศีลอดในวันอะชูรอจงถือศีลอด และผู้ใดประสงค์จะละศีลอดก็จงละเถิด”  (รายงานโดยอัลบุคอรี 4/213 และมุสลิม 1125)


คำอธิบายหะดีษ
   
บรรดาอุละมาอ์มีทัศนะที่สอดคล้องกันว่าการถือศีลอดในวันอะชูรอนั้น (คือวันที่ 10 ของเดือนมุฮัรร็อม) ปัจจุบันถือว่าเป็นสุนัตมิใช่วาญิบ แต่พวกเขามีทัศนะที่ขัดแย้งกันในหุกมในสมัยต้นๆ ของอิสลาม ขณะที่มีการบัญญัติให้ถือศีลอดก่อนการถือศีลอดในเดือนรอมฏอน

มัซฮับอบู หะนีฟะฮ์มีความเห็นว่าหุกมของการถือศีลอดนั้นเป็นวาญิบดังมีหลักฐานระบุว่าท่านรอซูลได้สั่งบรรดา    เศาะฮาบะฮ์ให้ถือศีลอด ดังนั้นเมื่อเป็นคำสั่งแล้วหุก่มจึงเป็น   วาญิบ

ในมัซฮับซาฟีอีย์เห็นว่าการถือศีลอดดังกล่าวเป็นสุนัต ดังมีหลักฐานอยู่ว่า ท่านรอซูล (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “วันนี้เป็น วันอะชูรอ อัลลอฮ (ซุบฮ) มิทรงบัญญัติให้สูเจ้าถือศีลอด”

ที่จริงแล้วบรรดาอุละมาอ์มีทัศนะที่เป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอะชูรอว่าไม่เป็นวาญิบแต่เป็นสุนัตเท่านั้น [เศาะฮีห์มุสลิม อธิบายโดย อัน-นะวะวีย์ 8/4-5]


บทเรียนจากหะดีษ

1. การถือศีลอดในวันอะชูรอเป็นข้อปฏิบัติของชาวกุรอยช์ในสมัยญะฮีลียะห์

2. อะชูรอคือ วันที่ 10 ของเดือนมุหัรร็อม

3. การถือศีลอดในวันอะซูรอนั้น ท่านรอซูล(ศ็อลฯ) เคยปฏิบัติมาก่อนหน้าที่การถือศีลอดในเดือนรอมฎอนจะถูกบัญญัติขึ้นมา

4. ในช่วงต้นๆ ของการอพยพ (ฮิจญ์เราะฮ์) ท่านรอซูลยังถือศีลอดอะชูรอและยังสั่งให้บรรดาเศาะฮาบะฮ์ถือศีลอดอีกด้วย

5. แต่ในปีที่ 2 ของปีฮิจญ์เราะห์โองการเกี่ยวกับการถือศีลอดก็ถูกประทานลงมา ดังนั้น การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน   จึงถือเป็นฟัรฎูสำหรับผู้ที่มีเงื่อนไขครบถ้วนตามที่บัญญัติแล้วจะต้องถือปฏิบัติ ดังนั้น การถือศีลอดอะชูรอจึงกลายเป็นสุนัตที่สามารถเลือกกระทำหรือเลือกไม่กระทำก็ได้




- อบูศ็อฟวาน -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 10, 2008, 17:42:22 โดย abu sofwan » บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2008, 17:46:32 »



หะดีษบทที่  2

ประตูสวรรค์ถูกเปิดและประตูนรกถูกปิดไว้


عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ قَالَ :
 " إِذَا جَاءَ رَمَضَانُ فَتِحَتْ أَبْوَابُ الْجَنَّةِ وَغُلِّقَتْ أَبْوَابُ الْنَارِ وَصُفِّدَتْ الْشَّيَاطِيْنُ "  رواه البخارى

ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฏิยัลลอฮุกล่าวว่า
“ท่านรอซูล กล่าวว่า เมื่อเดือนรอมฏอนได้เยือนมา บรรดาประตูสวรรค์ก็ถูกเปิดไว้และบรรดาประตูนรกก็จะถูกปิดไว้ 
และบรรดาชัยฏอนก็จะถูกล่ามโซ่ไว้”

(รายงานโดยบุคอรี  4/96-97 มุสลิม 1079)


คำอธิบายหะดีษ

การเยือนมาของเดือนรอมฏอนนั้นเป็นสัญญาณแห่งความดีงามแก่ผู้ที่มีความศรัทธา ด้วยความเมตตาและความโปรดปรานของอัลลอฮซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระองค์จึงได้ทรงเปิดบรรดาประตูสวรรค์เสมือนว่าพระองค์ทรงต้อนรับบ่าวที่มีความศรัทธาแและมีความภักดีต่อพระองค์ และยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่างของพระองค์ แม้ว่าจำต้องอดอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนลดความรู้สึกของอารมณ์ใฝ่ต่ำ หวังเพื่อผลตอบแทนและผลบุญจากพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ในเวลาเดียวกันอัลลอฮทรงปิดบรรดาประตูนรก เสมือนว่าได้แจ้งให้ทราบว่านรกนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับพวกเขา อัลลอฮฺยังทรงล่ามโซ่บรรดาชัยฏอนมารร้ายที่มีบทบาทสำคัญในสิ่งที่ชั่วร้ายต่อมนุษย์ เพื่อให้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายสามารถปฏิบัติภารกิจและประกอบอิบาดะห์ต่ออัลลอฮอย่างอิสระและสมบูรณ์ปราศจากการรบกวนของชัยฏอนมารร้าย


บทเรียนจากหะดีษ

1. รอมฏอนเป็นเดือนอันประเสริฐยิ่งกว่าเดือนอื่นๆ

2. ในเดือนรอมฏอนอัลลอฮทรงประทานความโปรดปรานอย่างกว้างขวางด้วยการเปิดบรรดาประตูสวรรค์ และทรงปิดบรรดาประตูนรก ขณะเดียวกันอัลลอฮยังทรงล่ามโซ่บรรดาชัยฏอนมารร้ายเพราะว่าอัลลอฮได้ให้เกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ภักดีต่อพระองค์

3. รอมฏอนเป็นเดือนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความโปรดปรานและเป็นฤดูแห่งความดีงาม

4. ส่งเสริมให้มีการประกอบความดีในเดือนรอมฏอนมากกว่าเดือนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงเปิดบรรดาประตูสวรรค์และทรงปิดบรรดาประตูนรก

5. ผู้ใดที่ไม่สามารถสนองรับความดีงามในเดือนรอมฏอนแล้วนั่นก็หมายความว่าเขาผู้นั้นถูกกีดกั้นจากความดีงาม

6. พระองค์ได้ล่ามโซ่บรรดาชัยฏอนมารร้ายไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายสามารถประกอบอะมั้ลอิบาดะห์ในเดือนรอมฏอนอย่างเต็มความสามารถและอิสระจากการรบกวนของชัยฏอนมารร้ายทั้งหลาย

7.   หากบุคคลนั้นยังคงกระทำความชั่วหรือมะเซี๊ยตในเดือนรอมฏอนแล้ว นั่นหมายความว่าความชั่วนั้นมาจากตัวของเขาเองมิใช่มาจากการหลอกลวงของชัยฏอนมารร้าย




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2008, 22:44:35 »



หะดีษบทที่  3

ปลอดภัยจากไฟนรก



عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ  :  قَالَ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ

إَذَا كَانَ أَوَّلُ لَيْلَةٍ مِنْ شَهْرِ رَمَضَانَ صُفِّدَتْ الْشَّيَاطِيْنُ وَمَرَدَةُ الجِنِّ وَغُلِّقَتْ أَبْوَابُ النَّار، فَلَمْ يُفْتَحْ مِنْهَا بَابٌ،
وَفُتِحَتْ أَبْوَابُ الجَنَّةِ فَلَمْ يُغْلَقْ مِنْهَا بَابٌ ، وَيُنَادِى مُنَادٍ : يَا بَاغِيَ الْخَيْرِ أَقْبِلْ ، وَيَا بَاغِيَ الشَّرِ أَقْصِرْ 
وَلِلهِ عُتَقَاءُ مِنَ النَّارِ، وَذَلِكَ كُلُّ لَيْلَةٍ

 رواه الإمام أحمد 4/311 – 312 والترمذى 683 والنسائى 4/130 وابن ماجه 1642

ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าท่านรอซู กล่าวว่า

”เมื่อค่ำคืนแรกของเดือนรอมฏอนได้เยือนมา บรรดาชัยฏอนมารร้ายและบรรดาญินที่เนรคุณก็จะถูกล่ามโซ่ไว้ บรรดาประตูนรกก็จะถูกปิด จะไม่มีแม้แต่ประตูเดียวที่เปิดไว้ และบรรดาประตูสวรรค์ก็จะถูกเปิด จะไม่มีแม้แต่ประตูเดียวที่ปิดไว้ และผู้ประกาศก็จะป่าวประกาศโดยกล่าวว่า (ด้วยคำพูด) “โอ้ผู้ใฝ่หาความดีจงทำต่อไปเถิด และโอ้ผู้ใฝ่หาความชั่วจงหยุดกระทำ(ความชั่ว)เถิด  และเป็นสิทธิของอัลลอฮที่จะปลดปล่อยคนจำนวนหนึ่งจากจำนวนที่มากมายจากไฟนรก”และเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกค่ำคืน (ของเดือนรอมฏอน)

(รายงานโดยอะหมัด 4/311-312 อัตติรมีซีย์ 683 อันนะซาอีย์ 4/130 และอิบนุ มาญะห์ 1642)


คำอธิบายหะดีษ

อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่าหิกมะห์หรือวิทยปัญญาในการล่ามโซ่บรรดาชัยฏอนมารร้ายนั้น ก็เพื่อมิให้บรรดาชัยฏอนคอยกระซิบกระซาบบรรดาผู้ที่ถือศีลอด หลักฐานก็คือคนที่จมปลักในความเลวร้ายจำนวนมากได้ละและเลิกจากการกระทำความชั่วและได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ ส่วนผู้ที่ได้ปฏิบัติเช่นดังกล่าวแล้วก็เนื่องจากผลของการหลอกลวงของชัยฏอนยังคงมีอยู่ในหัวใจของคนที่ชั่วและเจริญงอกงามในความคิดของเขา กอฎีย์   อิยาฏกล่าวว่า หะดีษดังกล่าวนั้นเมื่อมองตามผิวเผินแล้ว จะเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวในหะดีษนั้นเป็นสัญญาณบอกให้บรรดามะลาอิกะฮ์รับรู้ว่าเดือนรอมฏอนกำลังเยือนมา ขณะเดียวกันพวกเขาก็จะสรรเสริญยกย่องเกียรติของรอมฏอนและจะป้องกันมิให้บรรดาชัยฏอนคอยรบกวนผู้ศรัทธา ขณะเดียวกันก็สามารถที่จะยึดว่าเป็นสัญญลักษณ์ของผลบุญที่มากมายและการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ การหลอกลวงจากชัยฏอนจะลดน้อยลง เสมือนพวกมันกลายเป็นผู้ที่ถูกล่ามโซ่ไว้ ในหะดีษนี้ถือได้ว่าเป็นการเปิดประตูสวรรค์ทั้งหมดนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าอัลลอฮได้เปิดโอกาสให้บ่าวของพระองค์ทำการภักดีต่อพระองค์ อันเป็นสาเหตุสำคัญในการเข้าสรวงสวรรค์ของพระองค์ และการปิดบรรดาประตูนรก นั่นก็หมายถึงการกีดกั้นความนึกคิดที่จะทำความชั่ว อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้านรก ส่วนการล่ามโซ่บรรดาชัยฏอนนั้นก็เป็นการกันไม่ให้มันคอยหลอกลวงมนุษย์ให้การกระทำความชั่วนั่นเอง

อัล-กุรฏุบีย์กล่าวว่า หากมีคนถามว่า : ทำไมจึงมีคนจำนวนมากยังคงทำความชั่วในเดือนรอมฏอนทั้งๆ ที่ในเดือนดังกล่าวอัลลอฮได้ล่ามโซ่บรรดาชัยฏอนมารร้ายแล้ว คำตอบคือ เป็นการลดความชั่วทุกอย่างจากบรรดาผู้ถือศีลอดที่รักษาเงื่อนไขต่างๆและมารยาทของการถือศีลอด ส่วนการล่ามโซ่นั้นเฉพาะชัยฏอนที่เลวร้ายมากๆ เท่านั้น แต่มิใช่ชัยฏอนทั้งหมด และการกระทำความชั่วนั้นอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่มิใช่มาจากการกระซิบกระซาบของบรรดาชัยฏอน เช่น อาจจะมาจากมนุษย์มีจิตใจที่ชั่วร้าย ธรรมเนียมประเพณีที่ไม่ดีไม่งามซึ่งมักจะทำกันเป็นประจำทุกวัน หรืออาจจะมาจากชัยฏอนที่อยู่ในคราบของมนุษย์

นอกจากประตูสวรรค์จะถูกปิดและประตูนรกจะถูกเปิด ซึ่งเป็นความโปรดปรานของอัลลอฮแด่บ่าวที่ต้องการทำความดีงามแล้ว ณ ที่นั่นยังมีเสียงที่เรียกร้องมาแต่ไกล อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า เสียงเรียกร้องนั่นเป็นเสียงของมะลาอิกะห์ หรือเป็นการดลใจแก่บรรดาผู้ที่พระองค์ประสงค์ให้ประกอบความดี “โอ้ผู้ที่ใฝ่หาความดีและผลบุญทั้งหลาย จงกราบไหว้อัลลอฮและจงภักดีต่อพระองค์เถิด จงเพิ่มความพยายามในการประกอบอิบาดะห์ต่อพระองค์ และโอ้บรรดาผู้ชอบความชั่วร้ายจงหยุดจากการกระทำความชั่วและจงกลับเข้าหาอัลลอฮเถิด แท้จริงแล้ว นี่คือเวลาที่พระองค์จะทรงรับการขออภัยโทษ แท้จริงแล้วอัลลอฮจะทรงปลดปล่อยบ่าวของพระองค์จำนวนมากจากไฟนรก จงวิงวอนและขอดุอาอ์เพื่อให้ตัวท่าน ครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องของท่านอยู่ในกลุ่มคนที่พระองค์ทรงปลดปล่อยจากไฟนรก” [ฟัตฮุ อัล-บารีย์ 4/114]


บทเรียนจากหะดีษ

1.  ความประเสริฐของเดือนรอมฏอนตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุด

2.  ช่วงต้นของเดือนรอมฏอนบรรดาชัยฏอนและญินที่ชั่วร้ายจะถูกล่ามโซ่

3.  ในเดือนรอมฏอนประตูนรกทั้งหลายจะถูกปิด จะไม่มีแม้แต่ประตูเดียวที่เปิดไว้ ทั้งนี้เพราะความสำคัญและเกียรติของเดือนรอมฏอน

4.  เดือนรอมฏอนยังเป็นเดือนที่ประตูสวรรค์ทั้งหลายจะถูกเปิดและจะไม่มีแม้แต่ประตูเดียวที่ปิดไว้  ทั้งนี้เป็นการส่งเสริมให้ผู้ศรัทธาประกอบความดีและอิบาดะห์อย่างเต็มที่เปี่ยม

5.  ชัยฏอนมารร้ายและญินคอยหลอกลวงมนุษย์ แต่ในเดือนรอมฏอนพวกมันจะถูกล่ามโซ่ ทั้งนี้เป็นการให้เกียรติและโอกาสแก่ผู้ศรัทธาในการประกอบอิบาดะห์และทำการภักดีต่ออัลลอฮอย่างเต็มความสามารถ

6.  ความโปรดปรานของอัลลอฮแด่บ่าวของพระองค์นั้นกว้างขวางยิ่งนัก จนกระทั่งคนจำนวนมากที่อยู่ในนรกพระองค์ทรงปลดปล่อยพวกเขาออกมาจากนรกในทุกค่ำคืนของเดือนรอมฏอน




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2008, 15:43:30 »



หะดีษบทที่ 4

บาปที่ผ่านไปได้รับการอภัยโทษ


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ   قَالَ:" مَنْ صَامَ رَمَضَانَ إِيْمَاناً وَاحْتِسَاباً غُفِرَلَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ" رواه البخارى 4/221 ومسلم 760



ความหมาย จากอบีฮุรอยเราะห์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ท่านรอซูล กล่าวว่า “ผู้ใดที่ถือศีลอดเดือนรอมฏอนด้วยความศรัทธาและบริสุทธิ์ และมุ่งหวังผลบุญจากการถือศีลอดเขาจะได้รับการอภัยบาปของเขาที่ผ่านมา” (หะดีษรายงานโดยอัลบุคอรีย์ 4/221 และมุสลิม 760)


คำอธิบายหะดีษ

คำว่า “إِيْمَاناً” คือ การอี๊ติก็อดต่อหน้าที่ในการถือศีลอดอย่างเต็มเปี่ยม  ส่วนคำว่า “احْتِسَاباً” คือ การวิงวอนขอผลบุญจากอัลลอฮ ซุบฮานะหุวะตะอาลา

อัลเคาะฏอบีย์ กล่าวว่า “احْتِسَاباً” หมายถึง การตั้งใจ    นั่นคือ การที่เขาถือศีลอดอันเนื่องจากหวังเพื่อได้รับผลบุญที่เกิดจากจิตใจที่บริสุทธิ์และยินยอม ขณะเดียวกันเขาจะไม่มีความรู้สึกหนักใจในการถือศีลอดและไม่รู้สึกว่าเวลาในการถือศีลอดนั้นนานเกินไป [ฟัตฮุ อัล-บารีย์ 4/114]

อัส-สุยูฏีย์กล่าวว่า คำว่า “إِيْمَاناً” หมายถึง การยินยอมให้การถือศีลอดเป็นฟัรดูเหนือเขาและเป็นสิทธิที่เป็นวาญิบและเป็นหนึ่งในรุก่นอิสลาม ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระทำที่อัลลอฮให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ผลบุญและผลตอบแทน [ตุหฺฟะตุลอะห์วะซีย์ 3/361]

อิหม่ามอันนะวะวีย์กล่าวว่า อะมั้ลอิบาดะห์ทุกอย่างที่สามารถไถ่จากบาปต่างๆ เมื่อตรงกับบาปต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นบาปใหญ่หรือบาปเล็ก) บาปนั้นก็จะถูกลบล้างไป ซึ่งบาปเล็กก็จะถูกลบไป ส่วนบาปใหญ่ก็จะให้เบาบางลง หากอิบาดะห์ต่างๆ มิใช่เป็นสาเหตุของการยกระดับ (ดะรอญะห์) ในสวรรค์

อิบนุ มุนซิรกล่าวว่า การให้อภัยนั้นจะคลอบคลุมถึงบาปทุกอย่าง ทั้งที่เป็นบาปใหญ่และบาปเล็ก


บทเรียนจากหะดีษ

1.  กล่าวถึงความประเสริฐของการประกอบอิบาดะห์คือ การถือศีลอด

2.  ผู้ที่ถือศีลอดอย่างแท้จริงนั้นจะได้รับการอภัยโทษจากบาปต่างๆ ที่ผ่านไป

3.  การถือศีลอดที่แท้จริงเกิดจากความศรัทธาต่อคำสั่งของอัลลอฮ และหน้าที่ในการถือศีลอด พร้อมทั้งหวังในผลบุญจากพระองค์

4.  ในภาพรวมแล้ว หะดีษนี้จะกล่าวถึงบาปทั้งที่เป็นบาปใหญ่และบาปเล็กจะได้รับการอภัยจากอัลลอฮ แต่ทัศนะของนักวิชาการเห็นว่าการอภัยโทษนั้นเจาะจงเฉพาะที่เป็นบาปเล็กเท่านั้น ส่วนบาปใหญ่จะเบาบางลงเท่านั้น

5.  การอภัยโทษจากอัลลอฮนับเป็นความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแด่บ่าวของพระองค์




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2008, 06:33:40 »


หะดีษบทที่  5

การถือศีลอดสำหรับอัลลอฮ



عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ : قَالَ اللهُ عَزَّوَجَلَّ : " كُلُّ عَمَلِ ابْنِ آدَمَ لَهُ إِلاَّ الصِّيَامَ ، الصِّيَامُ لِيْ وَأَنَا أَجْزِى بِهِ ، وَخُلُوْفِ فَمِ الصِّائِمِ عِنْدَ اللهِ أَطْيَبُ مِنْ رِيْحِ الْمِسْكِ "  رواه مسلم 1151

ความหมาย จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฏิยัลลอฮุกล่าวว่า“ท่านรอซูล กล่าวว่า “อัลลอฮทรงตรัสความว่า  อะมั้ลทุกอย่างของลูกอาดัม (มนุษย์) นั้นเป็นสิทธิของเขา ยกเว้นการถือศีลอดนั้นเป็นของข้าและข้าจะตอบแทน(แก่ผู้ถือศีลอด) และแท้จริงแล้วกลิ่นปากของผู้ที่ถือศีลอดสำหรับอัลลอฮนั้นหอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง” (รายงานโดยมุสลิม  1151)


คำอธิบายหะดีษ

บรรดาอุละมาอ์มีทัศนะที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความหมายของคำว่า“อะมั้ลทุกอย่างของลูกอาดัมเป็นสิทธิของข้า ยกเว้นการถือศีลอด” เพราะตามที่ทราบกันแล้วว่า การประกอบอะมั้ลทุกอย่างที่ทำขึ้นโดยมนุษย์นั้นก็เพื่ออัลลอฮ

อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า เนื่องจากการถือศีลอดนั้นบุคคลหนึ่งจะไม่มอบให้ผู้อื่นยกเว้นแด่อัลลอฮผู้เดียวเท่านั้น คนกาฟิรในแต่ละยุคสมัยนั้น พวกเขามิได้กราบไหว้พระผู้เป็นเจ้าด้วยการถือศีลอด แต่พวกเขาเคยบูชาในรูปของการละหมาดหรือการสุญูดและการให้ทาน

อัล-เคาะฎอบีย์กล่าวว่า เนื่องจากผู้ที่ถือศีลอดนั้นไม่ได้รับผลบุญจากการถือศีลอด (เพราะว่าการถือศีลอดนั้นหิวและกระหาย)
 
อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า การไม่รับประทานอาหารนั้นเป็นคุณลักษณะหนึ่งของอัลลอฮ ดังนั้น ผู้ที่ถือศีลอดจึงอยู่เคียงข้างกับคุณลักษณะดังกล่าว แต่ (จงทราบไว้เถิดว่า)  คุณลักษณะดังกล่าวไม่ได้เหมือนกับคุณลักษณะของบรรดามัฆลูกของพระองค์


บทเรียนจากหะดีษ

1. กล่าวถึงความยิ่งใหญ่และผลบุญของการถือศีลอด

2. มารยาทที่ดีงามของการถือศีลอด เนื่องจากอัลลอฮจะทรงตอบแทนด้วยผลบุญที่ยิ่งใหญ่

3. การถือศีลอดเป็นเพียงอะมั๊ลเดียวเท่านั้นที่ทำขึ้นเป้าหมายเพื่ออัลลอฮ เพราะการถือศีลอดเป็นความลับระหว่างบ่าวกับอัลลอฮ

4. ความโปรดปรานของอัลลอฮนั้นกว้างไกลมาก

5. ความประเสริฐของผู้ที่ถือศีลอดนั้นในทัศนะของอัลลอฮแล้วปากของผู้ที่ถือศีลอดจะมีกลิ่นหอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง





- อบูศ็อฟวาน -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 27, 2009, 23:10:51 โดย Abu Sofwan » บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2008, 23:18:23 »



หะดีษบทที่  6

การถือศีลอดเป็นโล่ห์กำบัง


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللهَ عَنْهُ أَنَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ قَالَ :
الصِّيَامُ جُنَّةٌ فَلاَ يَرْفُثْ وَلاَ يَجْهَلْ . وَاِنِ امْرَؤٌ قَاتَلَهُ أَوْ شَاتَهُ فَلْيَقُلْ إِنِّي صِائِمٌ ـ مَرَّتَيْنِ

البخارى مع الفتح 4/103 ومسلم 1151


ความหมาย  จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ท่านรอซูล กล่าวว่า “การถือศีลอดนั้นเป็นโล่ห์กำบัง (เมื่อผู้ใดถือศีลอด)ดังนั้นเขาจงอย่าได้กล่าวคำพูดที่ชั่ว  (เหมือนกับการกระทำของผู้ที่อวิชา) และหากมีผู้ใดจะสาปแช่ง  หรือกล่าวเหยียดหยาม  และจงพูดว่า แท้จริงแล้วฉันกำลังถือศีลอด” (2 ครั้ง) (รายงานโดยอัล-บุคอรี4/103 มุสลิม 1151)


คำอธิบายหะดีษ

คำว่า “جُنَّةٌ” มีหะดีษหลายบทได้ให้ความหมายที่แตกต่างกันไป ดังนี้

1. การเพิ่มเติมในรายงานหะดีษของสะอีด บิน มันซูรหมายถึงการระมัดระวังจากไฟนรก

2. การเพิ่มเติมในรายงานหะดีษของอัน-นะซาอีย์ หมายถึงการถือศีลอดนั้นเป็นเสมือนโล่ห์กำบัง(ที่ถูกเตรียมไว้) โดยคนใดคนหนึ่งจากพวกท่านเพื่อป้องกันตัวในการสงคราม

บรรดาอุละมาอ์ยังได้ให้ทัศนะต่าง ๆ ดังนี้

- เจ้าของหนังสือ “อันนิฮายะห์” ระบุว่า การถือศีลอดนั้นสามารถปกป้องผู้ที่ถือศีลอดจากการรบกวนของอารมณ์ใฝ่ต่ำ

- อัลกุรฎุบีย์กล่าวว่า เป็นกำแพงกั้น ตามเป้าหมายการถือศีลอดของศีลอดนั้น ดังนั้นผู้ที่ถือศีลอดจะต้องรักษาศีลอดของเขาจากทุกสิ่งที่อาจจะทำให้การถือศีลอดของเขาเสียไป

- อิยาฎกล่าวว่า  การถือศีลอดสามารถป้องกันจากบาปต่างๆ หรือจากไฟนรก หรือจากทั้งสองอย่างนั้น ทัศนะนี้ได้รับการสนับสนุนจากอิหม่ามอันนะวะวีย์

- อิบนุ อะเราะบีย์กล่าวว่า สาเหตุที่การถือศีลอดเป็นสิ่งที่สามารถปกป้องจากไฟนรกได้ก็เพราะว่าการถือศีลอดนั้นสามารถปกป้องจากการหลอกลวงของอารมณ์ใฝ่ต่ำ เพราะว่านรกนั้นจะถูกล้อมรอบด้วยอารมณ์ใฝ่ต่ำนั่นเอง


สรุป

ในเมื่อการศีลอดสามารถปกป้องจากอารมณ์ใฝ่ต่ำของดุนยาแล้ว  แน่นอนที่สุดการถือศีลอดก็สามารถปกป้องผู้ถือศีลอดจากไฟนรกในวันอะคิเราะห์ได้เช่นกัน

ในกรณีที่ผู้ถือศีลอด ได้รับการดูถูกเหยียดหยามและถูกสาบแช่งโดยผู้อื่นนั้น เขาจงกล่าวว่าฉันกำลังถือศีลอด ไม่ว่าจะโดยทางวาจาหรือกล่าวในใจก็ได้


บทเรียนจากหะดีษ

1. ให้รักษามารยาทต่างๆ ในการถือศีลอด เพื่อจะได้รับผลของการถือศีลอดอย่างครบถ้วน

2. การกระทำต่างๆ ที่อาจทำให้ผลบุญของการถือศีลอดลงน้อยลง เช่น การพูดจาในสิ่งที่ไร้สาระ และการกระทำต่างๆ ที่เหมือนคนอวิชชา

3. ห้ามผู้ที่ถือศีลอดตอบโต้ต่อคำพูดที่เหยียดหยามตน

4.เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของการถือศีลอด เมื่อมีคำพูดที่เหยียดหยามตัวเขาแล้ว ให้ปฏิบัติตัวอย่างมั่นคงในฐานะเป็นผู้ที่ถือศีลอด

5. การไม่ตอบโต้คำพูดที่เหยียดหยามตน อาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้นั้นกำลังถือศีลอดอยู่

6. อิสลามสอนให้มุสลิมมีมารยาทที่ดีงามและมีความรู้มิใช่มีมารยาทอย่างคนที่โงเขล่า




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2008, 22:10:13 »



หะดีษบทที่  7

การถือศีลอดสามารถลดอารมณ์ใฝ่ต่ำ


عَنْ اْبنِ مَسْعُود رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم : " يَا مَعْشَرَ الشَّبَابِ مَنِ اسْتَطَاعَ مِنْكُمْ البَاءَةَ فَلْيَتَزَوَّجْ ، فَإِنَّهُ أَغَضُّ لِلْبَصَرِ وَأَحْصَنُ لِلْفَرَجِ ، وَمَنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَعَلَيْهِ بِالصَّوْمِ ، فَإِنَّ لَهُ وِجَاٌء " البخارى 4779 ومسلم 1400


ความว่า จากอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูล(ศ็อลฯ) กล่าว “โอ้บรรดาชายหนุ่มทั้งหลาย ผู้ใดจากพวกท่านที่มีความสามารถแต่งงานได้จงแต่งงานเถิด แท้จริงแล้ว (ด้วยการแต่งงานนั้น) สามารถรักษาสายตาของพวกท่าน (จากสิ่งที่หะรอม) และยังสามารถรักษาอวัยวะเพศของท่านได้ (แต่) ถ้าหากผู้ใดไม่สามารถ (แต่งงาน) ดังนั้น พวกท่านจงถือศีลอด เนื่องจากการถือศีลอดสามารถลด” (ความรู้สึกของอารมณ์ใฝ่ต่ำได้)   (รายงานโดยมุสลิม 4779 และมุสลิม 1400)


คำอธิบายหะดีษ

ในหะดีษข้างต้นได้เชิญชวนเฉพาะในหมู่เยาวชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีความสามารถในการแต่งงาน

อิบนุ หะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์กล่าวว่า “โดยปกติแล้วความต้องการทางอารมณ์สูงนั้นจะนำไปสู่การแต่งงาน ซึ่งจะมีอยู่ในตัวของบรรดาคนหนุ่ม ซึ่งจะแตกต่างไปจากผู้ที่สูงอายุ 1
   
คำเชิญชวนของท่านรอซูล (ศ็อลฯฯ) ต่อบรรดาชายหนุ่มนั้นเป็นแนวทางแก้ปัญหาทางสังคมที่สำคัญยิ่ง ความระส่ำระสายที่สังคมปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ เนื่องจากคนหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังตกอยู่ในสภาวะที่หะรอมอันเนื่องมาจากความผิดพลาดในการใช้อารมณ์ใฝ่ต่ำ จึงทำให้พวกเขาต้องกระทำความชั่วก่อนการแต่งงาน

ด้วยเหตุนี้เองอิสลามจึงส่งเสริมให้บรรดาคนหนุ่มสาวแต่งงานมีครอบครัว หลังจากที่พวกเขามีความพร้อมที่ดีไม่ว่าทางวัตถุเช่น ค่าสินสอดและความพร้อมในการมีเพศสัมพันธ์  ถ้าหากว่าพวกเขาไม่สามารถกระทำแล้ว ดังนั้นจึงส่งเสริมให้มีการถือศีลอด และด้วยการถือศีลอดสามารถลดอารมณ์ฝ่ายต่ำได้

ความหมายของหนุ่มสาวในที่นี้หมายถึงใคร ดังนั้นอุละมาอ์หลายๆ ท่านมีทัศนะ ดังนี้คือ
 
- อิหม่ามชาฟิอีย์มีทัศนะว่า ผู้ที่บรรลุศาสนภาวะจนมีอายุครบ 30 ปีบริบูรณ์
- อัล-กุรฏุบีย์มีทัศนะว่า นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึง 32 ปี
- ซะมัคชะรีย์มีทัศนะว่า นับจากบรรลุศาสนภาวะจนมีอายุครบ 32 ปี.
- อิบนุ อ๊าศมองว่า เริ่มตั้งแต่บรรลุศาสนภาวะจนถึงอายุ   40 ปี
- อิหม่ามอันนะวะวีย์มีทัศนะว่า ทัศนะที่ถูกต้องที่สุด และได้ถูกคัดเลือกคือ ผู้ที่บรรลุศาสนภาวะและต้องมีอายุไม่เกิน 30 ปี


บทเรียนที่ได้จากหะดีษ

1. แนะนำผู้ที่ไม่มีความสามารถแต่งงานเพราะไม่มีค่าสินสอดด้วยการถือศีลอด เนื่องจากอารมณ์ใคร่มาจากการกินอาหาร เมื่อความต้องการกินมีสูงแล้ว ทำให้มีความต้องการที่จะแต่งงานขึ้น

2. ให้มีการรักษาสายตาและอวัยวะเพศจากสิ่งที่หะรอมอย่างเคร่งครัด

3. คำสอนของอิสลามนั้นตระหนักถึงความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยไม่บังคับบุคคลที่ไม่มีความสามารถให้ปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ศาสนาบังคับ

4. อิสลามส่งเสริมให้แต่งงานมีครอบครัว ไม่ส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวมีชีวิตอยู่อย่างเป็นโสด

5. ความประเสริฐของการถือศีลอดสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ หลายประการในชีวิต

6. อิสลามได้ตระหนักเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของคนหนุ่มสาว รวมทั้งแก้ไขปัญหาของพวกเขา




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 22:03:14 »



หะดีษบทที่ 8

ความสุขของผู้ที่ถือศีลอด


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم : " لِلصَّائِمِ فَرْحَتَانِ يَفْرَحُهُمَا ، إِذَا أَفْطَرَ فَرِحَ بِفِطْرِهَ وَإِذَا لَقِىَ رَبَّهُ فَرِحَ بِصَومِهِ"  رواه مسلم 2/807

ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮ กล่าวว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า “สำหรับผู้ที่ถือศีลอดมีความสุขอยู่ 2 วาระ (หนึ่ง) มีความสุขขณะละศีลอด (สอง) ความสุขขณะพบกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา” (ในวันอาคีเราะฮฺ)  บันทึกโดยมุสลิม 2/807


คำอธิบายหะดีษ

อัล-กุรฏุบีย์กล่าวว่า ความสุขในขณะละศีลอดนั้นคือ การหายจากความหิวและการกระหายน้ำ เพราะได้ละศีลอด

อิหม่ามอันนะวะวีย์กล่าวว่า ความสุขขณะที่พบกับอัลลอฮ เนื่องจากเขาสามารถมองเห็นการตอบแทนจากพระองค์ และรำลึกถึงเนี๊ยะมัตของอัลลอฮ (ซุบฮ) อันเนื่องจากได้รับเตาฟีกจากพระองค์ส่วน (ความสุขขณะละศีลอด) นั้นเนื่องจากเขาได้รับความสมบูรณ์ในการประกอบอิบาดะห์และปลอดภัยจากสิ่งที่ทำให้อิบะดะห์ของการถือศีลอดนั้นเสียไป ทั้งยังประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ในผลบุญ [เศาะฮีห์มุสลิม บิซัรฮุ อันนะวะวีย์ 8/31-32]


บทเรียนจากหะดีษ
 
1. ผู้ที่ถือศีลอดจะมีความสุขอยู่ 2 ประการ

2. กล่าวถึงเนี๊ยะมัตและผลตอบแทนของผู้ที่ถือศีลอดที่จะได้รับจากอัลลอฮ

3. เนี๊ยะมัตในดุนยาที่สามารถลิ้มรสได้ก็คือ ขณะละศีลอดหรือหลังจากผ่านการถือศีลอดเดือนรอมฎอน

4. เนียะมัตที่สามารถลิ้มรสได้วันอาคีเราะห์ก็คือ ขณะที่พบกับพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ซึ่งเขาจะได้รับการตอบแทนความดีงามจากพระองค์

5. การถือศีลอดนั้นแม้ว่าในรูปธรรมแล้วจะหิวกระหาย  แต่ในความเป็นจริงแล้วจะประกอบด้วยความสุขอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะความสุขขณะพบกับพระพักตร์ของอัลลอฮฺ

6. ผลของการทดสอบจากอัลลอฮนั้นจะได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม อาจได้รับขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้หรือในวันอะคีเราะห์




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 22:12:54 »



หะดีษบทที่  9

กลิ่นปากของผู้ถือศีลอด


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهِ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ : " قَالَ اللهِ : وَالَّذِيْ نَفْسُ مُحَمَّدٍ بِيَدِهِ لَخُلُوفُ فَمِ الصَّائِمِ أَطِيْبُ عِنْدَاللهِ مَنْ رِيْح المِسْكِ . رواه مسلم  2/807

ความว่า ท่านรอซูล (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “ข้าแด่พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งชีวิตมูหัมมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงกลิ่นปากของผู้ถือ ศีลอดในทัศนะของอัลลอฮนั้นหอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง”  (บันทึกโดยมุสลิม 2/807)


คำอธิบาย

อัล-กอฏีย์กล่าวว่า อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่าอัลลอฮทรงตอบแทนผู้ที่ถือศีลอดในวันอะคิเราะห์นั้น โดยที่กลิ่นปากของเขาหอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง และมีความเสมอเหมือนกับเลือดของผู้ที่ตายชะฮีดซึ่งจะมีกลิ่นหอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง

อุละมาอ์ท่านอื่นกล่าวว่า สำหรับมะลาอีกะฮ์แล้วกลิ่นของผู้ที่ถือศีลอดนั้นจะมีกลิ่นหอมยิ่งกว่ากลิ่นชะมดเชียง แม้ว่าสำหรับคนเราแล้วจะมีกลิ่นที่ตรงกันข้ามก็ตาม

อิหม่ามอันนะวะวีย์กล่าวว่า ที่เศาะฮีห์ก็คือ ตามที่อัด-ดาวิรีย์กล่าวว่าเหมือนอย่างที่บรรดาเศาะฮาบะฮ์ของพวกเขาพูดว่ากลิ่นปากของผู้ที่ถือศีลอดนั้นจะได้ผลบุญมากกว่าการสุนัตให้พรมน้ำหอมในพิธีต่างๆ เช่น วันอีด หรือการรวมตัวต่างๆ หะดีษนี้เป็นการอ้างอิงของบรรดาเศาะฮาบะห์ของเราที่พูดว่ามักรูฮในการแปรงฟันสำหรับผู้ที่ถือศีลอดหลังจากดวงอาทิตย์คล้อย เพราะอาจจะทำให้กลิ่นตามคุณลักษณะและผลบุญที่จะได้รับในหะดีษดังกล่าวหมดไป แม้ว่าการแปรงฟันนั้นจะมีข้อดีก็ตาม แต่ความประเสริฐของกลิ่นปากนั้นสำคัญเหนือกว่า พวกเขากล่าวว่ามีความเสมอเหมือนกับเลือดของคนที่ตายชะฮีด ซึ่งเป็นที่รับรองว่ามีกลิ่นหอมมาก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการอาบน้ำศพสำหรับผู้ที่ตายชะฮีด  แม้ว่าการอาบน้ำศพนั้นหุกมวาญิบก็ตาม การละทิ้งสิ่งที่วาญิบเพื่อรักษาเลือดที่ยอมรับว่ามีกลิ่นหอมนั้นถือว่าหุก่ม อนุญาตให้ทำได้  เฉกเช่นเดียวกันกับการละทิ้งการแปรงฟันซึ่งมิใช่เป็นวาญิบ เพื่อคงไว้ซึ่งกลิ่นที่ถือว่ามีกลิ่นหอม จึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า [เศาะฮีห์มุสลิม ชัรฮุ อันนะวะวีย์ 8/30]


บทเรียนจากหะดีษ

1. ความประเสริฐของผู้ที่ถือศีลอด กระทั่งปากของเขา อัลลอฮยังได้ให้ความสำคัญอีกด้วย

2. กลิ่นปากที่เหม็นของผู้ที่ถือศีลอด อัลลอฮทรงเปลี่ยนให้มีกลิ่นหอม

3. อัลลอฮทรงให้เกียรติแก่ผู้ที่ถือศีลอด

4. อัลลอฮทรงอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามความประสงค์ของพระองค์




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2008, 22:32:15 »


หะดีษบทที่  10

อัล-ร็อยยาน : ประตูสวรรค์สำหรับผู้ที่ถือศีลอด


عَنْ سَهْلِ بْنِ سَعْدٍ السَاعِدِىْ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : سَمِعْتُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهِ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ يَقُولُ : إِنَّ فِي الجَنَّةِ بَاباً يُقَالُ لَهُ : الرَيَّانُ ، فَإِذَا كَانَ يَومَ القِيَامَةِ قِيْلَ : أَيْنَ الصَائِمُوْنَ ؟  فَإِذَا دَخَلُوا ، أَغْلِقَ فَيَشْرَبُوْنَ مِنْهُ ، فَمَنْ شَرِبَ مِنْهُ لَمْ يَظْمَأ أَبَدًا.   رواه الترمذي 765 والنسائى 4/168

ความว่า จากซะห์ล บิน สะอ์ด อัซซาอิดีย์ กล่าวว่า ฉันฟังท่าน รอซูล (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “แท้จริงแล้วในสรวงสวรรค์นั้นจะปรากฏประตูหนึ่งชื่อว่า “الريَّان  ” ดังนั้นเมื่อวันปรโลกได้เกิดขึ้น มะลาอิกะฮ์จะถามว่า : ผู้ที่ถือศีลอดอยู่ไหน? ครั้นเมื่อผู้ที่ถือศีลอดเข้าไป ประตูก็จะปิด และพวกเขาก็จะดื่มน้ำจากสรวงสวรรค์ ผู้ใดที่ได้ดื่มน้ำจากสรวงสวรรค์แล้วเขาจะไม่รู้สึกกระหายตลอดไป” (บันทึกโดยอัต-ติรมีซี 765 และอัลนะซาอีย์ 4/168/)



คำอธิบาย

“الريَّان”  เป็นชื่อหนึ่งของประตูสวรรค์ที่อัลลอฮได้เตรียมไว้แก่บรรดาผู้ถือศีลอด เดิมมาจากคำภาษาอาหรับว่า “อัล-ร็อยย์” หมายถึง การรดน้ำหรือการทำให้หายไปจากความกระหาย จึงเป็นสิ่งที่สมควรสำหรับผู้ที่ถือศีลอด

อัซ-ซัยน์ อิบนุ อัล-มุนีร กล่าวว่า ประตูดังกล่าวนั้นอยู่ในสรวงสวรรค์มิใช่ว่าสวรรค์นั้นมีประตูหาใช่ไม่ ซึ่งเป็นการให้ตระหนักว่าในประตูดังกล่าวนั้นจะปรากฎซึ่งเนี๊ยะมัตและการพักผ่อนหย่อนใจในสวนสวรรค์  ดังนั้นจึงมีความสุขสำราญและรำลึกถึงประตูดังกล่าว [ฟัตฮุล บารีย์ 4/111]



บทเรียนจากหะดีษ

1. กล่าวถึงผลที่ดีเลิศของผู้ที่ถือศีลอดในวันอะคีเราะห์

2. เนี๊ยะมัตในสวนสวรรค์นั้นมีมากมาย เช่น อัลลอฮฺได้เตรียมประตูไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ถือศีลอด

3. ความพิเศษของผู้ที่ถือศีลอด อัลลอฮฺได้ให้เกียรติแก่พวกเขาด้วยความโปรดปรานที่ไม่มีกับบุคคลอื่น

4. ส่งเสริมให้มีการถือศีลอดเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้

5. ผลตอบแทนที่อัลลอฮฺมอบให้แก่ผู้ที่ถือศีลอด แสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นมีความประเสริฐยิ่ง




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2008, 17:09:59 »



หะดีษบทที่  11

ห่างไกลจากไฟนรก


عَنْ أَبِى سَعِيْدٍ الخُدْرِي رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : سَمِعْتُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهِ عَلَيْهِ وَسَلَّم يَقُولُ : " مَنْ صَامَ يَوْمًا فِي سَبِيْلِ اللهِ بَاعَدَ اللهُ وَجْهَهُ عَنِ النَّارِ سَبْعِيْنَ خَرِيْفًا ". رواه مسلم 2/808

ความว่า จากอบี สะอีด อัลคุฎรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “ท่านรอซูล (ศ็อลฯ) กล่าวว่า ผู้ใดถือศีลอดเพื่ออัลลอฮฺหนึ่งวัน อัลลอฮฺจะทรงให้ใบหน้าของเขาห่างไกลจากไฟนรกเจ็ดสิบปี” (บันทึกโดยมุสลิม 2/808)


คำอธิบายหะดีษ

บรรดาอุลามาอ์มีทัศนะที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคำว่า “في سبيل الله”  โดยมีทัศนะดังต่อไปนี้
- อิบนุ อัลเญาซีย์ กล่าวว่า เป็นการญิฮาด (การพลีชีพในหนทางของอัลลอฮ)
- อัลกุรฏุบีย์ กล่าวว่า เป็นการภักดีต่ออัลลอฮ
- อัลฮาฟิซ กล่าวว่า เป็นคำที่มีความหมายที่กว้างกว่าทัศนะข้างต้น
- อิบนุ ดะกีก อัลอีด กล่าวว่า โดยปกติแล้วจะใช้คำว่า “في سبيل الله”  กับการญิฮาด (การพลีชีพในหนทางของอัลลอฮ)


บทเรียนจากหะดีษ

1. ความประเสริฐของการถือศีลอดในหนทางของอัลลอฮฺ มิใช่เพียงแต่ให้ได้ผลบุญมาอย่างเดียวเท่านั้น แต่หวังเพื่อความปลอดภัยจากไปนรกอีกด้วย

2. อัลลอฮฺทรงรักมุสลิมที่ถือศีลอดและต่อสู้ในหนทางของพระองค์

3. ถึงแม้ว่าเวลาเพียงวันเดียวนั้นจะน้อยนิด แต่เมื่อเอาไปใช้ประโยชน์ให้แก่ตนเองและเพื่ออัลลอฮฺแล้ว มันช่างมีราคาที่แพงเหลือเกิน

4. สอนให้มุสลิมตั้งเจตนาที่บริสุทธิ์ในทุกๆ การกระทำโดยเฉพาะการถือศีลอด เพื่อน้อมรับคำสั่งจากพระองค์

5. การถือศีลอดและการญิฮาด เป็นเหตุทำให้บ่าวของพระองค์หลุดพ้นจากไฟนรก



- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2008, 21:52:32 »


หะดีษบทที่  12

รักษามารยาทของการถือศีลอด


عَنْ أَبِي هُرَيرْةَ َرَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم رُبَّ صَائِمٍ حَظُّهُ مِنْ صِيَامِهِ الجُوْعُ وَالعَطَشْ. وَرُبَّ قَائِمٍ حَظُّهُ مِنْ قِيَامِهِ السَّهَرُ. رواه الطبرانى في الكبير واسناده لا بأس به

ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านรอซูลกล่าวว่า“บางครั้งคนที่ถือศีลอด ผลที่ได้รับจากการถือศีลอดของเขาอาจจะเป็นเพียงแต่ความหิวและกระหายเท่านั้น และบางครั้งคนที่ยืนละหมาดในยามค่ำคืนนั้น ผลที่ได้รับอาจจะเป็นเพียงแค่การอดหลับอดนอนเท่านั้น” (รายงานโดยอัตเฏาะบะเราะนี ฟิลกะบีร วะอัสนาดิฮิ ลาบะส์ บิฮิ ให้ดู อัตตัรฆีบ วัตตัรฮีบ 2/148)


บทเรียนจากหะดีษ

1. เตือนให้คนที่ถือศีลอดให้มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ขณะเดียวกันให้รักษามารยาทของการถือศีลอด

2. ผู้ถือศีลอดที่มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และหากเขาถือศีลอดโดยไม่ได้รักษามารยาทของการถือศีลอดแล้วถือว่าสูญเปล่า

3. การถือศีลอดและการกิยามุลลัยล์ บางครั้งได้รับผลตอบแทนและบางครั้งไม่ได้รับผลตอบแทน

4. ใช้ให้มีความพยายาม เพื่อให้อะมั๊ลที่ปฏิบัติทุกอย่างได้รับการตอบรับจากอัลลอฮ ส่งเสริมให้การกระทำอะมั๊ลทุกอย่างให้ได้รับการตอบรับโดยอัลลอฮฺ




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2008, 16:53:50 »


หะดีษบทที่ 13

อันตรายของคำพูดและการกระทำที่โกหกขณะถือศีลอด

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم :" مَنْ لَمْ يَدَعْ قَوْلَ الزُّوْرِ وَالعَمَلَ بِهِ ، فَلَيْسَ لِلَّهِ عَزَّوَجَلَّ حَاجَةً أَنْ يَدَعَ طَعَامَهُ وَشَرَابَهُ "  رواه البخاري 4/99 والترمذى 707 وأبوداود 2362 وابن ماجه 1689

ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่ไม่ละทิ้งคำพูดต่างๆ ที่โกหก และยังประพฤติปฏิบัติเช่นสิ่งที่โกหกเหล่านั้นอยู่ ดังนั้น อัลลอฮฺจึงไม่ประสงค์ต่อการอดอาหารและการดื่มของเขา” (รายงานโดยบุคอรี 4/99 อัตติรมีซีย์ 707 อบู ดาวูด 2362 และ  อิบนุ มาญะห์ 1689)   

   
คำอธิบายหะดีษ

อิบนุ อัล-มุนีรกล่าวว่า คำว่า “อัลลอฮ (ซุบฮ) ไม่ประสงค์ต่อการอดอาหารและการดื่มของเขา” คือ อัลลอฮ (ซุบฮ) ไม่ทรงตอบรับการถือศีลอด

อัลบัยฏอวีย์กล่าวว่า เนื่องจากการถือศีลอดนั้นไม่ใช่ความหิวและความกระหายแต่ผลจากการถือศีลอดนั้นสามารถลดอารมณ์ใฝ่ต่ำและลดอารมณ์ชั่วร้าย จนทำให้อารมณ์ดังกล่าวมีความสงบและมีความสุข

อิบนุ หะญัร อัล-อัส-เกาะลานีย์ กล่าวว่า  อาศัยหลักฐานจากคำกล่าวดังกล่าว เนื่องจากการกระทำอันชั่วร้ายทำให้ (มีผลกระทบ) ผลบุญของการถือศีลอดลดลง

อิบนุ บัฏฏ็อล (หะดีษข้างต้น)  มิใช่หมายความว่า  สั่งให้เขาละทิ้งการถือศีลอด แต่ความหมายของหะดีษดังกล่าวเพื่อให้ความคุ้มครองจากการพูดโกหก


บทเรียนจากหะดีษ

1. ผู้ที่ถือศีลอดจะต้องละทิ้งคำพูดที่โกหกมดเท็จ

2. ผู้ที่ยังคงพูดจาโกหกมดเท็จขณะที่เขากำลังถือศีลอดนั้นในความหมายที่แท้จริงแล้ว เขามิใช่เป็นผู้ที่ถือศีลอด

3. การถือศีลอดจะไม่มีความหมาย และจะไม่ได้รับผลตอบแทนจากอัลลอฮ หากเขายังพูดโกหกมดเท็จอยู่

4. การพูดโกหกและการประพฤติเช่นนั้นเป็นตัวบ่อนทำลายผลบุญของการถือศีลอด

5. ส่งเสริมให้รักษามารยาทของการถือศีลอดเพื่อให้การถือศีลอดของเขาได้รับการตอบรับจากอัลลอฮ




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2008, 17:00:55 »




หะดีษบทที่  14

ความประเสริฐของอาหารซุฮุร


عَنْ أَنَسٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ أَنَّ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم قَالَ : تَسَحَّرُوا فَإِنَّ فِي السُّحُورِ بَرَكَةٌ 

ความว่า จากอนัส เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า “จงรับประทานอาหารซูฮูร แท้จริงแล้วในนั้นมีความประเสริฐอยู่” (หะดีษรายงานโดยอัลบุคอรี 1823 และมุสลิม 2/770)


คำอธิบาย

ความหมายของความประเสริฐก็คือ ได้รับผลบุญ ผลตอบแทน และความประเสริฐอันเนื่องจากสาเหตุ ดังนี้

- เป็นการปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านรอซูล

- เป็นการทำให้แต่งจากชาวกิตาบ (ยิวและคริสเตียน) ซึ่งพวกเขาไม่ทานอาหารซุหูรตามที่ระบุไว้ในหะดีษที่รายงานโดยมุสลิมจากอัมรุ บิน อ๊าศ แท้จริงท่านรอซูลกล่าวว่า “ความแตกต่างระหว่างการถือศีลอดของเรากับชาวคัมภีร์คือ การทาน ซุหูร”

- สามารถประกอบอิบาดะห์ได้อย่างขันแข็ง

- เพิ่มความคล่องแคล่ว

- สามารถขจัดมารยาทที่ไม่ดีอันเกิดจากความหิวโหย

- จะนำไปสู่การวิงวอน (ดุอา) และการซิกรุลลอฮ

- ผู้ที่ลืมเนียตก่อนเข้านอน สามารถทำการเนี๊ยตได้ (ฟัตฮุลบารีย์ 4/140)   


บทเรียนจากหะดีษ

1. การชี้นำของท่านรอซูลแก่บรรดาผู้ศรัทธาเกี่ยวกับความพร้อมในการถือศีลอดนั่นคือ ให้รับประทานอาหารซุหูรก่อนถึงเวลาถือศีลอด

2. ซุหูร คือ การรับประทานอาหารก่อนเวลาซุบฮ์สำหรับผู้ที่ถือศีลอดในเดือนรอมฏอนหรือในวันอื่นๆ

3. ท่านรอซูลได้อธิบายเกี่ยวกับอาหารซุหูรว่ามีความประเสริฐ ในรายงานอื่นระบุว่าซุหูรเป็นอาหารที่ได้รับการประทานความประเสริฐโดยอัลลอฮ

4.  บะเราะกะฮ์หมายถึง ผลบุญเพิ่มมากขึ้น

5.  หุก่มของการรับประทานอาหารซุหูร คือ สุนัต ผู้ที่กระทำจะได้รับผลบุญ ในรายงานอื่นมีอยู่ว่าอัลลอฮและบรรดามะลาอิกะห์จะเศาะละวัตแก่บรรดาผู้ที่รับประทานอาหารซุหูร การเศาะละวัตของอัลลอฮนั้นก็คือ พระองค์จะทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขา และการเศาะละวัตของบรรดามะลาอิกะห์ก็คือ พวกเขาจะขอให้อัลลอฮทรงให้อภัยแก่พวกเขา ดังนั้นเข้าใจว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารซุหูรจะไม่ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮและการวิงวอนจากบรรดามะลาอิกะห์ในเวลานั้น




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2008, 23:33:36 »


หะดีษบทที่  15

สุนัตให้ล่าช้าในการรับประทานอาหารซุฮูร์


عَنْ زَيْدِ بِنْ ثَابِتٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : تَسَحَّرْنَا مَعَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم ثُمَّ قُمْنَا إِلَى الصَّلاَةِ. قِيْلِ : كَمْ كَانَ بَيْنَهُمَا؟ قَالَ : خَمْسُونَ آيةً

ความว่า จากเซด บิน ษาบิต กล่าวว่า “เราเคยรับประทานซุหูร พร้อม ๆ กับท่านรอซูลหลังจาก (รับประทานอาหารซุหูรเสร็จ) เราลุกขึ้นเพื่อละหมาดซุบฮ์ เขาถูกถามว่า ระหว่างอาหารซูฮูร์กับเวลาละหมาดซุบฮ์นานเท่าใด? เซดตอบว่า (อ่านอัลกุรอานประมาณ) 50 อายะห์” (รายงานโดยบุคอรี 4/118-119 และมุสลิม 1097)


คำอธิบายหะดีษ

ในรายงานบุคอรีย์ระบุว่า คำว่านานเพียงใดระหว่างการอะซานและอาหารซุหูร คือ การอ่านอัลกุรอานประมาณ 50 อายะห์ (อ่านตามปกติ) ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป

อัลมะฮ์ลับและคนอื่น ๆ กล่าวว่า โดยคิดเวลาอะมั้ลทางกายเหมือนกับการคิดของคนอาหรับ โดยปกติแล้วคนอาหรับจะคิดอะมั๊ลของเขา เช่น พวกเขาจะกล่าวว่าใช้เวลาประมาณรีดนมแพะและเชือดอูฐ

อิบนุ อะลีย์ ฮัมซะห์ กล่าวว่า ในหะดีษดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเวลาของบรรดาเศาะฮะบะห์หมดไปวัน ๆ กับการทำอะมั้ล    อิบาดะฮ์จนเห็นดวงดาวบนท้องฟ้า


บทเรียนจากหะดีษ

1. ท่านรอซูลและบรรดาเศาะฮาบะห์ของท่านจะรับประทานอาหารซุหูรกระทั่งใกล้ ๆ กับเวลาศุบหิ
2. ส่งเสริมให้มีการรับประทานอาหารซุหูรรวมกันเป็น  ญะมาอะห์ (ร่วมกัน)
3. ระยะห่างระหว่างเวลาซุหูรกับวักตูซุบฮ์คือ การอ่านอัลกุรอานอย่างปกติประมาณ 50 อายะห์




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: สิงหาคม 07, 2008, 22:06:52 »


หะดีษบทที่  16

ให้ละศีลอดทันทีเมื่อถึงเวลา


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم : " لاَ يَزَالَ الدِّيْنُ ظَاهِرًا مَا عَجَّلَ النَّاسُ الفِطْرَ".
وَفيِ رِوَايَةِ سَهْلِ بْنِ سَعْدٍ أَنَّ رَسُولُ الله صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم قَالَ: " لاَ يَزَالُ النَّاسُ بِخَيْرٍ مَا عَجَّلوُا الفِطْرَ".


ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่าน รอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า “ศาสนา (อิสลาม) นั้นสูงส่งและประสบชัยชนะอยู่เสมอ หากมุสลิมยังคงละศีลอดทันที (เมื่อถึงเวลา) และรายงานจากซะฮ์ล บิน ซะอัด ท่านรอซูลกล่าวว่า “มนุษย์จะยังคงประสบกับความดี (ในทุกๆ เรื่อง) หากพวกเขา (มุสลิม) รีบละศีลอดทันทีเมื่อถึงเวลา” (บันทึกโดยบุคอรี 1860 และมุสลิม 2/771)


คำอธิบาย

จากหะดีษข้างต้นชี้ให้เห็นว่าครั้นเมื่อคำสอนของศาสนา  อิสลามอุบัติขึ้น โดยมีความชัดแจ้งกว่าคำสอนของศาสนาอื่น  จึงเป็นที่แน่นอนว่า ความดีต่างๆ จะคงต่อไป ในเรื่องการให้รีบละศีลอด จึงเป็นความสุขประเสริฐในหลักคำสอนอิสลามที่ต่างจากหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆ เช่น ยิวและคริสต์ และศาสนาอิสลามส่งเสริมให้มุสลิมมีคุณลักษณะแตกต่างไปจากผู้ที่นับถือในศาสนาคริสต์และยิว ในเรื่องนี้อบู ฮุรอยเราะห์ก็ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เพราะว่าบรรดาชาวยิวและคริสต์นั้นจะล่าช้าในการละศีลอด”

ในรายงานอิบนุ ฮิบบาน และอัลหะกีมระบุว่าประชาชาติของฉันจะอยู่บนสุนนะฮของฉันตราบใด  พวกเขาไม่รอคอยการละ ศีลอดกระทั่งดวงดาวโผล่ออกมา

อัล-มะฮ์ลับกล่าวว่า วิทยปัญญาดังกล่าวเพื่อมิให้การเพิ่มเวลากลางวันในเวลากลางคืน และละศีลอดทันทีซึ่งเป็นการเพิ่มอ่อมน้อมแก่ผู้มีศีลอด ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มพลังในการประกอบอิบาดะห์ (ฟัตหุล บารีย์ 4/194)    

ในรายงานบทหนึ่งของอบี ฮุรอยเราะห์ กล่าวว่า ท่านรอซูล กล่าวว่า “บ่าวของฉันที่รักฉันมากที่สุดก็คือผู้ที่ละศีลอดทันที” (เมื่อถึงเวลา) อัตติรมีซีย์มีทัศนะว่า เป็นหะดีษหะสันเฆาะรีบ) อัฏฏีบีย์กล่าวว่า “หวังว่ากรุณาปราณีจากอัลลอฮนั้น อันเนื่องมาจากการเจริญรอยตามสุนนะฮของท่านรอซูลและห่างไกลจากบิดอะฮ์ และเป็นการขัดแย้งกับชาวคัมภีย์  อัลกอรีย์กล่าวว่า ในหะดีษข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ความประเสริญของประชาชาติของท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) การเจริญรอยตามหะดีษ (ซุนนะฮฺ) เป็นการยืนยันว่าจะได้รับความกรุณาปราณีจากอัลลอฮ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตามที่พระองค์ได้ตรัสความว่า“จงกล่าวเถิดมุหัมมัดหากเจ้ารักใคร่อัลลอฮอย่างแท้จริงแล้วดังนั้นจงตามฉัน แน่แท้อัลลอฮรักใคร่สูเจ้า”

อัมรู บิน ไมมูน อัล-เอาดีย์กล่าวว่า แท้จริงบรรดาเศาะหาบะฮของท่านนบีนั้น จะละศีลอดทันที (เมื่อถึงเวลาละศีลอด)  และเป็นผู้ที่ล่าช้าที่สุดในการรับประทานอาหารซุหูร (ตุห์ฟะตุล อะห์วะซีย์ 3/386)   



บทเรียนจากหะดีษ

ศาสนาอิสลามยังคงเป็นศาสนาที่สูงส่งและประสบชัยชนะเหนือศาสนาอื่น ด้วยความสัจธรรมและการยอมรับจากอัลลอฮฺอันเป็นศาสนาที่พระองค์ทรงโปรดปราน (ริฎอ)

1. อิสลามยังคงเป็นศาสนาแห่งสัจธรรม ตราบใดที่ผู้ที่นับถืออิสลามยังคงยึดมั่นในหลักคำสอนอิสลามอย่างมั่นคง ประการหนึ่งคือ ด้วยการรักษาเวลาในการละศีลอด (ละทันทีเมื่อถึงเวลา)

2. ฝึกฝนให้มุสลิมมีความเคยชินกับระเบียบและการตรงต่อเวลาในการประกอบอิบาดะฮฺ

3. อิสลามเอาใจใส่ต่อผู้ที่ถือศีลอดและส่งเสริมให้ประกอบอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ (ศุบห)

4. ท่านรอซูลจะไม่พึงพอใจหากประชาชาติของท่านล่าช้าในการละศีลอด ฉะนั้นด้วยเหตุการล่าช้าในการละศีลอดจะนำไปสู่ความเสียหายต่อศาสนาได้

5. เพื่อให้เกิดความแตกต่างไปจากการดำเนินชีวิตของชาวยิวและคริสต์ โดยเฉพาะวิธีการละศีลอด ซึ่งหลักฐานจาก หะดีษพบว่าพวกเขา (ชาวยิวและคริสต์) จะล่าช้าในการละศีลอด

6. การละศีลอดทันทีในเดือนรอมฎอนนั้นเป็นซุนนะห์ของท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)

7. การละศีลอดทันทีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ถือศีลอด




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2008, 14:17:33 »



หะดีษบทที่  17

ละศีลอดด้วยอินทผลัม


عَنْ سَلْمَانِ بْنِ عَامِرِ الضَّبِّى رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم  : " إِذَا أَفْطَرَ أَحَدَكُمْ فَلْيُفْطِرْ عَلَى تَمْرٍ ، فَإِنْ لَمْ يَجِدْ فَلْيُفْطِرْ عَلَى مَاءٍ فَإِنَّهُ طَهُوْرٌ وَفِي لَفْظٍ : فَإِنَّهُ لَهُ طَهُوْرٌ . وَفِي لَفْظٍ آخَرٍ : فَإِنَّ المَاءَ طَهُوْرٌ

ความว่า จากซัลมาน บิน อามิร อัฎฎอบบีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อผู้ใดจากพวกท่านจะละศีลอด ก็จงละศีลอดด้วยผลอินทผลัม หากไม่มีอินทผลัม ก็จงละศีลอดด้วยน้ำ แท้จริงน้ำนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์” (บันทึกโดยอะห์มัด 4/17–18 อบู ดาวูด 2355 อิบนุ มาญะห์ 1699 และอัตติรมีซีย์ 694 กล่าวว่า: เป็นหะดีษเศาะฮี๊ห์)   


คำอธิบายหะดีษ

บรรดาอุละมาอ์มีทัศนะว่า วิทยปัญญาในการส่งเสริมให้มีการละศีลอดด้วยผลอินทผลัมนั้น เนื่องจากความหวานของมันสามารถทำให้เกิดพละกำลัง อุละมาอ์บางท่านกล่าวว่า เนื่องจากความหวานนั้นจะสอดคล้องกับความศรัทธา และสามารถทำให้หัวใจมีความอ่อนโยน ด้วยเหตุนี้ตาบิอีนบางท่านเห็นว่า ผู้ที่ถือศีลอดสามารถที่จะละศีลอดด้วยของหวานอย่างอื่นก็ได้ เช่น น้ำผึ้ง


อิบนุ หะญัร อัล-มักกีย์ กล่าวว่า ความประเสริฐต่างๆ ของลูกอินทผลัมคือ เมื่อลูกอินทผลัมเข้าไปในกระเพาะขณะที่ท้องว่างนั้นจะกลายเป็นอาหาร โดยที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารจากลูกอินทผลัมนั่นเอง


ส่วนวิทยปัญญาในการละศีลอดด้วยน้ำนั้น เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งที่มีความบริสุทธิ์ และสามารถบรรเทาความกระหายอันเป็นสิ่งที่คอยรบกวนการประกอบอิบาดะห์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านรอซูลแนะนำให้อ่านดุอาอ์ในการละศีลอด ความว่า “ความกระหายได้หายไปและหวังว่าด้วยการดื่มน้ำสามารถทำให้ร่างกายและใจมีความสะอาด”



บทเรียนจากหะดีษ

1. ท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้สอนสิ่งที่ดีงามและมีประโยชน์ต่อประชาชาติของท่าน

2. สุนัตให้ละศีลอดด้วยผลอินทผลัมที่สุกใหม่ๆ เนื่องจากมีหลักฐานจากหะดีษ ว่าท่านรอซูลละศีลอดด้วยลูกอินทผลัมสดที่เรียกว่า รุฏ๊อบ หากไม่มี ท่านก็จะละศีลอดด้วยลูกอินทผลัมแห้ง หากไม่มีท่านให้ละศีลอดด้วยน้ำ

3. เพื่อเป็นการเจริญรอยตาม (อิตติบาอฺ) ตามซุนนะห์ของท่าน โดยเริ่มละศีลอดด้วยอินทผลัมสุกใหม่ๆ หากไม่มีจึงจะละศีลอดด้วยอินทผลัมแห้งหรือด้วยน้ำ

4. ท่านรอซูลกำชับให้ประชาชาติของท่านละศีลอดด้วยลูกอินทผลัม




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2008, 14:23:14 »


หะดีษบทที่  18

ความเป็นมาของการละหมาดตะรอวีห์


عَنْ عَائِشَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهَا أَنَّ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم خَرَجَ مِنْ جَوْفِ الْلَيْلِ فَصَلَّى فِيْ الْمَسْجِدِ فَصَلَّى رِجاَلٌ فَأَصْبَحَ النَّاسُ يَتَحَدَّثُوْنَ بِذَلِكَ فَاجْتَمَعَ أَكْثُرُ مِنْهُمْ ، فَخَرَجَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ فِيْ الْلَيْلَةِ الثَّانِيَةِ فَصَلُّوا بِصَلاَتِهِ فَأَصْبَحَ النَّاسُ يَذْكُرُوْنَ ذَلِكَ ، فَكَثَرَ أَهْلُ الْمَسْجِدِ مِنَ اللَّيْلَةِ الثَّالِثَةِ فَخَرَجَ فَصَلُّوا بِصَلاَتِهِ فَلَمَّا كَانَتْ الْلَيْلَةِ الرَّابِعَةُ عَجَزَ الْمَسْجِدُ عَنْ أَهْلِهِ ، فَلَمْ يَخْرُجْ إِلَيْهِمْ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ فَطَفِقَ رِجَالٌ مِنْهُمْ يَقُوْلُوْنَ : " الصَّلاَةُ " فَلَمْ يَخْرُجْ إِلَيْهِمْ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ حَتَّى خَرَجَ لِصَلاَةِ الْفَجْرِ ، فَلَماَّ قَضَى الفَجْرَ أَقْبَلَ عَلَى النَّاسِ ثُمَّ تَشْهَّدَ فَقَالَ : أَمَّا بَعْدُ ، فَإِنَّهُ لَمْ يَخْفَ عَلَيَّ شَأْنُكُمْ اللَّيْلَةَ، وَلَكِنِّى خَشِيْتُ أَنْ تُفْرَضَ عَلَيْكُمْ صَلاَةُ اللَّيْلِ فَتَعْجِزُوْا عَنْهاَ.


ความหมาย จากท่านหญิงอะอีชะห์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า “ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ออกไปในเวลากลางคืน (ในค่ำคืนของเดือนรอมฏอน) ท่านปฏิบัติละหมาด (ตะรอวีห์)  ในมัสยิดของท่าน (คือมัสยิดอันนะบะวีย์ในนครมะดีนะห์) ซึ่งมีคนเป็นจำนวนมากละหมาดตามท่าน

ในวันต่อมา บรรดาเศาะฮาบะห์จึงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (คือเกี่ยวกับการละหมาดตะรอวีห์  ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยมี) ในคืนที่สองบรรดาเศาะฮาบะห์มีการชุมนุมจำนวนมากขึ้นกว่าคืนที่ผ่านมาและท่านรอซูลก็เดินออกไปยังมัสยิด พวกเขาจึงละหมาด (ตะรอวีห์) ตามท่านรอซูล และในวันต่อมา มีคนจำนวนมากพูดถึงเรื่องดังกล่าว  ในคืนที่สามบรรดาเศาะฮาบะห์จึงออกไปยังมัสยิดมากยิ่งขึ้น  และท่านรอซูลก็เดินออกไปยังมัสยิด พวกเขาจึงละหมาด (ตะรอวีห์)  ตามท่านรอซูล

เมื่อถึงคืนที่สี่ ภายในมัสยิดนั้นเต็มไปด้วยบรรดาเศาะฮาบะฮ คืนนั้นท่านรอซูลไม่ได้ออกไปยังมัสยิดพร้อมๆ กับพวกเขา ดังนั้น ในจำนวนพวกเขาจึงพูดขึ้นว่า “ละหมาด” (เป้าหมายเพื่อให้ท่านรอซูลได้ยิน) แต่ท่านรอซูลก็ไม่ได้ออกไปยังพวกเขา (พวกเขาคอยท่านรอซูลกระทั่งเวลาซุบฮ) ท่านรอซูลจึงออกมาเพื่อละหมาดซุบฮ์ หลังจากละหมาดซุบฮ์แล้ว ท่านรอซูลจึงหันมา (เป็นการเริ่มต้นในการกล่าวคำพูด) และท่านรอซูลจึงกล่าวว่า แท้จริงแล้วมิใช่ฉันไม่รู้เกี่ยวกับพวกท่านเมื่อคืนนี้ แต่ฉันเกรงว่าจะเป็นการฟัรดูเหนือพวกท่านในการละหมาดกลางคืน (ตะรอวีห์) ซึ่งจะทำให้พวกท่านอ่อนแอที่ปฏิบัติ”
(มุตตะฟะกุน อะลัยห์)



บทเรียนจากหะดีษ

1. ส่งเสริมให้มีการละหมาดกิยามุลลัยล์หรือละหมาดตะรอวีห์ในเดือนรอมฏอน เพราะในการละหมาดตะรอวีห์มีความประเสริฐที่ยิ่งใหญ่มาก

2. ท่านรอซูลในฐานะเป็นผู้นำของประชาชาติมุสลิม ท่านเองได้ประกอบการละหมาดตะรอวีห์ในเดือนรอมฏอน

3. หะดีษนี้บ่งบอกถึงความจริงจังของบรรดาเศาะฮาบะฮ์ และความตั้งใจในการปฏิบัติอะมั้ลอิบาดะห์ตามรอซูล

4. ท่านรอซูลมีความโอบอ้อมอารีต่อประชาชาติของท่าน




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2008, 04:45:06 »


หะดีษบทที่  19

ความประเสริฐของการละหมาดตะรอวี๊ห์


عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قاَلَ : قاَلَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ : " مَنْ قاَمَ رَمْضاَنَ إِيْماَناً وَاحْتِساَباً غُفِرَلَهُ ماَ تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ"

ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าท่านรอซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)กล่าวว่า “ผู้ใดที่ละหมาดในเดือนรอมฎอนด้วยความศรัทธา (ต่อคำสั่งและสัญญาของอัลลอฮฺ)รวมทั้งคาดหวังผลตอบแทนจากพระองค์ แน่แท้พระองค์จะทรงอภัยโทษต่อบาปต่างๆ ที่ผ่านมา” (มุตตะฟะกุน อะลัยห์ : บุคอรี 2/252 และมุสลิม 1/523)


คำอธิบาย

การงานที่ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้บรรดามุสลิมกระทำในเดือนรอมฎอน คือ การละหมาดในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นการละหมาดตะรอวี๊ห์ และผลการตอบแทนในการปฏิบัตินั้นยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าการประกอบอิบดะฮ์ประเภทอื่นๆ ที่ใช้ให้ปฏิบัติในเดือนรอมฎอน เช่น การถือศีลอด เพราะต่างได้รับการสัญญาว่าจะได้รับการอภัยโทษในบาปที่กระทำมา เฉกเช่นเดียวกับการตอบแทนที่ได้สัญญาแก่คนที่ปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์ในค่ำคืนอัลเกาะดัรในด้านการได้รับอภัยโทษ ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความมั่นใจของเราต่อคำสั่งของอัลลอฮ์ รวมทั้งความบริสุทธิใจในการปฏิบัติอะมัลดังกล่าวด้วย

ส่วนหุก่มของการละหมาดตะรอวีห์นั้น บรรดาอุลามาอ์ได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นสุนัตสำหรับชายและหญิง และใช้ให้ปฏิบัติทั้งในรูปแบบญะมาอะห์หรือในลักษณะต่างคนต่างทำ แต่การปฏิบัติในรูปแบบญะมาอะห์จะมีความประเสริฐมากกว่า


บทเรียนจากหะดีษ

1. ความประเสริฐของเดือนรอมฎอนและอิบาดะฮฺกิยามุลลัยล์ในเดือนรอมฎอน

2. มีความมั่นใจต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ และความบริสุทธิ์ใจในการประกอบอิบาดะฮฺนั้นถือว่าเป็นเงื่อนไขหลักของการได้มาซึ่งการตอบแทนจากอัลลอฮฺ (หมายถึงอัลลอฮฺจะทรงพิจารณาถึงความบริสุทธิ์ใจในการประกอบอิบาดะฮฺของบ่าว)

3. เราะมัตของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะให้อภัยต่อบาปต่างๆ ที่ผ่านมาแก่ผู้ที่ดำรงละหมาดในค่ำคืนเดือนรอมฎอน




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2008, 04:55:12 »



หะดีษบทที่  20

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในเดือนรอมฏอน



عَنْ اِبْنِ عَبَّاسٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُماَ قَالَ : كاَنَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ أَجْوَدَ النَّاسِ ، وَكاَنَ أَجْوَدُ ماَ يَكُوْنُ فِيْ رَمْضاَنَ حِيْنَ يَلْقَاهُ جِبْرِيْلُ . وَكاَنَ يَلْقاَهُ جِبْرِيْلُ فِيْ كُلِّ لَيْلَةٍ مِنْ رَمْضاَنَ فَيَداَرَسُهُ القُرْآنَ ، فَلَرَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ حِيْنَ يَلْقاَهُ جِبْرِيْلُ أَجْوَدُ بِالْخَيْرِ مِنَ الرِّيْحِ الْمُرْسَلَةِ


ความว่า จากอิบนุ อับบาส เราะฏิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า “ท่านรอซูลเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สุด (ในการให้ทาน) และท่านยังเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างที่สุดในเดือนรอมฏอน ขณะที่ท่านพบกับญิบรีล และท่านญิบรีลจะพบกับท่านรอซูลทุกค่ำคืนของเดือนรอมฏอน เพื่อสอนอัลกุรอาน แท้จริงแล้วท่านรอซูลขณะที่ท่านญิบรีลพบกับท่านนั้น ท่านจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยการทำความดียิ่งกว่าลมรำเพย” (บันทึกโดยบุคอรี 6 และมุสลิม 2308)



คำอธิบายหะดีษ

ท่านอิบนุหะญัร อัล-อัสเกาะลานีย์ กล่าวว่า “อัล-ญูด” เป็น ความเอื้อเฟื้อในความหมายทางศาสนา คือ การให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เหมาะสมแก่คนที่มีสิทธิในสิ่งนั้น ซึ่งจะมีความหมายกว้างกว่าการให้ทาน (เศาะดะเกาะฮ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนรอมฏอนเป็นฤดูแห่งการประกอบคุณความดี เพราะอัลลอฮจะประทานความโปรดปรานลงมาแก่บ่าวของพระองค์อย่างมากมายในเดือนนี้

ท่านอัซ-ซัยน์ บิน อัลมุนีร์ กล่าวว่า ลักษณะการเปรียบเทียบระหว่างความเอื้อเฟื้อของท่านรอซูลลุลอฮด้วยความดีงามและความเอื้อเฟื้อของลมรำเพยลมในที่นี้ก็คือ ลมแห่งความโปรดปรานที่อัลลอฮประทานไว้ในการลงฝนทั่วฟ้า อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝนตกลงมาบนพื้นดินทั้งที่แห้งแล้งหรืออุดมสมบูรณ์ ซึ่งหมายถึง ความดีงามของท่านรอซูลจะครอบคลุมถึงคนที่มีความขัดสนและร่ำรวย ซึ่งมีมากกว่าฝนตกที่เกิดจากลมแรง (ฟัตฮุลบารีย์ 4/611)

อิหม่ามอันนะวะวีย์ กล่าวว่า ในหะดีษดังกล่าวนั้นมีข้อคิดอยู่หลายประการ เช่น

- ส่งเสริมให้ความเอื้อเฟื้ออยู่ตลอดเวลา
- ให้เพิ่มความเอื้อเฟื้อในเดือนรอมฏอน
- อยู่ร่วมกับผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
- ให้มีการเยี่ยมเยียนผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
- สุนัตให้อ่านอัลกุรอานในเดือนรอมฏอนมากๆ
- หลักฐานชี้ให้เห็นว่าอัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนรอมฏอน



บทเรียนจากหะดีษ

1. แบบอย่างของท่านรอซูลในหะดีษนี้ก็คือ การมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อในการใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮ

2. ท่านมีจิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่เกินกว่าผู้คนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนรอมฏอนขณะที่ท่านญิบริลพบกับท่านรอซูลในทุกคืน

3. เชิญชวนประชาชาติมุสลิมทุกคนให้มีความเอื้อเฟื้อเพื่อ เจริญรอยตามแบบอย่างของท่านรอซูลและหวังเพื่อได้รับผลบุญเท่าทวีคูณ

4. ส่งเสริมให้มีการศึกษาอัลกุรอาน ในเดือนรอมฏอนโดยการสลับการอ่านและฟัง ขณะเดียวกันส่งเสริมให้มีการตะดับบุร (ใคร่ครวญ) ในขณะอ่านอัล-กุรอาน

5. อัลกุรอานและรอมฏอนได้ปลูกฝังบุคลิกภาพมุสลิมเพื่อให้มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อและใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮ

6. ความประเสริฐของการมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อและการให้ทาน (เศาะดะเกาะฮ)

7. การมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อยิ่งของท่านรอซูลนั้นเปรียบ เสมือนลมรำเพย




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 21, 2008, 05:38:15 »



หะดีษบทที่  21

ความประเสริฐของการอ่านอัลกุรอานในเดือนรอมฏอน



عَنْ عاَئِشَةَ قَالَتْ : لاَ أَعْلَمُ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ قَرَأَ القُرْآنَ كُلُّهُ فِيْ لَيْلَةٍ وَلاَ قاَمَ لَيْلَةً حَتَّى الصَّباَحِ وَلاَ صاَمَ شَهْراً كاَمِلاً قَطُّ غَيْرَ رَمَضاَنَ        


ความว่า จากท่านหญิงอาอิชะฮ เราะฎิยัลลอฮุอันฮากล่าวว่า “ฉันไม่เคยทราบว่าท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านอัลกุรอานทั้งเล่มในคืนเดียว หรือยืนละหมาดตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า หรือถือศีลอดหนึ่งเดือนเต็ม นอกจากในเดือนรอมฎอนเท่านั้น” (บันทึกโดยอันนะซาอีย์ 1641)



คำอธิบายหะดีษ

ส่งเสริมให้อ่านอัลกุรอานอย่างสม่ำเสมอ และละหมาดในยามกลางคืนนั้นส่งเสริมให้กระทำทุกค่ำคืนในเวลา 1/3 สุดท้ายของคืน แต่เนื่องจากรอมฏอนนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความบะเราะกะฮ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนดังกล่าวเป็นเดือนแห่งการประทานอัลกุรอานแก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านรอซูลได้อ่านอัลกุรอานหนึ่งเที่ยวจบ (เคาะตัม) ภายในคืนเดียวเท่านั้น อาจเป็นไปได้ว่าท่านอ่านในขณะละหมาดกิยามุลลัยล์ ซึ่งท่านได้ปฏิบัติตั้งแต่ตอนค่ำจนถึงหัวรุ่งขณะที่ในตอนกลางวันนั้นท่านรอซูลได้ถือศีลอดเป็นเวลา 1 เดือน  การศิยาม (ถือศีลอด) การกิยาม (ละหมาดกลางคืน) และการอ่านอัลกุรอาน ทั้งสามประการนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเดือนรอมฏอน เพื่อให้ได้มาซึ่งความประเสริฐและความบะเราะกะฮ อันมากมาย


บทเรียนจากหะดีษ

1. ความประเสริฐของการอ่านอัลกุรอาน การถือศีลอดและการกิยามุลลัยล์ในเดือนรอมฎอน เพราะการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นแบบอย่างของท่านรอซูล

2. ท่านรอซูลอ่านอัลกุรอานและดำรงการละหมาดในเดือนรอมฎอนอย่างเคร่งครัด

3. ส่งเสริมให้อ่านอัลกุรอานให้จบเท่าที่สามารถจะทำได้ เพราะอัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนดังกล่าว

4. เวลาในการอ่านอัลกุรอานที่ดีที่สุดคือ เวลากลางคืน

5. หะดีษข้างต้นได้กล่าวถึงความประเสริฐของกิยามุลลัยล์ในเดือนรอมฎอน

6. การอ่านอัลกุรอาน การกิยามุลลัยล์ และการถือศีลอดในตอนกลางวันของรอมฎอน การงานทั้งสามอย่างนั้นจะเป็นเบ้าหลอมในการสร้างบุคลิกภาพและจิตวิญญาณของมุสลิม




- อบูศ็อฟวาน -
บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2008, 06:34:57 »


หะดีษบทที่  22

ศีลอดและอัลกุรอานสามารถช่วยเหลือท่านได้


عَنْ عَبْدِاللهِ بْنِ عُمْرِو بْنِ العاَصِ رَضِىَ اللهُ عَنْهُماَ : أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ قاَلَ : الصِّياَمُ وَالْقُرْآنُ يَشْفَعاَنِ لِلْعَبْدِ يَوْمَ القِياَمَةِ . يَقُوْلُ الصِّياَمُ : أَىْ رَبِّ مَنَعْتُهُ الطَّعاَمَ وَالشَّهَواَتِ بِالنَّهاَرِ فَشَفَّعْنِى فِيْهِ وَيَقُوْلُ القُرْآنُ : أَىْ رَبِّ مَنَعْتُهُ النَّوْمَ بِالْلَيْلِ فَشَفَّعْنِى فِيْهِ . قاَلَ فَيُشَفَّعاَنِ

ความว่า จากอับดุลลาฮฺ บิน อัมรู (บินอัล-อาศ)เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “การถือศีลอดและอัลกุรอานจะให้ความช่วยเหลือแก่บ่าวในอาคิเราะห์ ศีลอดจะกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน! ฉันทำให้เขาต้องอดอาหารและอดทนจากอารมณ์ใฝ่ต่ำในตอนกลางวัน ดังนั้น (อนุญาต) ให้ฉันให้ความช่วยเหลือแก่เขาเถิด”และอัลกุรอานกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน! ฉันทำให้เขาต้องอดหลับอดนอนในตอนกลางคืน ดังนั้น (อนุญาต) ให้ฉันให้ความช่วยเหลือแก่เขาเถิด” ท่านรอซูล กล่าวว่า จากนั้นทั้งสองก็ได้รับอนุญาตจากอัลลอฮฺเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่เขา”(ผู้ที่ถือศีลอดและอ่านอัลกุรอาน) (บันทึกโดยอะห์มัด 2/174 อัตเตาะบะรอนี มัจญ์มะอฺ อัซซะวาอิด 3/1818: ริญาล อัตเตาะบะรีย์ ริญาลุ อัศ-เศาะหี๊ห์)



บทเรียนจากหะดีษ

1. หะดีษนี้อธิบายถึงความประเสริฐของการถือศีลอดและการอ่านอัลกุรอาน

2. การถือศีลอดของบ่าวนั้น ก็เพื่อที่เขาจะได้มีความอดทนจากการกิน การดื่ม และควบคุมอารมณ์ใฝ่ต่ำ เนื่องจากแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺ

3. การอ่านอัลกุรอานทำให้บ่าวของอัลลอฮฺมีความอดทนจากการหลับนอนในยามค่ำคืน เพื่อใช้เวลาในการอ่านอัลกุรอาน ทำความเข้าใจเนื้อหาและท่องจำด้วยความซาบซึ้ง

4. อัลลอฮฺทรงอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือกฏธรรมชาติ เช่น ถือศีลอด และอัลกุรอานสามารถพูดกับอัลลอฮฺได้

5. ไม่มีผู้ใดมีอำนาจและสามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่บ่าวของพระองค์ นอกจากจะได้รับการอนุมัติจากพระองค์

6. ใช้ให้ถือศีลอดและอ่านอัลกุรอานอย่างเต็มความหมาย พร้อมกับรักษามารยาทในขณะอ่านอัลกุรอานเพื่อได้รับความช่วยเหลือในอาคิเราะฮฺ

7. เวลาที่ประเสริฐที่สุดในการอ่านอัลกุรอานคือ เวลากลางคืน

8. ใช้ให้ระลึกถึงอาคิเราะฮฺ และความน่าสะพรึงกลัวของอาคิเราะฮฺ พร้อมกับให้เตรียมความพร้อมสำหรับวันนั้น





หะดีษบทที่  23

การให้อาหารละศีลอดแก่ผู้อื่น


عَنْ سَلْماَنَ قَالَ : خَطَبَناَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ فِيْ آخِرِ يَوْمٍ مِنْ شَعْباَنَ ، فَقاَلَ : أَيُّهاَ النَّاسُ قَدْ أَظَلَّكُمْ شَهْرٌ  عَظِيْمٌ ، شَهْرٌ مُباَرَكٌ ، شَهْرٌ فِيْهِ لَيْلَةٌ خَيْرٌ مِنْ أَلْفِ شَهْرِ ، جَعَلَ اللهُ صِياَمَهُ فَرِيْضَةً وَقِياَمَ لَيْلِةِ تَطَوُّعاً . مَنْ تَقَرَّبَ فِيْهِ بِخِصْلَةٍ مِنَ الْخَيْرِ كاَنَ كَمَنْ أَدَّى فَرِيْضَةً فِيْماَ سَواَهُ ، ومن أدى فيه فريضة كان كمن أدى سبعين فريضة فيما سواه  وَهُوَ شَهْرُ الصَّبْرِ، وَالصَّبْرُ ثَوَابُهُ الجَنَّةُ وَشَهْرُ المُواَسَاةِ وَشَهْرٌ يَزْداَدُ فِيْهِ رِزْقُ المُؤْمِنِ .مَنْ فَطَّرَ فِيْهِ صاَئِماَ كاَنَ مَغْفِرَةَ لِذُُنُوْبِهِ وَعِتْقَ رَقَبَتِهِ مِنْ النَّارِ . وَكاَنَ لَهُ مِثْلُ أَجْرِهِ مِنْ غَيْرِ أَنْ يَنْقُصَ مِنْ أَجْرِهِ شَيْءٌ . قاَلُوا : لَيْسَ كُلُّناَ نَجِدُ ماَ يَفْطِّرُ الصَّائِمَ . فَقاَلَ : يُعْطِى اللهُ هَذاَ  الثَّوَابَ مَنْ فَطَّرَ صاَئِماً عَلىَ تَمْرَةٍ أَوْ شَرْبَةِ مَاءٍ أَوْ مَذْقَةِ لَبَنٍ وَهُوَ شَهْرٌ أَوَّلُهُ رَحْمَةٌ وَأَوْسَطُهُ مَغْفِرَةٌ وَآخِرُهُ عِتْقٌ مِنَ النَّارِ


“จากซัลมานกล่าวว่า : ท่านรอซูล (ศ็อล) ได้คุตบะห์แก่พวกเราในวันสุดท้ายของเดือนชะอ์บาน ท่านกล่าวว่า : โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงได้เยือนมาถึงพวกเจ้าซึ่งเดือนที่ยิ่งใหญ่ เดือนแห่งความบะเราะกะห์ เดือนที่มีค่ำคืนอัลเกาะดัรซึ่งมีความประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน      พระองค์อัลลอฮทรงบัญญัติการถือศีลอดเป็นฟัดูและการกิยาม (ละหมาดในค่ำคืน) เป็นสุนัต ผู้ใดที่อยู่เคียงข้างอัลลอฮด้วยความดีงามแล้ว เขาจะได้รับผลบุญเหมือนผู้ที่กระทำอะมั๊ลฟัรดูในเดือนอื่น ๆ และผู้ใดที่กระทำอะมั๊ลฟัรดู เขาจะได้รับความประเสริฐเหมือนผู้ที่กระทำอะมั๊ล ฟัรดูจำนวนเจ็ดสิบอย่างในเดือนอื่น   และเดือนรอมฎอนเป็นเดือน (ผู้ที่ถือศีลอดมีความอดทน มีความเห็นอกเห็นใจ เป็นเดือนแห่งการเพิ่มพูนริซกีย์สำหรับผู้ศรัทธาผู้ใดที่ให้อาหารสำหรับละศีลอดแก่ผู้ที่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน แท้จริงเขาจะได้รับการอภัยโทษ คอของเขาจะปลอดภัยจากไฟนรก และเขาจะได้รับผลบุญเหมือนอย่างคนที่ถือศีลอดไม่ลดแม้แต่น้อย บรรดาเศาะฮาบะห์จึงถามว่า : พวกเราทุกคน ไม่ม่ส่งของที่จะให้ละศีลอดแก่ผู้ที่ถือศีลอด ท่านรอซูลจึงตอบว่า อัลลอฮทรงให้ผลบุญ (อันยิ่งใหญ่) นี้ให้แก่ผู้ที่ให้ละศีลอดแก่ผู้ที่ถือศีลอด แม้จะเป็นลูกอินทผลัมเพียงเม็ดเดียวก็ตาม หรือน้ำเพียงอึกเดียว หรือนมที่ผสมน้ำหนึ่งแก้ว และรอมฎอนยังเป็นเดือนที่ในช่วงต้นเป็นเราะห์มัต ในช่วนกลางเป็นการอภัยโทษ และช่วงท้านเป็นการหลุดพ้นจากไฟนรก” (รายงานโดยอัตติรมีซีย์ 807 กล่าวว่าเป็นหะดีษหะสันเศาะหีห์)


         عَنْ زَيْدِ بْنِ خَالِدِ الْجُهَنِى قاَلَ : قاَلَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ : مَنْ فَطَّرَ صاَئِماً كاَنَ لَهُ مِثْلُ أَجْرِهِ غَيْرَ أَنَّهُ لاَ يَنْقُصُ مِنْ أَجْرِ الصَّائِمِ شَيْئاً

ความหมาย : จากซัยด์ บิน คอลิด อัลญุห์นีย์ เล่าว่า ท่านรอซูล (ศ็อล) กล่าวว่า ผู้ใดที่ให้อาหารละศีลอดแก่ผุ้ที่ถือศีลอดแล้ว แท้จริงเขาจะได้รับผลบุญเสมือนกับผู้ที่ถือศีลอด โดยไม่ได้ลดแม้แต่น้อย”


บทเรียนที่ได้จากหะดีษ

1.    ความประเสริฐของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่มีเกียรติสูงส่งและมีความบะเราะกะห์

2.    ความยิ่งใหญ่ของเดือนรอมฎอนนั้น อันเนื่องจากมีสาเหตุที่สำคัญคือ ในเดือนนี้จะมีค่ำคืนอัลเกาะดัร ซึ่งมีความประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน และยังเป็นเดือนที่บัญญัติให้มุสลิมทุกคนถือศีลอด อันเป็นหนึ่งในห้าของรุก่นอิสลาม นอกจากนั้นแล้วยังส่งเสริมให้มีการกิยาม (ละหมาดตะรอวีห์) ซึ่งการละหมาดนี้จะไม่มีในเดือนอื่นๆ ยกเว้นในเดือนรอมฎอนเท่านั้น

3.    การประกอบความดีงามในเดือนรอมฎอน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นฟัรดูหรือที่เป็นสุนัต ก็จะได้รับผลบุญที่เท่าทวีคูณ

4.    การประกอบอิบาดะห์ถือศีลอดจะเป็นการหล่อหลอมจิตใจให้มีความอดทน และผลของการอดทนเขาจะได้รับการตอบแทนจากอัลลอฮด้วยสวรรค์

5.    นอกจากนั้นแล้ว การถือศีลอดยังสามารถทำให้จิตใจมีความเห็นอกเห็นใจ และมีความรักใคร่ซึ่งกันและกันในหมู่ชาวมุสลิมด้วยกัน

6.    ในเดือนรอมฎอนอัลลอฮจะทรงเพิ่มพูนริซกีย์แก่ผู้ศรัทธา ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถที่จะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่พี่น้องของเขาได้

7.    ความประเสริฐของผู้ที่ที่ให้ละศีลอดแก่ผู้ถือศีลอด เขาจะได้รับผลบุญอย่างเต็มเปี่ยม เหมือนคนที่ถือศีลอด โดยไม่ได้ลดแม้แต่น้อย

8.    ส่งเสริมให้มีการยอกย่องสรรเสริญแก่ผู้ที่ถือศีลอด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่ร่ำรวยหรือยากจน

9.    นอกจากพระองค์จะให้ผลบุญแล้ว บาปต่างๆ ก็จะได้รับการอภัยโทษ และเขาตจะถูกปลดปล่อยจากความทรมานของไฟนรกอีกด้วย

10.   อาหารหรือเครื่องดื่มที่จัดเตรียมให้แก่ผู้ที่ถือศีลอดนั้น      จะ ต้องมาจากทรัพย์สินที่หะลาล

11.   ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นเป็นลักษณะของผู้ที่เป็นมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนรอมฎอน

12.    สังคมอิสลามเป็นสังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกัน มีการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและ



- อบูศ็อฟวาน -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 15:31:47 โดย อบู ศ็อฟวาน » บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #22 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 19:20:06 »


หะดีษบทที่  24

ความประเสริฐของการเศาะดาเกาะฮฺในเดือนรอมฎอน


عَنْ أَنَسٍ قَالَ : سُئِلَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّمِ أَيُّ الصَّوْمِ أَفْضَلُ بَعْدَ رَمَضَانَ ؟ قَالَ : شَعْبَانُ لِتَعْظِيْمِ رَمَضَانَ . فَأَيُّ الصَّدَقَةِ أَفْضَلُ ؟ قَالَ : صَدَقَةٌ فِي رَمَضَانَ

ความว่า จากอนัส (เราฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามว่า การถือศีลอดประเภทใดที่ประเสริฐที่สุดรองลงมาจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน? ท่านรอซูลตอบว่า การถือศีลอดสุนัตในเดือนชะบาน เพื่อเป็นการให้เกียรติเดือนรอมฎอน ท่านรอซูลถูกถามอีกว่าเศาะดะเกาะฮฺประเภทใดดีที่สุด? ท่านตอบว่าเศาะดะเกาะฮฺในเดือนรอมฎอน” (บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ 657  กล่าวว่าเป็นหะดีษเฆาะรีบ)


บทเรียนจากหะดีษ

1. กล่าวถึงความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

2. ส่งเสริมให้ต้อนรับเดือนรอมฎอนอย่างสมเกียรติ ด้วยการถือศีลอดสุนัตในเดือนชะบาน

3. ส่งเสริมให้มีการเศาะดาเกาะฮฺให้ทานในเดือนรอมฎอน

4. การเศาะดาเกาะฮฺในเดือนรอมฎอนประเสริฐกว่าเศาะดาเกาะฮฺในเดือนอื่นๆ



- อบูศ็อฟวาน -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 15:32:32 โดย อบู ศ็อฟวาน » บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2008, 18:20:48 »




หะดีษบทที่ 25

ดุอาอฺของผู้ที่ถือศีลอดจะไม่ถูกปฏิเสธ

عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّم : ثَلاَثَةٌ لاَ تُرَدُّ دَعْوَتُهُمْ ، الإِمَامُ العَادِلُ وَالصَّائِمُ حَتَّى يُفْطِرَ وَدَعْوَةُ المَظْلُوْمِ


ความว่า จากอบีฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านรอซูล กล่าวว่า “คนสามจำพวก ที่ดุอาอฺของเขาจะไม่ถูกปฏิเสธคือ อิหม่าม (ผู้ปกครอง) ที่ยุติธรรม คนที่ถือศีลอดจนกระทั่งเขาละศีลอด และดุอาอฺของผู้ที่ถูกอธรรม" (บันทึกโดยอิบนุ มาญะห์1752 อัลบัยหะกีย์ 8/163 อัตติรมีซีย์ 5/578 กล่าวว่า : เป็นหะดีษหะซัน)


บทเรียนจากหะดีษ

1. หะดีษกล่าวถึง คนสามจำพวกที่อัลลอฮฺจะไม่ปฏิเสธดุอาอฺของพวกเขา
  - ดุอาอฺของอิหม่ามที่ยุติธรรม
  - ดุอาอฺของผู้ถือศีลอดที่รักษามารยาทที่ดีงามมีเจตนาที่บริสุทธิ์
  - ดุอาอฺของคนที่ถูกอธรรม

2. ความช่วยเหลือของอัลลอฮฺจะยังคงอยู่กับคนที่กระทำความดี

3. ความประเสริฐของผู้ถือศีลอด อิหม่ามที่ยุติธรรม  และผู้ที่ถูกอธรรม

4. คุณลักษณะของอัลลอฮมีความสูงส่ง(อิซซะห์) และอัลลอฮจะทรงปกป้องบ่าวของพระองค์

5. การปกป้องที่แท้จริงมาจากอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้น

6. ความโปรดปรานของอัลลอฮฺจะครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง

7. ส่งเสริมให้มีการขอดุอาอฺในขณะที่ถือศีลอดและเมื่อละศีลอด




- อบูศ็อฟวาน -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 15:32:56 โดย อบู ศ็อฟวาน » บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


abu_sofwan
นศ.ตลอดกาล
ผู้ช่วยแอดมิน
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2059



เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2008, 18:28:14 »


หะดีษบทที่  26

ดุอาละศีลอด


عَنِ اْبنِ عُمَرَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُمَا قَالَ : كَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّم إِذَا أَفْطَرَ قَالَ : ذَهَبَ الظَّمَأُ وَابْتَلَّتِ العُرُوْقُ وَثَبَتَ الأَجْرُ إِنْ شَاءَ اللهُ عَزَّ وَجَلَّّ


ความว่า จากอิบนุ อุมัร เราะฏิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมนั้น เมื่อท่านละศีลอดท่านจะกล่าวดุอาว่า "ซะฮะบัซเซาะมะอ์ วับตัลละติลอุรูก วะษะบะตัลอัจญ์รุ อินชาอัลลอฮุ อัซซะวะญัล" (ความกระหายได้หมดไป (ร่างกาย) ถูกเปียกชื้นด้วยเหงื่อและได้รับผลบุญ อินชาอัลลอฮ) (บันทึกโดยอบูดาวูด 2357 ดารุกุฏนีย์ 2/185 อัล-ฮากัม 1/422 และอิบนุ ซุนนีย์ 273)


คำอธิบายหะดีษ

หะดีษบทนี้ถือว่าเป็นหะดีษที่เศาะฮีห์ที่สุดจากท่านรอซูลที่เกี่ยวกับการขอดุอาขณะละศีลอดและไม่มีดุอาใดๆ ในการละศีลอด  เว้นแต่มาจากหะดีษนี้ แต่ผู้ที่ถือศีลอดสามารถขอดุอาได้ด้วยการขอดุอาอื่นๆ ที่คิดว่าสามารถให้ประโยชน์แก่ตัวเขา  ทั้งในดุนยาและอะคิเราะห์ (บทเรียนเกี่ยวกับรอมฏอน โดย สุลัยมาน อัล-เอาดะฮ์ หน้า 26)


عَنْ مُعَاذ بِنْ جَبَلٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : كَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ  عَلَيْهِ وَسَلَّم  إِذَا أَفْطَرَ قَالَ : اللَّهُمَّّ لَكَ صُمْتُُ وَعَلَى رِزْقِكَ أَفْطَرْتُ

ความหมาย  หะดีษจาก มุอาซ บิน ญะบัล เราะฏิยัลลอฮุ กล่าวว่า แท้จริงท่านรอซูลเมื่อละศีอดท่านจะขอดุอา “โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ข้าถือศีลอดเพื่อพระองค์ และด้วยริซกีย์ของพระองค์ข้าละศีลอด” (บันทึกโดย อบู ดาวูด 2358 อิบนุ ซุนนีย์ 273 : หะดีษมุรซัล)



บทเรียนจากหะดีษ

1. ส่งเสริมให้อ่านดุอาเมื่อละศีลอด

2. เป้าหมายในการขอดุอาก็เพื่อให้ผู้ที่ถือศีลอดวิงวอนขอความดีและความโปรดปรานจากอัลลอฮอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับการถือศีลอดเพื่อพระองค์ทรงตอบรับ

3. ส่งเสริมให้ปฏิบัติตามซุนนะห์ของท่านรอซูล ในการประกอบอิบาดะห์ทุกอย่าง

4. แท้จริงดุอานั้นสามารถทำให้ความยำเกรงและความยะกีนเพิ่มมากขึ้น



- อบูศ็อฟวาน -
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2008, 15:33:20 โดย อบู ศ็อฟวาน » บันทึกการเข้า


ศูนย์เผยแผ่สัจธรรมอัลบะยาน
مركز البيان للتأليف والنشر العلمي


หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.1 © 2008-2009, SimplePortal | Thai language by ThaiSMF


Modifications by ทีมงานอิกเราะอ์.


Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.48 วินาที กับ 28 คำสั่ง

Google visited last this page วันนี้ เวลา 10:46:28