อิกเราะอ์ฟอรั่ม - กระดานเสวนาอิกเราะอ์ออนไลน์
ธันวาคม 12, 2017, 09:23:58 *
อะฮฺลัน วา ซะฮฺลัน ..ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: มีปัญหาการสมัครสมาชิกใหม่ ดูคำแนะนำได้ ที่นี่ ครับ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความประเสริฐของซุลหิจญะฮฺและอุฎหิยะฮฺ  (อ่าน 2791 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
adminbriss
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2008, 10:55:44 »

เขียนโดย Abu Asybal     
ซุลหิจญะฮฺเป็นเดือนแห่งการอิบาดะฮฺที่ยิ่งใหญ่อีกเดือนหนึ่ง และเป็นเดือนแห่งความสมบูรณ์ของหลักการอิสลามต่างๆ นั่นคืออิบาดะฮฺหัจญ์ ณ มหานครมักกะฮฺ ในเดือนนี้มุสลิมจะทุ่มเทเพื่อการอิบาดะฮฺในรูปแบบต่างๆมากมาย ทั้งร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน ดังนั้นอุละมาอฺหลายท่านจึงถือว่าการอิบาดะฮฺในเดือนนี้ โดยเฉพาะในสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺประเสริฐกว่าการอิบาดะฮฺในวันอื่นๆตลอดทั้งปี...

1. ความประเสริฐของสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ

อิบนุอับบาส เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

((ما من أيام العمل الصالح فيهن أحبُّ إلى الله منه في هذه الأيام العشر ، قالوا : ولا الجهاد في سبيل الله ! ولا الجهاد في سبيل الله ، إلا رجل خرج بنفسه وماله ولم يرجع من ذلك بشيء))

“ไม่มีการปฎิบัติอามัลศอลิหฺในวันใดที่อัลลอฮฺทรงชอบมากกว่าการปฏิบัติในสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ” บรรดาเศาะหาบะฮฺถามขึ้นมาว่า “แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ (ก็ไม่สามารถเทียบเท่า) กระนั้นหรือ ?” ท่านรสูลตอบว่า “แน่นอน แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ (ก็ยังไม่เป็นที่ชอบของอัลลอฮฺเท่ากับการปฎิบัติอามัลศอลิหฺในสิบวันแรกนี้) เว้นแต่ผู้ที่ออกญิฮาดด้วยตัวเขาเองและทรัพย์สินของเขาแล้วไม่กลับมาพร้อมกับทรัพย์สินดังกล่าว (เพราะเสียชีวิตในสงคราม และทรัพย์สินถูกศัตรูยึดไป).(อัลบุคอรีย์ 1:246, อัตติรมิซีย์ 1:145)

((ما من عمل أزكى عند الله عز وجل، ولا أعظمُ أجراً من خير يعمله في عشر الأضحى. قيل : ولا الجهاد في سبيل الله ؟ قال: ولا الجهاد في سبيل الله - عز وجل - إلا رجل خرج بنفسه وماله فلم يرجع من ذلك بشيء))

“ไม่มีการปฎิบัติอามัลศอลิหฺใดๆจะมีความบริสุทธิ์ (ประเสริฐ) ณ อัลลอฮฺ และมีผลบุญยิ่งใหญ่มากกว่าการปฏิบัติในสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ” มีคนถามขึ้นมาว่า “แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ (ก็ไม่สามารถเทียบเท่า) กระนั้นหรือ ?” ท่านรสูลตอบว่า “แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ (ก็ยังไม่เป็นที่ชอบของอัลลอฮฺเท่ากับการปฎิบัติอามัลศอลิหฺในสิบวันแรกนี้) เว้นแต่ผู้ที่ออกญิฮาดด้วยตัวเขาเองและทรัพย์สินของเขาแล้วไม่กลับมาพร้อมกับทรัพย์สินดังกล่าว (เพราะเสียชีวิตในสงคราม และทรัพย์สินถูกศัตรูยึดไป).(อัดดาริมีย์ 1:358 ด้วยสายรายงานที่หะสัน, อิรวาอุลเฆาะลีล 3:398)

อิบนุเราะญับกล่าวว่า “หะดีษข้างต้นบ่งบอกว่าการปฏิบัตอามัลในวันดังกล่าวเป็นที่ชื่นชอบต่ออัลลอฮฺมากกว่าการปฏิบัติอามัลในวันอื่นๆโดยปราศจากข้อยกเว้นใดๆ และในเมื่อการปฏิบัติอามัลในวันดังกล่าวเป็นที่ชื่นชอบต่ออัลลอฮฺมากกว่าวันอื่นๆ ดังนั้นการปฏิบัตอามัลในวันดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าการปฏิบัติอามัลในวันอื่นๆ” (ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ, หน้า 471)

อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ กล่าวว่า “เหตุผลหนึ่งที่ทำให้สิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺเต็มด้วยความประเสริฐเพราะในวันดังกล่าวเป็นวันที่มาบรรจบของอิบาดะฮฺหลักต่างๆ นั่นคือเศาะลาต ศิยาม เศาะดะเกาะฮฺและหัจย์ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่มีในวันอื่นจากสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ” (ฟัตหุลบารีย์ 2:460)


2. ความประเสริฐของวันอาเราะฟะฮฺ

วันอาเราะฟะฮฺคือวันที่ 9 ของเดือนซุลหิจญะฮฺ ซึ่งเป็นวันที่บรรดาหุจญาจต่างรวมตัวกัน ณ ทุ่งอาเราะฟะฮฺ ซึ่งเป็นวันที่ประเสริฐที่สุดของปี เพราะความประเสริฐอันมากมายในวันนั้น อาทิเช่น


2.1 เป็นวันที่อัลลอฮฺได้ทรงลุกะโทษแก่บ่าวของท่านจากไฟนรกมากที่สุด

อาอิชะฮฺเล่าว่า ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

((ما من يوم أكثر من أن يعتق الله فيه عبدأ من النار من يوم عرفة...))

“ไม่มีวันใดที่อัลลอฮฺได้ทรงลุกะโทษแก่บ่าวของท่านจากไฟนรกมากกว่าวันอาเราะฟะฮฺ” (มุสลิม, 1348)

อันนะวะวีย์กล่าวว่า “หะดีษนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความประเสริฐของวันอาเราะฟะฮฺ” (ชัรหฺเศาะหีหฺมุสลิม, 9:117)

 

2.2 เป็นวันที่อัลลอฮฺทรงทำให้ศาสนาอิสลามสมบูรณ์ลง

อุมัร บิน อัลค็อตฏอบเล่าว่า “ชาวยิวคนหนึ่งได้กล่าวแก่เขาว่า “โอ้ท่าน อามีรุลมุอฺมินีน มีอายะฮฺหนึ่งในคัมภีร์ของพวกท่าน ซึ่งพวกท่านอ่านมันอยู่เป้นประจำ ถ้าอายะฮฺนั้นได้ถุกประทานลงมาแก่พวกเราชาวยิว เราย่อมยึกวันนั้นเป็นวันอีดของเราอย่างแน่นอน” อุมัรจึงถามว่า “อายะฮิไหนหรือ?” เขาตอบว่า

((ٱلْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِى وَرَضِيتُ لَكُمُ ٱلأسْلاَمَ دِيناً)) [المائدة: 3]

“วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้าและข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว” (อัลมาอิดะฮฺ, 3)

อุมัรกล่าวว่า “แท้จริงพวกเราทราบดีถึงวันนั้นและสถานที่อายะฮฺนี้ถูกประทานแก่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังยืนอยู่ที่ทุ่งอาเราะฟะฮฺในวันศุกร์” (อับุคอรีย์, 45, มุสลิม, 3017)

 

2.3 เป็นวันอีดสำหรับหุจญาจญ์ที่อยู่ ณ ทุ่งอาเราะฟะฮฺ

อุกบะฮฺ บิร อามิร เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

((يوم عرفة ويوم النحر وأيام التشريق عِيدُنا أهلَ الإسلام، وهي أيام أكل وشرب))

“วันอาเราะฟะฮฺ วันเชือด และวันตัชรีก เป็นวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม มันเป็นวันแห่งการดื่มและกิน” (อะหมัด 4:152, อัตติรมิซีย์, 773, เศาะหีหฺสุนันอัตติรมิซีย์, 620)

อิบนุก็อยยิมกล่าวว่า “วันอาเราะฟะฮฺเป็นวันอีดสำหรับชาวอาเราะฟะฮฺ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการมักรูฮฺ (ไม่ชอบ) ให้ถือศีลอดสำหรับผู้ที่ (กำลังประกอบพิธีหัจญ์) อยู่ ณ ทุ่งอาเราะฟะฮฺ” (ซาดุลมะอาด 1:61)


2.4 เป็นวันที่การถือศีลอดในวันนั้นจะได้รับการลบล้างบาปถึงสองปี

อบีเกาะตาดะฮฺ เล่าว่า ท่านรสูลศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดในวันอาเราะฟะฮฺ ดังนั้นท่านจึงตอบว่า

((صيام يوم عرفة، أحتسب على الله أن يكفر السنة التي قبله، والسـنة التي بعده))

“การศิยามในวันอาเราะฟะฮฺ ฉันคาดหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงลบล้างบาปของหนึ่งปีที่ผ่านมา และหนึ่งปีที่จะมาถึง” (มุสลิม, 1162)

อันนะวะวีย์กล่าวว่า “หมายความว่า (จะลบล้าง) บาปของผู้ที่ถือศีลอดในสองปี บรรดาอุละมาอฺกล่าวว่า บาปที่หมายถึงในที่นี้คือบาปเล็ก...และถ้าไม่ใช่บาปเล็กก็หวังว่าจะได้รับการลดโทษจากบาปใหญ่ให้เบาลง และหากว่าเขาไม่มีบาปเล็กอยู่เลย เขาก็จะได้รับการยกสถานะให้สูงขึ้น” (ชัรหฺเศาะหีหฺมุสลิม 5:50-51)

ท่านมาวัรดีย์กล่าวว่า “สำหรับการลบล้างบาปนั้นสามารถตีความหมายได้สองอย่าง คือ

1. หมายถึงการอภัยโทษจากบาปที่ทำมา

2. หมายถึงการยับยั้งหรือป้องกันไม่ให้กระทำบาป

ด้วยเหตุนี้ บรรดาอุลามาอฺจึงมีมติเห็นพ้องกันว่าเป็นการสุนนะฮฺสำหรับผู้ที่ไม่ได้ประกอบอิบาดะฮฺหัจญ์ให้ทำการศิยามในวันนี้ (ดู มัจมุอฺ ของนะวะวีย์ 6:349)

2.5 เป็นวันแห่งการขอดุอาอฺที่ประเสริฐที่สุด

อับดุลลอฮฺ บิน อุมัร เล่าว่า ท่านรสูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

((خير الدعاء دعاء يوم عرفة، وخير ما قلت أنا والنبيون من قبلي: لا إله إلا الله وحده لا شريك له، له الملك، وله الحمد، وهو على كل شيء قدير))

“ดุอาอฺที่ประเสริฐที่สุดคือดุอาอฺในวันอาเราะฟะฮฺ และคำดุอาอฺที่ประเสริฐที่สุดที่ฉันและบรรดานบีก่อนหน้าฉันกล่าว (ในวันนั้น) คือ

((لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيْكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ، وَلَهُ الْحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ))

“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองคืเดียว โดยปราศจากการตั้งภาคีย์ใดๆพร้อมพระองค์ การปกครองดูแลเป็นของพระองค์ และมาลการสรรเสริญก็เป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงปรีชาสามารถบนทุกๆสิ่ง” (อิมามมาลิก, 422 ด้วยสายรายงานที่มุรสัล, อัตติรมิซีย์, 3585, เศาะหีหฺอัตติรมิซีย์, 2837)

อิบนุอับดิลบัรร์ กล่าวว่า “ในหะดีษนี้ให้บทเรียนว่า การขอดุอาอฺในวันอาเราะฟะฮฺเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าการขอดุอาอฺในวันอื่นๆ และในหะดีษนี้ยังบ่งชี้ถึงความประเสริฐของวันอาเราะฟะฮฺกว่าวันอื่นๆอีกด้วย...และในหะดีษนี้อีกเช่นกันเป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าการขอดุอาอฺในวันอาเราะฟะฮฺโดยรวมแล้วจะถูกตอบรับทั้งหมด” (อัตตัมฮีด 6:41)

 

3. ความประเสริฐของวันนะหัร (วันอีด)

อับดุลลอฮฺ บิน กุรฏ์ อัษษะมาลีย์ เล่าวว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

(( إن أعظم الأيام عند الله تعالى يوم النحر ثم يوم القَرِّ ))

“บรรดาวันต่างๆที่ประเสริฐที่สุด ณ อัลลอฮฺ คือวันนะหัร หลังจากนั้นวันก็อร (วันที่พักอยู่กับที่ หมายถึงวันที่บรรดาหจญาจญ์พักอยู่ที่ทุ่งมีนาในวันที่ 11-13 หลังจากวันนะหัร)” (อะหมัด 4:1350, อบูดาวูด, 1765)

อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “วันแห่งปีที่ประเสริฐที่สุดคือวันนะหัร และบางท่านกล่าวว่า วันที่ประเสริฐที่สุดคือวันอาเราะฟะฮฺ แต่ทัศนะแรกคือทัศนะที่ถูกต้อง เพราะในวันนั้นจะเป็นวันแห่งการรวมอิบาดะฮฺอามัลหัจญ์ต่างๆที่ไม่มีปฏิบัติในวันอื่นๆ เช่นการพักที่ทุ่งมุซดาลิฟะฮฺ การขว้างเสาหินอะเกาะบะฮฺเพียงเสาเดียว การเชือดนะหัร การโกนศีรษะ และการเฏาะวาฟอิฟาเฎาะฮฺ...(มัจญ์มูอฺอัลฟะตาวีย์ 25:288)

อิบนุก็อยยิมกล่าวว่า “ดังนั้นบรรดาวันต่างๆที่ประเสริฐที่สุด ณ อัลลอฮฺ คือวันนะหัร เพราะเป็นวันหัจญ์ใหญ่” (ซาดุลมะอาด 1:54)

 

4. การเชือดอุฏหิยะฮฺ

4.1 ความหมายของอุฏหิยะฮฺ

อุฏหิยะฮฺหมายถึงชื่อของสัตว์เลี้ยงบางประเภทที่ถูกเชือดในวันอีดอัฏหาและวันตัชรีก (วันที่ 11-13 เดือนซุลหิจญะฮฺ) เพื่อหวังความใกล้ชิดต่อเอกองค์อัลลอฮฺ (มุฆนีอัลมุหฺตาจญ์ 6/122, อัลอิกนาอฺ 2/277)

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
adminbriss
สมาชิกอิกเราะอ์
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 548


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2008, 06:57:05 »


4.2 ข้อกำหนดทางศาสนา

อุละมาอฺมีทัศนะอุลามาอฺที่แตกต่างกันเกี่ยวกับหุกมของการเชือดอุฎหิยะฮฺ แต่อุละมาอฮฺส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นสุนนะฮฺมุอักกะดะฮฺสำหรับผู้ที่มีความสามารถไม่ใช่วาญิบ ดังนั้น สำหรับผู้ที่มีความสามารถจึงส่งเสริมให้เชือดอุฎหิยะฮฺทุกปี เพื่อออกจากพิสัยของการคิลาฟ นั่นคือทัศนะของอุละมาอฺที่ว่าวาญิบสำหรับผู้ที่มีความสามารถ (อัลมุจญ์มูอฺ 8/385, อัลมุฆนีย์ 9/435, อัลหาวีย์ 15/71, อัลบะดาอิอฺ 4/192-193, บิดายะฮฺ อัลมุจญ์ตะฮิด 1/348) เพราะตามรายงานหะดีษระบุว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ท่านรสูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมพำนักอยู่ที่มะดีนะฮฺ ท่านจะทำการเชือดอุฎหิยะฮฺทุกปี และไม่เคยละทิ้งมันเลยแม้แต่ปีเดียว


4.3 หิกมะฮฺ (เหตุผลทางปัญญา)

1. เพื่อแสดงถึงความใกล้ต่อเอกองค์อัลลอฮฺ

2. เพื่อเป็นการฟื้นฟูแบบฉบับของท่านนบีอิบรอฮีม

3. เพื่อแสดงออกถึงความใจกว้าง เอื้ออาทรต่อบุคคลในครอบครัว เพื่อนบ้าน และบรรดาผู้ขัดสนในวันอีด

4. เพื่อแสดงถึงการขอบคุณต่อความโปรดปรานและริซกี อันเปี่ยมล้นของอัลลอฮฺ


4.4 ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเชือดอุฎหิยะฮฺ

เมื่อย่างเข้าเดือนซุลหิจญะฮฺ (ตั้งแต่วันที่ 1 – 10) ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเชือดอุฎหิยะฮฺทำการตัดหรือโกนผม ขนรักแร้ ขนลับ และตัดเล็บ

อมมุสะละมะฮฺเล่าว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

(( إذا دخلت العشر، وأراد أحدكم أن يضحي فلا يمس من شعره وبشره شيئاً ))

“เมื่อย่างเข้างสิบวัน (แรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ) และใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าประสงค์ที่จะเชือดอุฎหิยะฮฺ ดังนั้น เขาจงอย่าแตะต้อง (ตัดหรือโกน) ส่วนใดๆของเส้นผมหรือขนของเขาแต่อย่างใด” (มุสลิม, ชัรหฺเศาะหีหมุสลิม 4/119)

และในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า

(( من كان له ذِبح يذبحه فإذا أهلَّ هلالُ ذي الحجة فلا يأخذ من شعره وأظفاره شيئاً حتى يضحي ))

“ผู้ใดที่มีสัตว์ (ที่เตรียมไว้) สำหรับเชือดอุฎหิยะฮฺ ดังนั้นเมื่อเข้าเดือนซุลหิจญะฮฺ เขาก็จงอย่าตัดเอาส่วนใดส่วนหนึ่งจากผมของเขา และเล็บของเขาจนกว่าเขาจะเชือดอุฎหิยะฮฺเสร็จ” (มุสลิม, 4/120)


4.5 เวลาสำหรับเชือดอุฏหิยะฮฺ

การเชือดอุฏหิยะฮฺจะเริ่มตั้งแต่เวลาหลังจากเสร็จละหมาดอีด และสิ้นสุดลงหลังจากดวงอาทิตย์ตกในเย็นวันที่สิบสามของเดือนซุลหิจญะฮฺเท่านั้น.

อนัสเล่าว่า ท่านรสูล ศ้อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัมกล่าวว่า

((من ذبح قبل الصلاة فإنما يذبح لنفسه، ومن ذبح بعد الصلاة فقد تم نسكه وأصاب سنة المسلمين))

“ผู้ใดที่ทำการเชือดก่อนละหมาดแท้จริงมันเป็นการเชือดสำหรับตัวเขาเอง และผู้ใดที่ทำการเชือดหลังละหมาดแท้จริงเขาได้ทำให้อิบาดะฮฺของเขาสมบูรณ์และถูกต้องตามสุนนะฮฺของชนมุสลิมทั้งหลาย” (บันทึกโดย บุคอรีย์ 1:243,)

ญุนดุบ บิน สุฟยานเล่าว่า ฉันได้ร่วมละมหาดอีดอัฎหากับท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านได้กล่าวว่า

(( من كان ذبح أضحيته قبل أن يصلي أو نصلي فليذبح مكانها أخرى ومن كان لم يذبح فليذبح باسم الله ))

“ผู้ใดได้เชือดสัตว์อุฎหิยะฮฺของเขาก่อนที่เขาจะละหมาดหรือก่อนที่ฉันจะละหมาด ดังนั้นเขาจงเชือดตัวอื่นแทนตัวนั้น และผู้ใดที่ยังไม่ได้เชือด ดังนั้นเขาจงเชือดด้วยพระนามของอัลลอฮฺ” (มุสลิม 6:74)

ญุเบร บิน มุฏอิมเล่าว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

( كل فجاج مكة منحر، وكل أيام التشريق ذبح )

“ทุกๆช่องทางของมักกะฮฺคือสถานที่สำหรับเชือดสัตว์ และทุกๆวันตัชรีก (วันที่ 11-13) คือวันแห่งการเชือด” (บันทึกโดย อะหมัด 4:8 บัยฮะกีย์ 5:295)

อิหม่ามอัชชาฟิอีย์กล่าวว่า “เมื่อตะวันลับฟ้าในวันสุดท้ายของวันตัชรีก หลังจากนั้นหากผู้ใดเชือดอุฎหิยะฮฺ ดังนั้นการเชือดอุฎหิยะฮฺนั้นถือว่าเป็นโมฆะ” (อัลอมม์, 2/222)


4.6 เงื่อนไขของสัตว์อุฎหิยะฮฺ

1. อูฐ ที่มีอายุครบห้าปีบริบูรณ์และย่างเข้าปีที่หก

2. วัว และแพะ ที่มีอายุครบสองปีบริบูรณ์ และย่างเข้าปีที่สาม

3. แกะ ที่มีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์และย่างเข้าปีที่สอง หรือหลังจากที่มีการเปลี่ยนฟันใหม่ ถึงแม้ว่าอายุยังไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณืก็ตาม (ดู มัจมูอฺ 8:293)

และต้องไม่เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีอวัยวะทุกส่วนครบสมบูรณ์และไม่มีตำหนิที่ชัดเจน จนกระทบต่อเนื้อของสัตว์ หรือดูแล้วน่ารังเกียจ

อัลบัรรออฺ บิร อาซิบเล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

( أربعٌ لا تجوز في الأضاحي : العوراء البين عورها والمريضة البين مرضها والعرجاء البين عرجها والكسير التي لا تنقي)

“มีสัตว์สี่ประเภทที่ไม่อนุญาตสำหรับการอุฎหิยะฮฺ นั่นคือ สัตว์ที่ตาบอดข้างที่เห็นชัด สัตว์ที่ป่วยอย่างเห็นได้ชัด สัตว์ที่ขาพิการอย่างเห็นได้ชัด และสัตว์ที่ผอมแห้งจนไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้” (อบูดาวูด 7/357-358 – เอานุลมะอฺบูด, อัตติรมิซีย์ 5/67 – ตุหฺฟะฮฺ)


4.7 วิธีการเชือด

1. ต้องครอบครองสัตว์สำหรับเชือด (หนึ่งตัวหรือหนึ่งส่วน)

2. นิยัตหรือตั้งเจตนาเพื่อทำการเชือดอุฏหิยะฮฺ

3. เชือดด้วยตัวเองหรือให้ผู้อื่นเชือดแทน

4.ปฏิบัติตามระเบียบการเชือด คือ

4.1 ลับมีดให้คมกริบ

4.2 กล่าวบิสมิลลาฮฺและตักบีร (บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮุ อักบัร)

4.3 กล่าวเศาะละวาตนบี (ตามทัศนะของอิหม่ามอัชชาฟิอีย์)

4.4 กล่าวดุอาอฺ

بِاسْمِ اللهِ، اَللَّهُمَّ تَقَبَّلْ مِنْ مُحَمَّدٍ ، وَآلِ مُحَمَّدٍ، وَمِنْ أُمَّةِ مُحَمَّدٍ

“บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮุมมะ ตะก็อบบัล มินมุหัมมัด มอาลิมุหัมมัด วะมินอุมะติมุหัมมัด” (มุสลิม 4/106 - ชัรหฺอันนะวะวีย์)

(ด้วยพระนามของอัลลฮฺ โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ได้โปรดรับ (การภักดี) จาก มุหัมมัด และครอบครัวของมุหัมมัด และประชาชาติของมุหัมมัด)

4.5 หันไปทางกิบลัตทั้งสัตว์เชือดและผู้เชือด

4.6 ทำให้สัตว์เชือดนอนตะแคงซ้าย.

4.7 ทำการเชือดที่สนามละหมาดหรือมุศ็อลลา (อัลมุจญ์มูอฺ 8/408, อัลบะดาอิอฺ 4/221, อัลมุฆนีย์ 9/456-457, กัชชาฟุลเกาะนาอฺ 3/8)


4.8 การใช้ประโยชน์จากเนื้ออุฏหิยะฮฺ

1. การใช้ประโยชน์จากเนื้ออุฎหิยะฮฺที่เป็นสุนัต

ส่งเสริมให้ผู้ทำการเชือดแบ่งเนื้อออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับครอบครัว ส่วนหนึ่งสำหรับบริจาคแก่บรรดาคนจนและผู้ขัดสน และอนุญาตให้บริจาคแก่บรรดามุสลิมที่ร่ำรวย และอนุญาตให้เก็บตุนไว้

อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

فَكُلُوا مِنْهَا وَأَطْعِمُوا الْقَانِعَ وَالْمُعْتَرَّ (الحج : 36)

“ดังนั้น พวกเจ้าก็จงบริโภคส่วนหนึ่งของมัน และจงให้ทานอาหารแก่คนที่ไม่เอ่ยขอ และคนที่เอ่ยขอ”

فَكُلُوا مِنْهَا وَأَطْعِمُوا الْبَائِسَ الْفَقِيْرَ (الحج : 28)

“ดังนั้น พวกเจ้าก็จงบริโภคส่วนหนึ่งของมัน และจงให้ทานอาหารแก่ผู้ที่ยากจนขัดสน”

 

2. การใช้ประโยชน์จากเนื้ออุฎหิยะฮฺที่เป็นวาญิบ (นะซัร)

มัซฮับหะนะฟีย์และชาฟิอีย์และทัศนะหนึ่งของมัซฮับหันบะลีย์ ถือว่าไม่อนุญาตให้เจ้าของผู้บนบานหรือนะซัรรับประทานจากเนื้ออุฎหิยะฮฺที่ทำการบนบานดังกล่าว เพราะการนะซัรเป็นสิ่งที่วาญิบและจำเป็นต้องบริจาคเป็นทานให้หมดแก่ผู้ยากจน และถ้านำมารับประทานแม้เพียงนิดเดียวก็จำเป็นต้องถูกปรับด้วยการหาเนื้ออื่นมาแทนที่ (อัลมัจญ์มูอฺ 8/417, มุฆนีอัลมุหฺตาจญ์ 6/134, ตับยีนอัลหะกออิก 6/8, อัลมุฆนีย์ 9/475) วัลลอฮุอะอฺลัม

 

3. ให้ชาวซิมมีย์รับประทานเนื้ออุฎหิยะฮฺ

อิหม่ามอันนะวะวีย์อ้างคำพูดของอิบนุลมุนซิรว่า “บรรดาอุละมาอฺมีทัศนะที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการให้รับประทานอาหารแก่บรรดาผู้ขัดสนในหมู่ซิมมีย์ โดยที่อัลหะสัน อัลบัศรีย์ อบูหะนีฟะฮฺ และอบู เษาร์ ระบุว่าอนุญาต ส่วนอิหม่ามมาลิกกล่าวว่า “ให้ทานแก่คนอื่นจากพวกเขาเป็นที่น่าพอใจแก่เรากว่า” และท่านยังไม่ชอบที่จะมอบหนังสัตว์อุฎหิยะฮฺแก่ชาวนัศรอนีย์ หรือเนื้ออุฎหิยะฮฺ” เช่นเดียวกับอัลลัยษ์ที่ไม่ชอบที่จะทำเช่นนั้น และท่านกล่าวว่า “ถ้าได้ต้มเนื้อสุกแล้ว ก็ไม่เป็นไรที่จะเรียกซิมมีย์มาทานร่วมกับชาวมุสลิม”

หลังจากนั้น อิหม่ามอันนะวะวียืกล่าวว่า “ตามมัซฮับอัชชาฟิอีย์ อนุญาตให้พวกเขารับประทานจากเนื้ออุฎหิยะฮฺที่เป็นสุนัต แต่ไม่อนุญาตให้รับประทานจากเนื้ออุฎหิยะฮฺที่เป็นวาญิบ” (อัลมัจญ์มูอฺ 8/425)

อิบนุกุดามะฮฺกล่าวว่า “อนุญาตให้ชาวกาฟิรผู้ปฎิเสธศรัทธารับประทานอาหารจากเนื้ออุฎหิยะฮฺ นี่เป็นทัศนะของอัลหะสัน และอบูเษาร...เพราะมันคืออาหารที่เขามีสิทธิที่จะทาน ดังนั้นจึงอนุญาตให้ชาวซิมมีย์รับประทานเช่นเดียวกับอาหารทั่วๆไป และเนื่องจากว่ามันเป็นการให้ทานที่สุนัต ดังนั้นจึงอนุญาตให้ซิมมีย์ และเชลยรับประทานได้ เช่นเดียวกับการให้ทานสุนัตอื่นๆ” (อัลมุฆนีย์ 9/450)


4. ค่าจ้างสำหรับผู้ชำแหละเนื้ออุฎหิยะฮฺ

อุละมาอฺส่วนใหญ่ระบุว่าไม่อนุญาตให้นำเนื้ออุฎหิยะฮฺเป็นค่าจ้างแก่ผู้เชือดและผู้ชำแหละเนื้ออุฎหิยะฮฺ เพราะมีรายงานจากอาลี บิน อบีฎอลิบ เล่าว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้สั่งให้ฉันจัดการเกี่ยวกับอูฐอุฎหิยะฮฺของท่าน และสั่งให้ฉันนำเนื้อ และหนังของมันบริจาคทาน และห้ามไม่ให้ฉันนำ (เนื้อและชิ้นส่วนใดๆของมัน) มอบ (เป็นค่าตอบแทน) แก่ช่างชำแหละเนื้อแม้แต่น้อย” (อัลบุคอรีย์ 4/303, มุสลิม 3/435)

ส่วนกรณีที่ช่างชำแหละเนื้อเป้นคนจนหรือมิตรสหาย ก็อนุญาตให้มอบเนื้ออุฎหิยะฮฺแก่พวกเขาได้ในฐานะของคนจน หรือเป็นการฮะดิยะฮฺ ไม่ใช่ค่าจ้าง ส่วนค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง เจ้าของอุฎหิยะฮฺจำเป้นต้องหาทรัพท์สินส่วนอื่นให้แทน (อัลมุฆนีย์ 9/450, ชัรหุสสุนนะฮฺ 7/188)

 

5. การขายเนื้ออุฎหิยะฮฺและนำหนังของมันมาใช้ประโยชน์

ทัศนะของมัซฮับมาลิกีย์ ชาฟิอีย์ และหันบะลีย์ ระบุว่า ไม่อนุญาตให้นำเนื้อ หรือหนังของสัตว์อุฏหิยะฮฺ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของมันไปขาย ไม่ว่าจะเป็นอุฎหิยะฮฺวาญิบหรืออุฎหิยะฮฺสุนัตก็ตาม (อัซซะคีเราะฮฺ 4/156, อัลมัจญ์มูอฺ 8/419-420, อัลมุฆนีย์ 9/450)

นบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

( من باع جلد أضحيته فلا أضحية له )

“ผู้ใดขายหนังสัตว์อุฎหิยะฮฺของเขา ดังนั้นเขาจะไม่ได้ผลบุญจากการอุฎหิยะฮฺนั้น” (สุนันอัลบัยฮะกีย์ 9/294, เศาะหีหฺอัลญามิอฺอัสเศาะฆีร 2/1055)
จบ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
อบู อับบาส
Hold Dunya with your hands not your heart
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 223


อยากจะเป็นคนๆ นั้น


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2010, 06:00:50 »

ผู้ที่จะทำการเชือดอุฏหิยะฮฺ ห้ามทำการโกนขนใดๆ ในร่างกาย

อยากทราบว่า เฉพาะผู้ที่ทำการเชือดหรือผู้ที่ร่วมหุ้นด้วยเช่นกัน (ในกรณีของวัวหรืออูฐ)
หากเราร่วมหุ้นวัวด้วยส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นคนเชือดเอง เราต้องงดเว้นการโกนขนด้วยหรือไม่?

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

++ เราจะหวังเงินเดือนได้อย่างไร หากไม่ทำงาน ++
== เราจะหวังรางวัลได้อย่างไรหากไม่ทำดี ==
Al Sulaiman
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2010, 07:18:25 »


^
^
คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ


4.4 ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเชือดอุฎหิยะฮฺ

เมื่อย่างเข้าเดือนซุลหิจญะฮฺ (ตั้งแต่วันที่ 1 – 10) ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเชือดอุฎหิยะฮฺทำการตัดหรือโกนผม ขนรักแร้ ขนลับ และตัดเล็บ

อมมุสะละมะฮฺเล่าว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

(( إذا دخلت العشر، وأراد أحدكم أن يضحي فلا يمس من شعره وبشره شيئاً ))

“เมื่อย่างเข้างสิบวัน (แรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ) และใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้าประสงค์ที่จะเชือดอุฎหิยะฮฺ ดังนั้น เขาจงอย่าแตะต้อง (ตัดหรือโกน) ส่วนใดๆของเส้นผมหรือขนของเขาแต่อย่างใด” (มุสลิม, ชัรหฺเศาะหีหมุสลิม 4/119)

และในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า

(( من كان له ذِبح يذبحه فإذا أهلَّ هلالُ ذي الحجة فلا يأخذ من شعره وأظفاره شيئاً حتى يضحي ))

“ผู้ใดที่มีสัตว์ (ที่เตรียมไว้) สำหรับเชือดอุฎหิยะฮฺ ดังนั้นเมื่อเข้าเดือนซุลหิจญะฮฺ เขาก็จงอย่าตัดเอาส่วนใดส่วนหนึ่งจากผมของเขา และเล็บของเขาจนกว่าเขาจะเชือดอุฎหิยะฮฺเสร็จ” (มุสลิม, 4/120)



หมายความว่า เมื่อเริ่มเข้า 10 วันแรกของซุลหิจญะฮฺ ผู้ที่ตั้งใจว่าปีนี้จะทำกุรบ่าน ไม่ว่าเขาจะเชือดเอง หรือจะให้คนอื่นเชือด ก็เข้าข่ายที่เขาจะต้องงดเว้นการโกนขน ตัดเล็บ เหมือนกันครับ วัลลอฮุอะลัม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อบู อับบาส
Hold Dunya with your hands not your heart
ทีมงานบอร์ด
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 223


อยากจะเป็นคนๆ นั้น


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2010, 11:54:38 »

แล้วถ้าหากว่า เนียตไปแล้วว่าจะทำกุรบ่าน
แต่ไปตัดหนวดเสียแล้ว
เศาะห์หรือปล่าวที่จะทำกุรบ่านในปีนี้???
สามารถทำได้มั้ย??
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

++ เราจะหวังเงินเดือนได้อย่างไร หากไม่ทำงาน ++
== เราจะหวังรางวัลได้อย่างไรหากไม่ทำดี ==
Al Sulaiman
Moderator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2704



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 11, 2010, 14:51:43 »


เท่าที่ทราบ อุละมาอ์มีความเห็นตรงกันว่า ในกรณีนี้ สิ่งที่จำเป็นต้องทำคืออิสติฆฟารฺขออภัยโทษในความผิดที่ได้ทำไป ส่วนกุรบ่านนั้นถือว่าใช้ได้ครับ วัลลอฮุอะลัม

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 22 คำสั่ง